0 Views

สามารถแย่งยิงชีวิตของฝ่ายตรงข้ามได้

นี่มันไม่ใช่การฆ่ากันโดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน ?

“นี่ …… ”

เหล่าผู้เข้ารับการทดสอบล้วนแสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไป

ผู้ตัดสินวัยกลางคนเองก็ได้ขมวดคิ้วพร้อมกับพูดว่า

“ไม่ได้ ! ”

ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนตั้งแต่ที่สำนักแห่งนี้ก่อตั้งมากว่าหลายสิบปี

จะพูดให้ถูกคือมันไม่ได้รับการอนุมัติ

โม่เซินเองก็ได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดอย่างไม่แยแสความเห็นของผู้ตัดสินโดยที่หันหน้ากลับไปหาขอบสนามแล้วพูดว่า

“ผู้อาวุโสก็อยู่ที่นี่ ทำไมถึงไม่ขอความเห็นจากท่าน ? ”

ผู้ตัดสินวัยกลางคนเองก็ได้แต่หันหน้าไปมองขอบสนาม

ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นแต่รวมถึงหลินเทียนก็ด้วย

มู่ชิงและฉีดงเองนั้นส่ายศีรษะและเตรียมที่จะพูดขัดทว่าโม่ยี่ที่อยู่ข้างๆกับเป็นคนเอ่ยปากก่อน

ได้ยินเพียงโม่ยี่ที่พูดออกมาว่า

“แน่นอนว่าเส้นทางบ่มเพาะนั้นไม่ง่าย ในเมื่อเลือกเส้นทางนี้แล้วก็ต้องเตรียมตัวเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ ข้าว่านี่ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยแต่จำเป็นต้องให้พวกเขาทั้งสองฝ่ายยอมรับเสียก่อนดังนั้นก็ให้พวกเขาจัดการกันเองแล้วกัน ”

!!

เหล่าผู้รับการทดสอบเองก็ถึงกับมีท่าทางเปลี่ยนไปทันที พวกเขาไม่คิดเลยว่าผู้อาวุโสจะให้คำตอบแบบนั้นออกมาได้

อย่างไรก็ตามในสายตาของผู้คนล้วนแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที

การที่จะได้เห็นการต่อสู้โดยเอาชีวิตเข้าแลกนั้นไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ พวกเขาทั้งหมดอยากจะร่วมสนุกเป็นอย่างมาก

โม่เซินที่อยู่บนสนามเองก็ได้แต่มองไปทางหลินเทียนพร้อมทั้งแสยะออกมาว่า

“ไงล่ะ หลินเทียน เจ้ากล้าตอบรับคำท้าไหม ? หากว่าไม่มีความกล้างั้นก็ขอแนะนำให้ใสหัวไปซะ คนจิตใจอ่อนแอมันไม่เหมาะจะเดินบนเส้นทางบ่มเพาะหรอกนะ ! ”

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วผู้คนทั้งหมดล้วนแต่จับจ้องไปทางหลินเทียน

หลินเทียนได้แต่แสยะอยู่ภายในใจก่อนที่จะพูดออกมาด้วยท่าทางราบเรียบเสมอว่า

“ไม่มีปัญหา ”

เพิ่งจะรอดตายมาได้ดังนั้นเขาถึงไม่ปฏิเสธคำท้านี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับคนอย่างโม่เซินนี้

เรื่องนี้เขาทำไม่ได้

ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ต้องสู้ !

ห่างออกไปนั้นมู่ชิงและฉีดงเองก็ได้แต่มองอย่างหมดหนทาง ในเมื่อหลินเทียนและโม่เซินนั้นได้ยอมรับข้อตกลงแล้วพวกเขาก็ไม่สามารถออกความเห็นอะไรได้อีก ในพวกเขานั้นมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะยืนหยัดอยู่ได้ส่วนอีกคนที่เหลือก็มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะมีชีวิตรอดต่อไป

โม่ยี่เองก็ได้ยืนขึ้นก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ในเมื่อตัดสินใจได้แล้วงั้นก็เริ่มการประลองได้ ระหว่างการประลองนี้ห้ามใครเข้าไปแทรกแซงโดยเด็ดขาด ! ”

พริบตานั้นเองผู้คนทั้งหมดล้วนจับจ้องไปทางหลินเทียนและโซ่เซิน

แม้กระทั่งการประลองที่ลานอื่นๆเองก็ถึงกับหยุดลง

พวกเขาทั้งสองคนนั้นเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่สุดในที่แห่งนี้แถมการประลองนี้ยังเป็นการช่วงชิงชีวิตของอีกฝ่ายอีกดังนั้นมันถึงได้ดึดดูดความสนใจเป็นอย่างมาก

โม่เซินที่อยู่บนลานประลองเองก็ได้แสดงรอยยิ้มที่ชั่วร้ายออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ไอ้ระยำ ก่อนหน้านี้ถือว่าโชคแกดีนะที่หนีรอดมาได้แต่ครั้งนี้อย่าคิดว่าจะโชคดีได้แบบนั้นเลย ! ”

