0 Views

ด้วยความที่เป็นตระกูลผู้มีอำนาจนั้นถึงได้ใช้มันเพื่อปล่อยให้เหล็งอี้ทงและพรรคพวกสามารถเข้ามาในป่าแห่งนี้ที่ทางสำนักเป่ยหยานใช้ทำการทดสอบได้ แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมากดังนั้นหลังจากที่รู้เรื่องสถานะที่แท้จริงของหลินเทียนแล้วเขาก็เริ่มการเตรียมการโดยทันที

“ยังไงวันนี้เจ้าก็ต้องตาย ”

เหล็งอี้ทงได้พูดออกมา

“ตาย ? ”

หลินเทียนได้หรี่ตาของเขาพร้อมกับพูดต่อว่า

“เจ้าแน่ใจขนาดนั้นเลยหรือว่าคนที่เจ้านำมาจะสามารถสังหารข้าได้ ? ”

ชายวัยกลางคนทั้ง 11 คนที่อยู่ด้านหลังนั้นไม่ได้อ่อนแอเลยแต่ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของหลินเทียนอยู่ดี

“ก็เพียงพอ ! ”

เหล็งอี้ทงได้แสยะออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ไม่อยากจะพูดกับหลินเทียนให้เปลืองน้ำลายถึงได้สั่งการให้ต้อนหลินเทียนโดยทันที

คนเหล่านี้เป็นผู้มีประสบการณ์แถมความเร็วยังสูงมากๆและสามารถเข้าประชิดหลินเทียนในชั่วพริบตา

“เจ้าไม่สามารถฆ่าข้าได้ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างราบเรียบก่อนที่จะเหวี่ยงหมัดออกไปปะทะกับคนที่อยู่ด้านหน้าสุด

โครม ! คนที่อยู่หน้าสุดได้แต่กระเด็นออกไปด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง

“รุมมัน ! อย่าให้มันได้มีโอกาสขัดขืน ”

เหล็งอี้ทงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

ตัวเขาไม่ได้ร่วมวงด้วยและปล่อยให้ชายวัยกลางคนทั้ง 11 คนโจมตีต่อไป

7 คนในหมู่พวกเขานั้นอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 และอีก 4 คนนั้นอยู่ในระดับ 3 แต่แข็งแกร่งกว่าระดับเดียวกันมากถึงได้สามารถสร้างความรู้สึกกดดันให้กับหลินเทียนได้

หลินเทียนได้เหวี่ยงหมัดออกไปปะทะกับชายที่พุ่งมาด้านขวาของเขา

หมัดธรรมดาๆที่ดูเหมือนไม่มีพลังแฝงอะไรเลย

ดังนั้นฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 ถึงได้เหวี่ยงหมัดออกมาปะทะแต่น่าเสียดายที่ข้าไปก้าวนึง

“พุฟฟฟฟฟ ! ”

ชายคนนั้นได้กระอักเลือดออกมาก่อนที่จะลอยเคว้งออกไปไกลและแน่นิ่งไปทันที

หมัดทลายฟ้า หมัดเดียวเพื่อสังหารศัตรู !

เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วท่าทางของใครหลายคนก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 กลับโดยฆ่าตายง่ายๆแบบนั้น

เหล็งอี้ทงเองก็ได้แสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมายิ่งกว่าเก่าขณะที่จ้องมองไปยังใบหน้าของหลินเทียน

“ที่บอกว่าเจ้าไม่ควรมาที่นี่มันมีอยู่ 2 ความหมาย ”

หลินเทียนได้มองไปทางเหล็งอี้ทงพร้อมกับพูดว่า

“อย่างแรกคือพวกเขาไม่ใช่ศิษย์ใหม่ที่เข้ารับการทดสอบถึงได้ไม่มีคุณสมบัติเข้ามาที่นี่ อีกอย่างคือในเมื่อเข้ามาแล้วก็อย่าหวังว่าจะได้มีชีวิตรอดออกไป ”

