0 Views

หลินเทียนรู้ตัวดีว่าตอนนี้เขาไม่ใช่คู่มือของเหล็งเฟิงเพราะว่าความต่างชั้นของระดับพลังมันห่างกันเกินไป เขาได้เปิดการทำงานของข่ายอาคมลมกระโชกไว้ตั้งแต่ที่เหล็งเฟิงได้โมตีออกมาแล้ว

“นี่……..”

เมื่อมองไปยังจุดที่หลินเทียนยืนอยู่นั้นพวกเขาก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

อยู่ดีๆก็หายตัวไปเฉยๆ ?

เหล็งเฟิงได้แต่ขมวดคิ้วพร้อมกับมองไปทางเหล็งอี้ทง

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ”

เหล็งอี้ทงได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดออกมาอย่างกะทันหันว่า

“อ่อใช่ ไอ้ระยำนั่นมันเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคม หรือว่านี่จะเป็นข่ายอาคม ? ”

“ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคม ?”

ท่าทางของเหล็งเฟิงได้เปลี่ยนไปทันทีก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“เจ้าไม่เห็นบอกข้ามาก่อนเลยว่ามันเป็นปรมาจารย์ !! ”

“ก็เป็นเพียงแค่ปรมาจารย์เท่านั่นแหละ ทำไมพี่ต้องดูจริงจังแบบนั้นด้วย ”

เหล็งอี้ทงได้ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที

เหล็งเฟิงได้เหวี่ยงมือตบใบหน้าของเหล็งอี้ทงไปทันทีพร้อมกับพูดว่า

“เพียงแค่ ? ในตระกูลเรามีปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมอยู่กี่คนกัน ? แล้วเคยเห็นใครที่อายุน้อยแบบนั้นไหม ? หากว่าเบื้องหลังมันมีอาจารย์ที่แข็งแกร่งอยู่ก็จะนำพาหายนะมาสู่ตระกูลเราได้ !!! ”

เหล็งอี้ทงได้สั่นไปและไม่ทันฉุกคิดถึงเรื่องนี้แต่หลังจากที่เงียบไปสักพักเขาก็ได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดุร้ายว่า

“ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมแล้วไง !!! กล้าใกล้ชิดกับหยูเอ๋อขนาดนั้นมันต้องตาย !!! ตาย!! ”

“หยูเอ๋อ ! หยูเอ๋อ ! หยูเอ๋อ!! ”

เหล็งเฟิงอยากจะตบน้องชายหน้าโง่ของตัวเองอีกสักครั้งพร้อมกับพูดว่า

“คิดว่านางเป็นหญิงที่เจ้าจะสัมผัสได้งั้นรึ ! อย่าคิดว่าตัวเองเป็นนายน้อยตระกูลเหล็งแล้วมันยิ่งใหญ่นักล่ะ ขนาดเจ้าชายยังถูกปฏิเสธมาแล้วเจ้ายังคิดว่าตัวเองยังมีโอกาสอีก ? กลับไปสำนึกซะ !! ”

เหล็งอี้ทงได้แสดงสีหน้าที่ซีดเผือดออกมายิ่งกว่าเก่าพลางกำหมัดแน่น

ชายวัยกลางคนที่เหลืออีก 4 คนเองก็ไม่กล้าที่จะหายใจดังด้วยซ้ำ พวกเขาได้แต่จ้องมองไปยังภาพเบื้องหน้า

เหล็งเฟิงได้แสดงสีหน้าที่ดูไม่ได้ออกมาก่อนที่จะจ้องมองไปที่น้องชายพลางพูดว่า

“เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้แล้วเราคงจะคืนดีกับมันไม่ได้แล้วเหมือนกัน ”

หลังจากที่พูดจบแล้วประกายตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาพร้อมกับมองไปยังชายวัยกลางคนแล้วพูดว่า

