0 Views

หลังจากที่ก้าวเข้าไปในสำนักแล้วสิ่งที่เขาพบคือตำหนักภายในนั้นมีขนาดใหญ่กว่าสำนักจิ่วหยางมากๆ หลังจากที่ได้เข้ามาแล้วเขาก็ได้หยุดเล็กน้อยพร้อมทั้งเดินตามกลุ่มคนจนไปถึงลานประลองในที่สุด

หากมองออกไปแล้วจะพบว่ามันมีขนาดใหญ่มากๆแถมยังเต็มไปด้วยผู้ชมมากมาย

“ตูฮงซิงมีพรสวรรค์ระดับ 8 ดาราเขตแดนชีพจรเทวระดับ 3 ตอนปลายสมแล้วที่ได้เป็นอันดับที่ 1 ในศิษย์ใหม่ คาดว่าอีกไม่นานก็น่าจะสามารถติดอันดับตารางสายลมและหมู่เมฆได้ ”

เสียงสนทนาได้ดังขึ้น

“ตูฮงซิงนี่น่ากลัวจริงๆนั่นแหละ อายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้นแต่กลับแข็งแกร่งถึงขนาดนี้ ”

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพรสวรรค์ระดับ 8 ดารานี่แหละ ศักยภาพในการเติบโตในอนาคตของเขาไม่สามารถคาดเดาได้ ! ”

“เซี่ยหวูเองก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ นายน้อยตระกูลเซี่ยจากเมืองหลินชวนเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดารา อายุ 17 ปีและได้ยินมาว่าไม่นานมานี้เพิ่งจะตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3 ได้ เขาน่าจะได้เป็นอันดับ 2 ของการประลองครั้งนี้ ”

“อื้ม ”

“ได้ยินมาว่าศิษย์ใหม่ปีนี้แข็งแกร่งมากๆ ”

หลายๆคนที่อยู่รอบๆได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปมา

หลินเทียนที่อยู่ในฝูงชนเองก็ได้มองออกไปตรงหน้าและพบกับเวทีประลองซึ่งกำลังมีร่าง 2 ร่างกำลังต่อสู่กันอยู่ ไม่นานหนึ่งในนั้นก็ได้รับความพ่ายแพ้ก่อนที่จะลอยออกไปด้านนอกเวที

ทันใดนั้นเองที่ท่าทางของเขาได้เปลี่ยนไปเพราะว่าคนที่ขึ้นไปคนต่อไปนั้นคือ

เหล็งอี้ทง !

“โครม ! ”

กลิ่นอายอันรุนแรงได้ถูกปลดปล่อยไปโดยรอบซึ่งตอนนี้อาวุธในมือของเหล็งอี้ทงคือกระบี่ที่มีความเร็วและพลังทำลายสูงมาก ผู้ชมทั้งหลายที่อยู่ข้างเวทีต่างอดไม่ได้ที่จะชมเชยด้วยท่าทางตกตะลึง

“นายน้อยตระกูลเหล็งนี่แข็งแกร่งจริงๆเลยนะ ”

“ตระกูลเหล็งนั้นเป็นถึง 1 ใน 3 ตระกูลผู้บ่มเพาะของเมืองหลวงดังนั้นการที่จะมีนายน้อยที่แข็งแกร่งก็เป็นเรื่องธรรมดาๆอยู่แล้ว ”

“สุดยอด ! ”

หลายๆคนได้พูดชมออกมา

ห่างออกไปไม่ไกลนั้นมีร่างหลายร่างกำลังยืนอยู่ภายในตำหนักซึ่งหนึ่งในนั้นคือฮานเฮอ เหล็งเฟิงและชายชราอีกคนที่ชื่อว่าหลุยหลานที่เป็นผู้อาวุโสของสำนักนี้

“เหล็งเฟิง น้องชายเจ้านี่เติบโตด้วยความเร็วที่น่ากลัวมากๆ ไม่คิดเลยว่าจะสามารถเรียนรู้ทักษะกระบี่สายรุ้งและทักษะไล่ล่าวิญญาณของตระกูลเหล็งได้ถึงขึ้นนี้ ”

ฮานเฮอได้พูดออกมา

เหล็งเฟิงเองก็ได้ตอบกลับไปว่า

“ไม่กี่วันนี้ข้าให้เขาฝึกฝนตลอดทุกวันดังนั้นถึงได้พัฒนาขึ้นและไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ”

“ดูเหมือนว่าน้องชายของเจ้าน่าจะเหมาะที่จะได้อันดับที่ 3 นะ ”

หลุยหลานได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น ”