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรูมากมายแต่หลินเทียนกลับยังคงแสดงสีหน้าที่ราบเรียบเช่นเคย

“อวดดีนักนะ ! ฆ่ามันซะ ”

เหล็งอี้ทงได้คำรามออกมาอย่างดัง

พวกเขาทั้ง 10 คนที่เหลือเองก็ได้คว้าเอาอาวุธมีคมของตัวเองออกมาพร้อมทั้งฟาดฟันเข้าใส่ร่างของหลินเทียนอย่างเร็ว

หลินเทียนได้แสยะออกมาพร้อมกับเรียกเอากระบี่คืนสู่หยวนออกมา

“แกร๊ง ! ”

เสียงกระบี่ปะทะกันได้ดังขึ้นก่อนที่คลื่นกระบี่มากมายจะถูกกวาดออกไปโดยรอบ หนึ่งในคลื่นกระบี่ได้พุ่งทะลุหน้าอกของชายวัยกลางคนก่อนที่จะมีเลือดไหลทะลักออกมา

ตายไปอีกคน

หลินเทียนที่กำลังถือกระบี่อยู่ก็ได้หันหน้ามองไปทางเหล็งอีเทงพร้อมกับพูดต่อว่า

“เจ้าคิดว่าพวกมันยังจะทนอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกัน ? ”

คำพูดพวกนี้ทำให้ท่าทางของเหล็งอี้ทงดุร้ายยิ่งกว่าเก่า

“มากพอจะฆ่าเจ้านั่นแหละ ! ”

เหล็งอี้ทงได้ตอบกลับไป

หลังจากที่คำพูดของเขาจบลงแล้วชายวัยกลางคนที่เหลืออยู่อีก 9 คนก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง

คลื่นกระบี่อันรุนแรงได้พวยพุ่งออกไปโดยรอบและไม่รู้เลยว่ามันได้ทำลายต้นไม้น้อยใหญ่ไปมากขนาดไหน

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการไล่ต้อนของคนทั้ง 9 นั้นหลินเทียนก็ยังคงแสดงสีหน้าที่สุขุมออกมาพร้อมทั้งฟาดฟันกระบี่ออกไปอย่างพริ้วไหว

“พุฟฟฟ ! ”

หลังจากที่ผ่านไปได้ไม่กี่สิบลมหายใจคนที่ 3 ก็ได้ตกตายลง

“เข้ามา ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างไม่แยแส

กระบี่วายุสะท้านได้กวัดแกว่งไปโดยรอบเหมือนดั่งพายุที่เย็นยะเยือก

“ใช้ทักษะไล่ล่าวิญญาณซะ ”

หนึ่งในพวกเขาได้คำรามออกมาอย่างดัง

มันเป็นทักษะที่โด่งดังที่สุดของตระกูลเหล็งซึ่งมีเพียงแต่สายเลือดหลักเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ฝึกฝนทักษะนี้ซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นทักษะที่ไม่สมบูรณ์แต่ก็ยังถือว่าแข็งแกร่งมากๆ

“วิ้ส !”

“วิ้ส !”

“วิ้ส !”

พวกเขาทั้ง 8 คนที่เหลือได้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วพร้อมทั้งลายล้อมรอบร่างของหลินเทียนเอาไว้

หลินเทียนได้หรี่ตาลงพร้อมกับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น

เหล็งอี้ทงได้จ้องมองไปทางเข้าพร้อมกับพูดว่า

“เมื่อวานที่เจ้าสามารถทำลายทักษะของข้าได้ก็เป็นเพราะว่าข้ายังไม่เชี่ยวชาญและทำความเข้าใจได้เพียง 10% เท่านั้น แต่คนเหล่านี้นั้นต่างออกไปเพราะว่าพวกเขาทำความเข้าใจทักษะนี้ได้ถึง 30% แล้ว ไหนดูสิว่าเจ้าจะรับมืออย่างไรกัน”

“งั้นรึ ? งั้นดูดีๆล่ะ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างไม่แยแส

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้หายตัวไปทันทีก่อนที่จะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของชายวัยกลางคนชุดสีดำ

“เจ้า…..”