“กลับไปที่ตระกูลแล้วเกณฑ์คนมาเพิ่มซะ เราต้องจัดการเรื่องนี้ให้ขาวสะอาด ”

“ได้ขอรับนายน้อย ”

ชายวัยกลางคนทั้ง 4 ได้ตอบรับพร้อมทั้งเคลื่อนไหวโดยทันที

เหล็งอี้ทงได้พูดออกมาด้วยท่าทางมีความสุขว่า

“สมแล้วที่เป็นท่านพี่ ! ”

เหล็งเฟิงได้หันหน้าที่เย็นชากลับมาหาเขาพร้อมกับพูดว่า

“หลังจากที่การทดสอบจบแล้วข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าอีกครั้ง ! ”

……….

ตอนนี้หลินเทียนได้หลบหนีออกมาไกลมากมายพร้อมทั้งนั่งอยู่ภายในถ้ำเล็กๆ

มันมีความสูงเพียง 3 เมตรเท่านั้นแถมพื้นที่ภายในยังมีแค่ 10 ตารางเมตร

“เกรงว่าเจ้าเหล็งเฟิงนั่นมันจะอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 7 เลยสินะ ”

หลินเทียนได้แต่กัดฟันของเขา

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของเหล็งเฟิงด้วยสถานการณ์บังคับนั้นทำให้เขาได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก

เขาได้นั่งขัดสมาธิพร้อมกับเริ่มการหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายซึ่งในขั้นตอนเหล่านี้เขาก็ระมัดระวังและหมุนวนไปอย่างช้าๆ หลังจากที่ผ่านไปได้ 4 ชั่วโมงแล้วเขาก็ได้ลืมตากลับขึ้นมาอีกครั้งด้วยสภาพร่างกายที่เกือบจะสมบูรณ์

หลังจากนั้นเขาก็ได้เดินออกไปจากถ้ำอย่างรวดเร็ว

เสียงคำรามของสัตว์อสูรยังคงดังอยู่เรื่อยๆพร้อมกับกลิ่นอายอสูรที่หนาแน่น

ระหว่างที่เขากำลังเดินในป่าก็ดูระมัดระวังอย่างมากขณะที่แผดจิตสัมผัสออกไปเพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงโดยรอบ

“แกร๊ง ! ”

หลังจากที่เดินไปได้สักพักก็มีคลื่นกระบี่ถูกส่งลงมาจากฟากฟ้า

หลินเทียนได้ถอยหลังกลับไปด้วยท่าทางตื่นตระหนก หากว่าเพื่อครู่ไม่ได้มีสัญชาตญาณที่ดีเขาก็คงตัวขาดครึ่งไปแล้ว

เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้าก็พบกับนกยักษ์ตัวเดิมที่เหล็งเฟิงกำลังยืนอยู่บนร่างของมัน

“สะดวกดีจริงๆเลยนะ ”

หลินเทียนได้แต่สบถออกมาพร้อมกับวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

ครั้งนี้คลื่นกระบี่ยังคงถูกส่งออกมารอบทิศทาง

ท่าทางของหลินเทียนในตอนนี้เย็นชาอย่างมากพร้อมกับสำแดงทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์เพื่อพุ่งผ่านป่าด้วยสภาพที่ยุ่งเหยิงไปหมดเพราะถึงอย่างไรก็ตามเหล็งเฟิงนั้นโจมตีเขาจากบนฟ้าซึ่งเป็นพื้นที่ๆได้เปรียบ

หลินเทียนได้วิ่งไม่หยุดเพราะเขารู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่คู่มือของเหล็งเฟิง

“ตาย ! ”

ณ ตอนนี้มีเสียงหนึ่งได้ดังขึ้น

ร่างหลายร่างได้พุ่งเข้ามาจากรอบทิศทางขณะที่ปลดปล่อยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมา

“ไอ้ระยำ เจ้าหนีไม่พ้นหรอก ! ”