ท่าทางของหลินเทียนในตอนนี้นั้นราบเรียบเป็นอย่างมาก กระบี่ยาวในมือของเขาได้สะท้อนประกายแสงที่เย็นยะเยือกออกมา

“หยุดพ่นน้ำลายได้แล้ว ”

หลังจากที่เขาพูดจบแล้วก็ได้ก้าวเดินขึ้นไปบนลานประลองโดยทันที

โม่เซินเองก็ได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาก่อนที่จะพุ่งเข้าปะทะโดยทันที

ร่างของพวกเขาทั้งสองคนได้ปะทะกันอยู่ที่กลางลานประลองซึ่งกระบี่ของทั้งสองต่างฟาดฟัดเข้าใส่กันและกันจนก่อเกิดเป็นเสียง “แกร๊ง” “แกร๊ง” “แกร๊ง”

คลื่นกระบี่อันรุนแรงของโม่เซินนั้นรุนแรงเป็นอย่างมากถึงขั้นทำให้เหล่าผู้ชมต้องใจสั่น

“เจ้าหนูโม่เซินนี่ไม่ใช่เพียงผู้มีพรสวรรค์ระดับห้าดาราเท่านั้นแต่ยังเป็นผู้บ่มเพาะเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 4 อีกด้วย น่ากลัวจริงๆ หากเทียบกับหลินเทียนที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับเก้าดาราแต่ยังคงเป็นเพียงผู้บ่มเพาะเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 3 แล้วยังห่างชั้นกันอยู่นัก”

“เจ้าหนูหลินเทียนนั้นก็จริงๆเลย อนาคตของเขายังอีกก้าวไกลแล้วทำไมถึงได้อวดความสามารถของตัวเองในตอนนี้ ? มีแต่จะทำให้ได้รับอันตรายเท่านั้น ”

หลายคนได้เริ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

ความต่างชั้นของแต่ละระดับในการบ่มเพาะนั้นมหาศาลมาก โดยปกติแล้วผู้บ่มเพาะเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 4 นั้นสามารถจัดการกับระดับ 3 ได้เป็นสิบๆคน ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งหรือความเร็วนั้นผู้บ่มเพาะเขตแดนหล่อหลอมร่ายกายระดับที่ 4 นั้นอยู่สูงกว่าระดับที่ 3 มาก

ผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆเองก็ได้แต่ส่ายศีรษะของตนเพราะคิดว่าหลินเทียนต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้นท่าทางของพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนไปเพราะระหว่างที่เผชิญหน้ากับผู้บ่มเพาะเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 4 อย่างโม่เซินนั้นกลับไม่เห็นถึงความต่างชั้นกันเลยแม้แต่น้อย การโจมตีของโม่เซินนั้นรุนแรงเป็นอย่างมากแต่กระบี่ยาวของหลินเทียนก็ยังคงสามารถปัดการโจมตีเหล่านั้นได้ทั้งหมด

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง !”

เสียงกระบี่กระทบกันอย่างรุนแรงก่อให้เกิดประกายไฟระยิบระยับขึ้นมาทันที

ใบหน้าของหลินเทียนในตอนนี้ก็ยังคงสงบนิ่งเช่นเคยเหมือนดั่งว่ากระบี่ในมือของเขานั้นได้รับพรจากทวยเทพ แต่ละการกวัดแกว่งของเขาเหมือนแฝงไปด้วยพลังนับพันกิโลกรัม นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้สู้กับผู้บ่มเพาะจริงๆแต่หลังจากที่การทดสอบด่านที่สามได้เริ่มขึ้นนั้นเขาก็ได้สังเกตการต่อสู้ของผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆมาแล้วว่าความสามารถของคนเหล่านั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าโม่เซินเลยแม้แต่น้อย

สรุปแล้วระดับความสามารถของโม่เซินกับเขาก็ไม่ได้ต่างกันนัก

“พอได้แล้ว ! ”

ทันใดนั้นเองที่โม่เซินได้คำรามออกมาอย่างเย็นชา

ท่าทางของหลินเทียนเองก็เปลี่ยนไปโดยทันทีเพราะเขาสัมผัสได้ว่าคลื่นกระบี่ที่โม่เซินปลดปล่อยออกมานั้นรุนแรงยิ่งกว่าเก่าถามคลื่นกระบี่เหล่านั้นยังห่อหุ้มไปด้วยพลังงานสีเขียว

“! ”

ไม่นานหลังจากนั้นแขนซ้ายของเขาก็ได้รับบาดเจ็บจากคลื่นกระบี่เหล่านั้นจนเป็นเหตุให้เลือดได้ไหลทะลักออกมา

โม่เซินได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่เย็นชาว่า

“ผู้มีพรสวรรค์ระดับเก้าดาราแล้วมันยังไงล่ะ ? ผ่านข่ายอาคมลวงตาได้ในสิบห้านาทีแล้วมันยังไง ? ล่วงเกินข้าคนนี้มันต้องตาย ! ”

คลื่นกระบี่ของเขายิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเก่าซึ่งขณะที่เหวี่ยงกระบี่ออกไปนั้นก็ปรากฏภาพของกระบี่ขึ้นมาทันที

ตอนนี้เองที่เหล่าผู้คนถึงกับต้องมีท่าทางเปลี่ยนไป

“นี่มันทักษะวิทยายุทธ์ ? !!”