ท่าทางของชายคนนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างมากและอดไม่ได้เลยที่จะถอยกลับไป

เขาได้แต่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเพิ่งก้าวเท้ากลับออกมาจากประตูแห่งความตาย

“ตาย ! ”

ประโยคที่เย็นชาได้ถูกส่งออกมาก่อนที่ศีรษะของชายวัยกลางคนจะกลิ้งไปไกล

“กระบี่สายฟ้า ! ”

ณ ตอนนี้เมื่อจ้องมองไปทางหลินเทียนอีกครั้งแล้วก็ทำให้ท่าทางของเหล็งอี้ทงเปลี่ยนไปมากกว่าเก่าเพราะว่าความเร็วของหลินเทียนนั้นสูงมากๆแถมยังสามารถหลบการโจมตีของชาย 7 คนซ้ำยังสังหารชายอีกคนได้ในเวลาเดียวกันนี่มันเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลมากๆ

“เป็นไปได้ไงกัน ! ”

ท่าทางของเหล็งอี้ทงในตอนนี้ดูน่าเกลียดอย่างมากเพราะว่าทักษะของตระกูลเขากลับถูกทำลาย !

“ไล่ล่าวิญญาณ ? ชื่อมันฟังดูใหญ่โตดีนะแต่น่าเสียดายที่ทำอะไรไม่ได้”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างสบายอารมณ์เพราะว่าเขามีทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์อยู่ซึ่งได้ชื่อว่าสามารถข้าภูเขาและแม่น้ำได้ภายในก้าวเดียวดังนั้นหากเทียบกับทักษะกากๆแบบทักษะไล่ล่าวิญญาณแล้วมันจะไปเทียบได้อย่างไรกัน

หลินเทียนได้กวาดตามองไปรอบๆอีกครั้งเพราะว่าตอนนี้จากชายวัยกลางคน 11 คนได้เหลือเพียงแค่ 7 คนแล้ว

“ฆ่ามันให้ได้ ! ”

เหล็งอี้ทงได้คำรามออกมาอย่างดัง

ชายวัยกลางคนที่เหลือทั้ง 7 คนเองก็ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เหล็งอี้ทงนั้นเป็นถึงลูกชายของผู้นำตระกูลเหล็งถึงได้มีสถานะสูงมากๆ

พวกเขาได้สำแดงทักษะไล่ล่าวิญญาณออกมาอีกครั้งพร้อมทั้งทักษะโจมตีที่แข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน

ครั้งนี้พลังทำลายได้ถาโถมเข้ามาพร้อมกันจากรอบด้าน

หลินเทียนยังคงแสดงสีหน้าไร้ความรู้สึกขณะที่กระบี่ในมือได้สั่นไหวก่อนที่จะเกิดเป็นคลื่นสายฟ้า

“สะบั้นแรก !!! ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้เคลื่อนไหวพร้อมทั้งฟาดฟันกระบี่สายฟ้าเข้าไปที่หน้าอกของชายวัยกลางคนชุดดำอีกคน

คนที่ 5 ได้ตายลง

“สะบั้นที่ 2 ! ”

ประโยคที่เย็นชาได้ดังก้องไปทั่ว

พุฟฟฟฟ ! แขนของชายวัยกลางคนได้ขาดสะบั้นออกไปในทันทีก่อนที่หน้าอกของเขาจะกระแทกเข้ากับหมัดอันทรงพลัง

“โครม ! ”

ชายคนนั้นได้ปลิวออกไปไกลขณะที่กระอักเลือดออกมากลางอากาศพร้อมทั้งแน่นิ่งไปทันที

คนที่ 6 ตาย !