เหล็งอี้ทงได้แสยะออกมา

คนนับ 10 ได้รายล้อมรอบหลินเทียนเอาไว้

คนเหล่านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญของตระกูลเหล็งซึ่งตามมาสมทบทีหลัง

“ข้าบอกแล้วว่าเมืองนี้เป็นถิ่นข้า เจ้าได้ตายแน่นอน ! ”

เหล็งอี้ทงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

ระหว่างที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ส่งการโจมตีออกมามากมาย

หลินเทียนที่อยู่ใจกลางวงล้อมเองก็สัมผัสได้เลยว่ากลิ่นอายของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้อย่างน้อยๆก็อยู่ที่เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3 กันหมด

“เตรียมคนมาขนาดนี้เพื่อสังหารข้านี่ไม่ธรรมดาเลยนะ สมแล้วที่เป็นหนึ่งในสามตระกูลผู้บ่มเพาะของเมืองหลวง ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

กระบี่ในมือของเขาได้สั่นไหวก่อนที่กระบี่สายฟ้ามรกตจะกวาดออกไปรอบทิศทาง

พุฟฟฟ !! ชายวัยกลางคนที่รับการโจมตีนี้ไปได้แต่นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้น

“ระวังด้วย ! มันไม่หมู ! ”

หนึ่งในพวกเขาได้ตะโกนออกมา

ชายวัยกลางคนที่เหลือก็ได้พยักหน้าตามก่อนที่จะระมัดระวังขึ้นอีกระดับ

ระหว่างที่คนกว่าโหลได้รายล้อมร่างของหลินเทียนเอาไว้นั้นเสื้อผ้าของเขาก็เริ่มที่จะขาดลุ่ย

“แกร๊ง ! ”

คลื่นกระบี่อันรุนแรงได้พุ่งลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้ง

เหล็งเฟิงได้โจมตีอีกครั้ง

หลินเทียนที่อยู่ใจกลางเองวงล้อมจะไปสามารถสัมผัสถึงการโจมตีนี้ได้อย่างไรกัน คลื่นกระบี่ได้พุ่งทะลุแขนเขาไปและทำให้เลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด

“ตาย !! ”

ชายวัยกลางคนทั้งหลายได้ฉวยโอกาสนี้ฟาดฟันเข้าใส่เขาอีกครั้ง

หลินเทียนได้แต่ต้านทานการโจมตีพร้อมทั้งกวัดแกว่งกระบี่ด้วยโทสะ

พุฟฟฟ ! ชายวัยกลางคนอีกคนได้ส่งเสียงร้องออกมาขณะที่แขนขวาของตัวเองได้ขาดสะบั้นไป

หลินเทียนได้มองกลับขึ้นไปยังร่างของเหล็งเฟิงที่อยู่บนฟากฟ้าด้วยสายตาที่เย็นยะเยือก

เหล็งเฟิงยังคงแสดงสีหน้าไร้อารมณ์พร้อมกับส่งการโจมตีที่แฝงไปด้วยจิตสังหารลงมาไม่หยุด

“!! ”

หลินเทียนได้สำแดงทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์ออกมาอีกครั้ง

พวกเขาได้แต่จ้องมองไปยังร่างของหลินเทียนที่อยู่ดีๆก็จางหายไปอีกครั้ง

“นี่มัน !! ”

ท่าทางของพวกเขาทั้งหมดได้เปลี่ยนไปทันที

เหล็งอี้ทงเองก็ได้แต่กัดฟันพร้อมกับสบถออกมาว่า

“ระยำ ! ”

ท่าทางของเหล็งเฟิงเองก็เปลี่ยนไปเช่นกันพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน ก่อนหน้านี้เขาได้ล็อคกลิ่นอายของหลินเทียนเอาไว้แล้วแต่อยู่ดีๆหลินเทียนก็ได้จางหายไปอีกครั้งโดยที่เขาไม่สามารถสัมผัสอะไรได้เลย