เหล็งเฟิงได้พยักหน้าตอบ

คู่ต่อสู้ของเหล็งอี้ทงนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 ซึ่งหากเทียบกับเหล็งอี้ทงแล้วฝ่ายตรงข้ามยังห่างชั้นกันอยู่มาก ไม่นานก็ได้พ่ายแพ้ภายใต้ทักษะกระบี่ของเขาก่อนที่จะถูกเตะลงมาจากเวที

“ใครจะขึ้นมาอีก ! ”

เหล็งอี้ทงที่กำลังถืแกระบี่ได้กวาดตามองไปยังศิษย์ใหม่หลายๆคนที่อยู่ด้านล่าง

การประลองจัดอันดับของสำนักนั้นสามารถท้าใครก็ได้ตามสบายซึ่งเหล็งอี้ทงก็ได้ฝึกฝนอย่างหนักมาในช่วงหลายวันนี้ทำให้แข็งแกร่งขึ้นมาก ตอนนี้เขาที่กำลังยืนอยู่บนเวทีเองก็ได้มองไปยังศิษย์ใหม่ด้วยสายตาดูถูกยกเว้นเซี่ยหวูและตูฮงซิงเพราะเหล็งเฟิงได้บอกเขาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าตัวเขาไม่ใช่คู่มือของทั้งสอง

“บ้าไปแล้ว ! ”

“อะไรล่ะ ก็เขามีคุณสมบัติพอที่จะทำแบบนั้น ! ”

“ทักษะตระกูลเหล็งนี่แข็งแกร่งจริงๆ ”

หลายๆคนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันออกมา

ศิษย์ใหม่หลายคนเองก็ไม่สามารถทนการยั่วยุของเหล็งอี้ทงได้แต่น่าเสียดายที่พวกเขาล้วนถูกส่งลอยออกไปนอกเวทีทั้งหมด

“ทักษะไล่ล่าวิญญาณแถมยังมีทักษะกระบี่สายรุ้งอีกนี่มันแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ! ”

หลายๆคนได้แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาตามๆกัน

“ใครกล้าขึ้นมาอีก !! ”

เหล็งอี้ทงที่ยืนอยู่บนเวทีได้กวาดสายตาที่หยิ่งผยองไปยังทุกผู้คน

ศิษย์ใหม่หลายๆคนได้แต่จ้องมองไปทางเหล็งอี้ทงซึ่งแม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกไม่สบอารมณ์แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากๆ ด้วยทักษะไล่ล่าวิญญาณและทักษะกระบี่สายรุ้งนั้นเกือบจะเรียกว่าอยู่ในระดับบรรลุแล้วด้วยซ้ำ

“ข้าเอง ”

ณ ตอนนี้เองที่เสียงหนึ่งได้ดังขึ้น

หลินเทียนที่อยู่ในหมู่ผู้คนได้ก้าวออกไปพร้อมทั้งเดินขึ้นเวที

“เจ้า ! ”

เหล็งอี้ทงได้มีท่าทางเปลี่ยนไปโดยทันที

เหล็งเฟิงที่อยู่ห่างออกไปเองก็มีท่าทางเปลี่ยนไปเช่นกัน ชายคนนี้มันสามารถกลับออกมาจากป่าพิษเป็นๆได้ ! มันเป็นไปได้ไงกัน ?

ฮานเฮอและหลุยหลินเองก็ได้แต่ขมวดคิ้วไปตามๆกัน

“เจ้าเป็นใครกัน กล้าดียังไงถึงได้มาขัดการประลองศิษย์ใหม่ ? ”

ฮานเฮอได้คำรามออกมา

เขาจำได้ดีว่าไม่เห็นหลินเทียนออกมาพร้อมๆกับศิษย์ใหม่ซึ่งทำให้เขาและหลุยหลินไม่รู้ถึงสถานะของหลินเทียน

“ศิษย์ใหม่ของสำนักที่เพิ่งกลับมาจากการทดสออบ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้หยิบเอาตราสัญลักษณ์ออกมา

เมื่อมองไปที่ตรานั้นแล้วฮานเฮอและหลุยหลานเองก็ได้แต่ชะงักไป

“ทำไมถึงได้มาตอนนี้ ? ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนเราออกมาไม่มีเจ้า ! ”

หลุยหลานได้ถามออกมา

“มันเป็นเพราะว่าศิษย์ติดธุระอยู่ภายในป่าดังนั้นถึงเพิ่งออกมาในวันนี้ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วฮานเฮอและหลุยหลานก็ได้พยักหน้าพร้อมๆกัน ในเมื่อหลินเทียนถือครองตราสัญลักษณ์นั้นก็เป็นตัวอธิบายสถานะของเขาแล้วแต่พวกเขาเพียงแค่สงสัยเท่านั้นถึงได้ถามออกไป