“สะบั้นที่ 3 ! ”

เสียงกระบี่ยังคงถูกส่งออกมาเรื่อยๆขณะที่ลำคอของคนที่ 7 ได้ถูกคลื่นกระบี่พุ่งทะลุผ่านออกไปและต้องนอนจมกองเลือดไปทันที

ชายวัยกลางคนกว่า 11 คนที่เข้ามากลับเหลืออยู่เพียง 4 คนแล้วในตอนนี้ พวกเขาทั้ง 4 คนที่เหลือนั้นอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3 ด้วยกันทั้งหมด ในตอนนี้พวกเขาได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่นผสมความกลัว สำหรับพวกเขาแล้วชายหนุ่มตรงหน้าที่ดูอายุ 16 ปีนี้กลับกลายเป็นเหมือนดั่งเทพกระบี่เพราะเขตจำนงแห่งกระบี่ของเขาแข็งแกร่งอย่างมาก

“ขยะเอ้ย ! มาด้วยกันตั้ง 11 คนแต่ยังไม่สามารถฆ่าคนๆเดียวได้ด้วยซ้ำ ! ”

เหล็งอี้ทงได้คำรามออกมาอย่างดัง

ท่าทางของพวกเขาที่เหลือเองก็เปลี่ยนเป็นน่าเกลียดในทันทีแต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาพร้อมกับมองไปทางเหล็งอี้ทงแล้วพูดว่า

“ตามกฎของทางสำนักนั้นห้ามสังหารศิษย์ร่วมสำนักแต่ในเมื่อเจ้าเป็นคนเริ่มลงมือก่อนมันก็ต่างออกไป ”

หลังจากที่พูดจบแล้วหลินเทียนก็ได้เคลื่อนไหวด้วยความเร็วดั่งปีศาจพร้อมทั้งปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของเหล็งอี้ทงในพริบตา

“เจ้า…”

“!!!”

หลินเทียนได้ตบไปที่ใบหน้าของเขาก่อนที่จะส่งผลให้ร่างของเหล็งอี้ทงปลิวออกไปไกล

“ปกป้องนายน้อยเอาไว้ ! ”

ชายวัยกลางคนทั้ง 4 ที่เหลืออยู่ได้คำรามออกมาพร้อมทั้งกระโจนเข้าใส่หลินเทียนอย่างรวดเร็ว

“ไสหัวไปไกลๆ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

มือขวาของเขาได้สั่นไหวก่อนที่จะกวัดแกว่งกระบี่สายฟ้ามรกตออกไป

“โครม ! ”

ตอนนี้เขาเชี่ยวชาญทักษะกระบี่สายฟ้ามรกตมากว่า 40 % แล้วดังนั้นมันเทียบเท่าได้กับทักษะระดับกลางเขตแดนชีพจรเทวะเลยด้วยซ้ำซึ่งนี่ส่งผลให้ชายวัยกลางคนทั้ง 4 ได้กระอักเลือดออกมาก่อนที่จะกระเด็นออกไปทันที

หลินเทียนได้หันหน้ากลับไปมองที่ร่างของเหล็งอี้ทงอีกครั้งพร้อมกับเดินเข้าไปหา

“ไม่กี่เดือนก่อนส่งคนมาสังหารข้ายังไม่พอ นี่เป็นครั้งที่ 1 แล้วสินะ เจ้ามันรนหาที่ตายเองแท้ๆ ”

กระบี่ในมือของเขาได้ยกขึ้นก่อนที่จะฟาดฟันลงมาอย่างไร้ความปราณี

ณ ตอนนี้เองที่คลื่นกระบี่ได้พุ่งลงมาจากฟากฟ้า

ท่าทางของหลินเทียนได้เปลี่ยนไปพร้อมกับพุ่งทิ้งระยะออกไปด้านหลัง

เมื่อมองขึ้นไปแล้วเขาเห็นเพียงเหล็งเฟิงที่กำลังขี่นกยักษ์อยู่บนฟ้าก่อนที่จะกระโดดลงมาข้างๆเหล็งอี้ทง