“ดูเหมือนว่ามีเพียงแค่เขตแดนผู้รอบรู้เท่านั้นถึงจะพอสัมผัสได้สินะ ”

เหล็งเฟิงได้พูดออกมา

“แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะพี่ใหญ่ ? ”

เหล็งอี้ทงได้พูดออกมา

เหล็งเฟิงได้ตอบกลับไปว่า

“ดูเหมือนว่ามันจะมีเวลาจำกัดอยู่ไม่งั้นก็คงไม่ปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง เจ้าแยกย้ายกันออกค้นหาแล้วข้าจะหาตำแหน่งมันจากบนฟ้า ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเหล็งเฟิงก็ได้ขี่นกยักษ์ขึ้นไปทันที

“แยกย้ายกันไป ต้องหาตัวไอ้ระยำนั่นให้ได้ ! ”

เหล็งอี้ทงได้คำรามออกมาอย่างดัง

“ได้ขอรับนายน้อย ! ”

ชายวัยกลางคนกว่าโหลได้แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่ได้ทิ้งระยะออกไปห่างนักเพื่อที่จะได้คอยช่วยเหลือกันได้ทัน

หลินเทียนได้แต่หลบอยู่หลังหินที่อยู่ห่างออกไป 300 เมตร

เขาได้กดแผลที่แขนเอาไว้พร้อมทั้งหยิบเอายาออกมาโรยตรงปากแผล

“เหล็งเฟิง ! ”

เขาได้จ้องมองกลับขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับสายตาที่เย็นชาอย่างมาก

เขาไม่ได้กลัวเหล็งอี้ทงหรือว่าชายวัยกลางคนทั้งฝูงนั่นเลยแต่ปัญหาคือเหล็งเฟิงเพราะว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป มันไม่ใช่อะไรที่เขาจะต่อกรได้ในเวลานี้

“แย่จริงๆ ”

เขาได้แต่พูดกับตัวเอง

ข่ายอาคมลมกระโชก 2 ม้วนที่เหลือได้ถูกใช้ไปจนหมดและส่งผลให้เขาไม่สามารถใช้มันหนีเอาตัวรอดได้อีกแล้วแต่ว่าเงื่อนไขการผ่านเข้าเป็นศิษย์สำนักนั้นจำเป็นต้องอยู่ในเขตนี้ครึ่งเดือนซึ่งการที่เขาต้องหลบหนีการไล่ล่าของเหล็งอี้ทงและเหล็งเฟิงนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆเพราะถึงอย่างไรเขาก็จำเป็นต้องหาแหล่งน้ำและอาหารอีก มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้เขาอยู่กับที่โดยไม่ทำอะไรและในขั้นตอนเหล่านี้เหล็งเฟิงเองก็ยังมีนกยักษ์คอยสอดส่องสถานการณ์อยู่ในอากาศอีก มันเป็นเรื่องง่ายมากๆเลยที่จะระบุตำแหน่งของเขา

เป็นเวลากว่า 5 วันที่หลินเทียนได้หลบอยู่หลังก้อนหินและวันนี้ก็เป็นวันที่เขาหมดความอดทน เขาอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะซึ่งยังถือว่าเป็นมนุษย์ที่ยังมีความหิวกระหายไม่งั้นก็คงต้องนอนรอความตายเท่านั้น

เขาได้กวาดตามองไปรอบๆพร้อมกับวิ่งออกไปเงียบๆเหมือนเงายามค่ำคืน

หลังจากนั้นเขาก็ได้เก็บผลไม้ต่างๆเพื่อที่จะจัดการเรื่องความหิวก่อน

“ต้องย่องต่อไป ”

เขาได้แต่คิดอยู่ภายในใจ

ณ ตอนนี้เองที่มีคลื่นกระบี่พุ่งลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้ง

หลินเทียนได้ป้องกันอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งฟาดฟันขึ้นไปด้านบน

“แกร๊ง ! ”