ใบหน้าของเซี่ยหวูที่อยู่ในหมู่ศิษย์ใหม่เองก็หม่นหมองลงก่อนที่จะปลดปล่อยจิตสังหารออกมา เขาไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับหลินเทียนที่นี่

“ไอ้ระยำ ! ”

เซี่ยหวูได้แต่กำหมัดของตัวเองเพราะว่าเขายังจำเรื่องที่หลินเทียนเตะเขาลอยออกนอกร้านอาหารได้อย่างดี

ผู้ชมทั้งหลายเองก็ได้แต่โห่ร้องออกมาเพราะว่าหลังจากที่เห็นความแข็งแกร่งของเหล็งอี้ทงแล้วยังมีคนกล้าท้าทายอีก ?

“เป็นไปได้ไงที่เจ้ายังรอดออกมาได้ ! ”

เหล็งอี้ทงได้ถามออกมาหลังจากที่ก้าวถอยหลังไปด้วยใบหน้าที่น่าเกลียด

“เดาดูสิ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างราบเรียบ

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้หันหน้าไปมองเหล็งเฟิงที่อยู่ในตำหนักพลางยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายแล้วพุ่งเข้าหาเหล็งอี้ทงโดยทันที

เหล็งอี้ทงได้กัดฟันของเขาพร้อมกับคำรามออกมาว่า

“ทักษะไล่ล่าวิญญาณและกระบี่สายรุ้งของข้าอยู่ในขั้นสำเร็จระดับต่ำแล้ว ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เหวี่ยงกระบี่ออกไปทางหลินเทียนโดยทันที

“!! ”

ร่างของหลินเทียนได้เข้าประชิดเขาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะจับมือขวาที่ถือกระบี่ของเหล็งอี้ทงเอาไว้แล้วหักมันจนก่อเกิดเสียงกระดูกแตกออกมาอย่างดัง

“เจ้า….”

ใบหน้าของเหล็งอี้ทงได้บิดเบี้ยวไปเพราะความเจ็บปวดโดยทันทีก่อนที่กระบี่ของเขาจะหลุดมือไป

ในเวลาเดียวกันนี้เองที่เขาสามารถสัมผัสได้ว่าระดับพลังของหลินเทียนนั้นแข็งแกร่งขึ้นเป็นเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3 แล้ว !

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้ปล่อยมือของเขาก่อนที่จะคว้าลำคอเอาไว้แล้วทุ่มลงกับพื้นอย่างรุนแรง

โครม ! เวทีได้ส่ายไปมาก่อนที่เหล็งอี้ทงจะส่งเสียงโอดครวญอย่างดังพร้อมทั้งกระอักเลือดไม่หยุด

ตอนนี้เองที่เหล่าผู้ชมต่างผงะไป

“แข็งแกร่งไปไหม ? ”

“โหดเกินไปแล้ว ! ”

ก่อนหน้านี้พวกเขาเพิ่งได้สัมผัสกับความแข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานแต่ตอนนี้กลับถูกจัดการโดยชายหนุ่มคนนั้นอย่างง่ายดายจนทำให้พวกเขาได้แต่แข็งค้างไปด้วยความรู้สึกโง่งม ในขณะที่คนอื่นๆกำลังประหลาดใจกันอยู่นั้นพวกเขาก็ตระหนักได้อีกเรื่องว่าการประลองนี้มันหนักมือเกินไปหรือเปล่า ?

“ปล่อยเขา ! ”

น้ำเสียงอันเย็นชาได้ถูกส่งออกมาก่อนที่เหล็งเฟิงจะเดินเข้ามาที่มุมเวที

ผู้อาวุโสฮานเฮอและหลุยหลานเองก็เดินเข้ามาเช่นกัน

“มันไม่หนักมือเกินไปหน่อยรึ !”

“ใช่ !”

พวกเขาต่างพากันพูดออกมา

หลินเทียนได้ปล่อยคอของเหล็งอี้ทงพร้อมทั้งยืนขึ้นมา

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้คนกำลังคิดว่าหลินเทียนปล่อยเหล็งอี้ทงไปเพราะกลัวนั้นเขากลับยกเท้าขึ้นมากระทืบซ้ำลงไปที่กลางหน้าอกของเหล็งอี้ทงอย่างรุนแรง

“อั๊ก ! ”

เสียงกระดูกแตกหักได้ถูกส่งออกมาอย่างดังก่อนที่เหล็งอี้ทงจะส่งเสียงร้องออกมาไม่หยุด

“ข้าว่าเจ้าหนุ่มนี่มันแข็งแกร่งเกินไปไหม ? ”

“แต่ว่านี่เป็นเพียงการประลองจัดอันดับเท่านั้น ทำไมถึงได้ทำขนาดนี้ ? ”

“มันเป็นเพราะว่าพวกเขามีความแค้นกัน ? ”

หลายๆคนได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

“โอหัง ! ”

“ระยำ !”