“พี่ใหญ่ ”

เหล็งอี้ทงได้พูดออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจพร้อมกับใบหน้าที่ดุร้ายยิ่งขึ้น

ชายวัยกลางคนทั้ง 4 เองก็ได้แสดงสีหน้าที่มีความสุขยิ่งกว่าเดิมพร้อมกับพูดว่า

“นายน้อย ”

หลินเทียนได้มองไปทางเหล็งเฟิงพร้อมกับยืดอก

“ผู้ดูแลการทดสอบสำนัก ”

หลินเทียนได้ยั่วยุออกมา

เหล็งเฟิงได้แต่กวัดแกว่งคลื่นกระบี่เข้าใส่ร่างของหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ไม่แยแสแม้แต่น้อย

หลินเทียนได้แต่มีสีหน้าเปลี่ยนไปเพราะว่าความเร็วและพลังทำลายของการโจมตีนี้มันสูงเกินไป แม้ว่าเขาจะตอบโต้กลับไปด้วยทักษะกระบี่สายฟ้ามรกตแล้วแต่ก็ยังถูกกระแทกกระเด็นกลับไปไกลพลางกระอักเลือดออกมา

เหล็งอี้ทงได้ยืนขึ้นจากพื้นพร้อมกับจ้องมองไปทางหลินเทียนแล้วพูดว่า

“บอกแล้วว่ายังไงวันนี้เจ้าก็ต้องตาย ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเหล็งอี้ทงก็ได้มองไปทางเหล็งเฟิงพลางพูดต่อว่า

“พี่ใหญ่ ให้มันพิการก่อนก็พอ ข้าอยากจะทรมานมันก่อนให้มันได้ตายทั้งเป็น ! ”

ท่าทางของเหล็งเฟิงยังคงราบเรียบขณะที่เดินหน้าเข้าใกล้หลินเทียนเข้าไปเรื่อยๆ

เขาได้กวัดแกว่งคลื่นกระบี่เข้าใส่หลินเทียนอย่างไม่หยุดยั้ง

หลินเทียนได้สำแดงทักษะกระบี่สายฟ้ามรกตออกมาถึงขีดสุดแต่น่าเสียดายที่มันก็ยังไม่สามารถต้านทานการโจมตีเอาไว้ได้

“ดูเหมือนว่าอันดับ 7 ในตารางสายลมและหมู่เมฆนี่จะแข็งแกร่งดีจริงๆ ”

เมื่อจ้องมองไปทางเหล็งเฟิงแล้วเขาก็ได้แต่คิดอยู่ภายในใจ

เขารู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองไม่ใช่คู่มือของเหล็งเฟิง

“ไอ้ระยำ ไม่ใช่ว่าเก่งนักหรือไง ไหนรับการโจมตีจากพี่ชายข้าดูสิ ! ”

เหล็งอี้ทงได้ยั่วยุออกมา

หลินเทียนได้กวาดตามองไปทางเหล็งอี้ทงพร้อมกับหยุดมองที่เหล็งเฟิงแล้วพูดว่า

“ความแค้นในวันนี้พวกเจ้าและตระกูลจะต้องชดใช้ ”

“วันนี้ ? พูดเรื่องตลกอะไรกัน ? คิดว่าเจ้าจะได้มีพรุ่งนี้หรือไง ? ”

เหล็งอี้ทงได้พูดออกมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาอย่างเย็นชาพร้อมกับร่างที่ค่อยๆเลือนหายไปจากสายตาของพวกเขา

เหล็งเฟิงเองก็ได้กวัดแกว่งกระบี่ออกไปโดยรอบแต่กลับไม่รู้ว่าหลินเทียนมันหายไปไหน

“นี่มัน ? ”

“มันไปไหน ? ”

ท่าทางของพวกเขาทั้งหมดได้เปลี่ยนไปทันทีไม่เว้นแม้แต่เหล็งเฟิงก็ตาม