“ใช่ ต้องเป็นทักษะวิทยายุทธ์ไม่ผิดอย่างแน่นอน ! ”

หลายๆคนต่างพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตกตะลึง

ทักษะวิทยายุทธ์นั้นเป็นของเหล่าผู้บ่มเพาะซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพวกเขา บางครั้งทักษะที่แข็งแกร่งสามารถช่วยให้ผู้บ่มเพาะสามารถต่อกรกับศัตรูที่มีระดับสูงกว่าตัวเองได้

เหตุผลหนึ่งที่หลินเทียนเข้าร่วมกับสำนักจิ่วหยางก็เพราะว่าเขาต้องการทักษะเหล่านี้เช่นกัน

ณ ตอนนี้ท่าทางของมู่ชิงและฉีดงที่อยู่ขอบสนามเองก็ถึงกับเปลี่ยนไปทันที

“ทักษะระดับกลางของเขตแดนหล่อหลอมร่างก่าย ทักษะกระบี่อาทิตย์ลับฟ้า! ”

มู่ชิงได้โห่ร้องออกมา

เขาและฉีดงเองก็ได้แต่จ้องมองไปทางโม่ยี่ซึ่ง ณ ตอนนี้โม่ยี่เองก็ไม่ได้ตอบสนองอะไรกลับมาแม้แต่น้อยถึงได้ทำให้ท่าทางของพวกเขาหม่นหมองลงทันที

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง !”

บนเวทีนั้นกังวานไปด้วยเสียงปะทะกันของคมกระบี่ซึ่ง ณ ตอนนี้เองที่โม่เซินผู้ซึ่งสำแดงทักษะออกมาอยู่ในฝ่ายที่ได้เปรียบอย่างมาก หลินเทียนที่ต้องทนรับกับการโจมตีนั้นก็ได้แต่รับความเสียหายหลายจุดจากทักษะกระบี่อาทิตย์ลับฟ้านี้

“เกรงว่าหลินเทียนนี่ต้องจบเห่แล้วล่ะ ”

“ไม่ต้องถามก็รู้ว่าตายแน่นอน ”

ผู้คนทั้งหมดเองก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปตามกันเพราะพวกเขาคิดว่าหลินเทียนนั้นต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอนเพราะถึงอย่างไรก็ตามโม่เซินนั้นมีพละกำลังระดับสูงกว่าหลินเทียนแถมตอนนี้ยังมีทักษะวิทยายุทธ์เพิ่มเข้าไปอีก มันเป็นเรื่องธรรมดาที่หลินเทียนจะต้องแพ้อย่างแน่นอน

โม่เซินที่อยู่บนเวทีเองก็ได้แสยะออกมาก่อนที่จะส่งคลื่นกระบี่เข้าใส่หลินเทียนพลางพูดว่า

“เจ้าเหลียวเอ้อกับม่าซือนั้นมันขยะอย่างแท้จริง แค่ให้ไปกระทำชำเราเด็กน้อยยังทำไม่ได้ ขยะไร้ค่าจริงๆ ! หากว่าพวกมันพอทำได้บ้างก็คงดี หากไอ้ระยำอย่างแกได้เห็นต้องสาวแท้ๆถูกกระทำชำเราจนตายก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเหมือนกัน”

ร่างกายของหลินเทียนถึงกับสั่นสะท้านก่อนที่ประกายตาของเขาจะกลายเป็นเย็นยะเยือก

“เป็นแกที่อยู่เบื้องหลัง ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เพลิงโทสะได้ปะทุออกมา เขาจำภาพขณะที่หลินซี่ยังคงสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนกได้ไม่หายก่อนที่มือของเขาจะกำกระบี่ไว้แน่นกว่าเก่า

“หากว่าใช่แล้วจะทำไม ! ”

โม่เซินได้แสยะออกมา

“ฆ่าแกไง ! ”

เสียงที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงได้ถูกปลดปล่อยออกมาก่อนที่การเคลื่อนไหวของหลินเทียนจะเปลี่ยนไปอย่างมาก เพียงก้าวเดียวเขาก็ไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าโม่เซินแล้วก่อนที่จะฟาดฟันกระบี่ออกไปอย่างไร้ความปราณี

“เร็ว เร็วมาก ! ”

หลายคนได้โห่ร้องออกมา

ท่าทางของโม่เซินเองก็เปลี่ยนไปเช่นกันเพราะความเร็วของหลินเทียนนี้มันทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก

มันเร็วมาก !

ณ ตอนนี้เขาไม่สามารถตอบสนองได้ทันอย่างแน่นอน