ฮานเฮอและหลุยหลานต่างพากันคำรามออกมา

หลินเทียนทำร้ายร่างกายศิษย์ร่วมสำนักขนาดนี้มันทำให้พวกเขาโกรธจัดเป็นอย่างมาก

“ผู้อาวุโสทั้ง 2 อย่าเพิ่งรีบร้อนโกรธสิ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาพร้อมกับมองไปทางเหล็งเฟิงแล้วพูดต่อว่า

“ไม่ถามเหล็งเฟิงที่อยู่ข้างๆหน่อยรึว่าศิษย์ได้เจอเรื่องอะไรในป่า ? แล้วทำไมถึงได้ลงมือกับเหล็งอี้ทง ? ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วท่าทางของใครหลายคนก็เปลี่ยนไปทันทีพร้อมกับจดจ่อไปที่ร่างของหลินเทียนเป็นสายตาเดียวกัน

มันมีเรื่องอะไรถูกปกปิดเอาไว้ ?

“เหล็งเฟิง นี่มันหมายความว่ายังไง ? ”

ฮานเฮอได้ขมวดคิ้วโดยทันที

ใบหน้าของเหล็งเฟิงยังคงหม่นหมองพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของหลินเทียน

“เป็นอะไรไป ? กลัวพูดแล้วจะอับอาย ? ไม่เป็นไรข้าช่วยเจ้าพูดเอง ”

หลินเทียนได้กระทืบซ้ำลงไปก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ก่อนหน้านี้ในการทดสอบนั้นมันเป็นเพราะว่าศิษย์เก่า 5 คนจะติดตามเข้าไปด้วยแต่ว่าเหล็งเฟิงนั้นมีอำนาจไม่น้อยเลยที่สามารถเอาผู้เชี่ยวชาญตระกูลตัวเองเข้าไปได้อย่างลับๆแล้วลอบสังหารข้า เหตุผลก็เป็นเพราะว่าข้ามีความแค้นอยู่กับเหล็งอี้ทง ”

“อะไรนะ ? ”

เมื่อได้ยินแล้วท่าทางของทุกคนได้เปลี่ยนไปทันที

พวกเขาได้แต่มองไปทางเหล็งเฟิงเป็นสายตาเดียวกัน

“เหล็งเฟิง ที่เขาพูดมันจริงงั้นรึ ! ”

ฮานเฮอได้ถามออกมา

เหล็งเฟิงยังคงเงียบพร้อมทั้งแสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมามากกว่าเก่า

“ปล่อยเขาซะ ! ”

เมื่อจ้องมองไปทางหลินเทียนแล้วเขาได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“เป็นไปได้งั้นหรอ ? ข้าถูกต้อนเข้าไปในป่าพิษจนเกือบจะตาย ”

หลินเทียนได้แสยะออกมาว่า

“แต่ต้องขอบคุณเจ้านะที่ข้าไม่ตายแถมยังได้รับของดีที่ช่วยเพิ่งความแข็งแกร่งด้วย เจ้าคิดเหมือนกันไหมว่าสวรรค์มีตาน่ะถึงได้ให้โอกาสข้าได้กลับมาล้างแค้นพวกเจ้าสองพี่น้อง ? ”

เมื่อฟังจากคำพูดของหลินเทียนแล้วศิษย์เก่าหลายๆคนก็ได้แต่อ้าปากค้างไปตามๆกันเพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าเหล็งเฟิงจะร่วมมือกับน้องชายและผู้เชี่ยวชาญของตระกูลเพื่อต้อนศิษย์ใหม่เข้าไปในป่าพิษแต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าเก่าคือหลินเทียนยังรอดกลับมาได้

“ป่าพิษ ? ”

“เข้าไปแล้วยังไม่ตาย ? แถมยังแข็งแกร่งขึ้น ? เจ้าสัตว์ประหลาดนี่ผุดออกมาจากไหนกัน ? สุดยอดเกินไปแล้ว ! ข้าได้ยินมาว่าขนาดผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ยังตายเลยนะ ”

ศิษย์เก่าหลายๆคนได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาไม่ต่างกับผู้อาวุโสทั้ง 2