การโจมตีที่สองก็ได้ถูกส่งลงมาอีกครั้ง

ในเวลาเดียวกันนี้เองที่ร่างนับ 10 ได้พุ่งออกมาจากพื้นที่รอบข้างขณะที่เต็มไปด้วยจิตสังหารที่บ้าคลั่ง

เขาได้แต่สาปแช่งออกมาพร้อมทั้งหนีไปอีกครั้ง

“ไล่ตามมันไป ! ใครเอาหัวมันมาได้ข้าจะให้รางวัลแสนเหรียญ ! ”

เหล็งอี้ทงได้คำรามออกมาอย่างดัง

ทันใดนั้นเองที่ชายวัยกลางคนทั้งหลายได้เร่งความเร็วขึ้นอีกขั้นก่อนที่จะโจมตีอย่างหนักกว่าเก่า

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง !”

หลินเทียนที่กำกระบี่อยู่ในมือเองก็ได้แต่ถอยร่นออกไป

เหล็งเฟิงที่อยู่บนฟ้าที่เห็นว่าหลินเทียนมันไม่หายตัวไปอีกนั้นก็ได้กระโดดลงมาพร้อมทั้งไล่โจมตีหลินเทียนโดยทันที

เขาได้พุ่งเข้าประชิดร่างของหลินเทียนด้วยความเร็วดั่งแสง

หลินเทียนถึงกับชะงักไปกับความเร็วนี้พร้อมทั้งใช้ทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์เพื่อทิ้งระยะออกมาพลางยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันเอาไว้

“แกร๊ง ! ”

กระบี่คืนสู่หยวนของเขาได้ถูกฟันจนแหลกสลายก่อนที่ร่างของหลินเทียนจะกระเด็นออกไปไกล

เมื่อจ้องมองไปยังกระบี่ในมือของเหล็งเฟิงแล้วหลินเทียนก็ได้แต่พูดอกมาด้วยดวงตาที่หดเล็กลงว่า

“อาวุธสมบัติระดับต่ำ !”

เหล็งเฟิงยังคงแสดงท่าทางที่สุขุมออกมาขณะที่ฟาดฟันกระบี่ในมือเข้าหาร่างของหลินเทียนอย่างไม่หยุดยั้ง

ใบหน้าของหลินเทียนได้เปลี่ยนเป็นดำคล้ำพร้อมทั้งเขวี้ยงกระบี่คืนสู่หยวนออกไปใส่เหล็งเฟิง

เหล็งเฟิงได้ฟันกระบี่คืนสู่หยวนจนแหลกสลายก่อนที่จะพบว่าหลินเทียนได้วิ่งหนีไปแล้ว

“ไล่ตามมันไป ! ”

เขาได้ส่งเสียงออกมาพร้อมกับพุ่งตามไปด้วยความเร็วที่สูงขึ้น

ทักษะไล่ล่าวิญญาณของเหล็งเฟิงนั้นอยู่ในระดับบรรลุแล้วแถมอาศัยระดับพลังของเขาถึงได้ทำให้ความเร็วสูงมากๆ

หลินเทียนได้แต่มองกลับไปและอดสูดหายใจเข้าลึกไม่ได้ ความเร็วของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยด้วยซ้ำ !

“ระยำเอ้ย !”

เขาได้สาปแช่งออกมาพร้อมกับเร่งความเร็วขึ้นกว่าเก่า

ระหว่างนี้เสียงคำรามของสัตว์อสูรนั้นแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำขณะที่ในอากาศเต็มไปด้วยหมอกสีม่วงที่เหมือนส่งออกมาจากพื้นที่ป่านที่อยู่ด้านหน้า

ท่าทางของหลินเทียนได้เปลี่ยนไปพร้อมกับหยุดเท้าลง

เหล็งเฟิงเองก็หยุดเท้าลงเช่นกันพร้อมกับพูดออกมาว่า

“ป่าพิษ ! ”