0 Views

หลินเทียนได้เดินเข้าไปด้านหลังพร้อมกับทั้งสามคนก่อนที่จะพบว่าชินเฟิงนั้นเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 5 เป็นอย่างน้อยส่วนชายวัยกลางคนอีก 2 คนที่เหลือนั้นอยู่ในระดับที่ 4 ซึ่งมันทำให้เขาตกตะลึงอย่างมาก สมแล้วจริงๆที่เป็นถึงสมาคมหลักถึงได้มีปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งขนาดนี้

อย่างไรก็ตามหลินเทียนก็เพียงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเท่านั้นก่อนที่จะกลับเป็นปกติ ให้พูดกันตามตรงแล้วแม้ว่าระดับ 1 กับ 5 มันจะดูต่างกันเยอะแต่จริงๆแล้วก็ไม่ได้ต่างกันมาก ที่ต่างกันจริงๆคือระดับ 6 ขึ้นไปเพราะว่าหลังจากที่ตัดผ่านไปถึงระดับนั้นแล้วจะถือว่าอยู่ในอีกระดับนึงจริงๆ

“น้องชาย ช่วยแสดงความสามารถให้เราดูหน่อยได้หรือไม่ ? ”

ชินเฟิงได้ถามออกมา

แม้ว่าจะได้รับข้อมูลมาจากเมืองเฟิงเจียนก็จริงแต่เขาก็อยากจะเห็นด้วยตาตัวเอง

“แน่นอนอยู่แล้ว ”

หลินเทียนไม่ได้ปฏิเสธอะไร

ที่นี่มีวัตถุดิบอยู่มากมายซึ่งหลินเทียนเองก็คิดว่าอยากจะสร้างข่ายอาคมคุกโดดเดี่ยว ในข่ายอาคมระดับ 3ที่เขาเชี่ยวชาญนั้นมีข่ายอาคมลมกระโชก ข่ายอาคมคุกโดดเดี่ยวและข่ายอาคมกลืนสายฝนซึ่งข่ายอาคมกลืนสายฝนนั้นเป็นข่ายอาคมรักษาดังนั้นถึงต้องวาดลงบนร่างกายส่วนข่ายอาคมลมกระโชกก็จำเป็นต้องใช้หยาดจันทราดังนั้นก็เหลือเพียงแค่ข่ายอาคมคุกโดดเดี่ยวเท่านั้นที่ดูง่ายที่สุด

หลังจากที่ได้เลือกวัตถุดิบแล้วหลินเทียนก็ได้เดินไปตรงหน้าของทั้ง 3 คนพร้อมทั้งเริ่มป่นวัตถุดิบต่างๆเพื่อผสมหมึกและหลังจากนั้นก็ได้กวัดแกว่งนิ้วมือทั้ง 5 ลงบนม้วนคัมภีร์อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นข่ายอาคมคุกโดดเดี่ยวในที่สุด

“นี่………”

“พลังวิญญาณแข็งแกร่งมากๆ ทักษะการวาดเองก็เป็นทักษะห้าเทพเจ้ามังกรพริบตาในตำนานจริงๆด้วย ”

“เป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการควบคุมระดับสุดยอด ! ”

ดวงตาของทั้ง 3 คนได้เปล่งประกายออกมาทันทีเพราะว่าหลินเทียนที่อายุราว 16 ปีนี้เป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 3 จริงๆ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือข่ายอาคมคุกโดดเดี่ยวนี้พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลยด้วยซ้ำดังนั้นถึงได้แต่จ้องมองด้วยใบหน้าที่ตกตะลึงเพราะพวกเขารู้สึกเหมือนมิติเกิดการบิดเบี้ยว

ชินเฟิงได้ตั้งสติพร้อมกับพูดออกมาว่า

“น้องชาย ข่ายอาคมนี่ ? ”

“ข่ายอาคมคุกโดดเดี่ยว มันสามารถปิดกั้นพื้นที่โดยรอบได้ในเวลาสั้นๆ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วท่าทางของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที

สามารถปิดกั้นพื้นที่ได้ ? นี่มันอะไรกัน ?

ชินเฟิงได้เงียบไปพร้อมกับพูดว่า

“น้องชายพอจะขายวิธีการวาดข่ายอาคมนี้และทักษะห้าเทพเจ้ามังกรพริบตาให้กับพวกเราได้หรือไม่ ? ทางสมาคมจะตอบแทนให้อย่างงามเลย ”

ทั้งสองนั้นเป็นอะไรที่ไม่สามารถประเมินค่าได้เลย

หลินเทียนได้แต่ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดว่า

“ต้องขออภัยผู้อาวุโสด้วยแต่ว่าท่านอาจารย์ได้ย้ำเอาไว้ว่าหากไม่ได้รับอนุญาตก็ห้ามแพร่งพรายลวดลายและทักษะนี้ออกไป ”

ในเมื่อเขาได้สร้างเรื่องว่ามีอาจารย์อยู่แล้วดังนั้นการจะมีอาจารย์สอนเรื่องข่ายอาคมก็เป็นเรื่องปกติ อีกอย่างการสร้างเรื่องว่ามีอาจารย์ที่แข็งแกร่งอยู่เบื้องหลังก็จะสามารถเอื้อประโยชน์ได้เช่นกัน

ทั้ง 3 คนได้มองไปที่กันและกันก่อนที่จะส่ายศีรษะด้วยสีหน้าที่ผิดหวังไปตามๆกัน

“ขออภัยด้วยแต่สอบถามชื่อของอาจารย์เจ้าหน่อยได้หรือไม่ ? ”

ชินเฟิงได้ถามออกมา

“ต้องขออภัยด้วยเพราะว่าข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน ท่านบอกมาว่าหลังจากที่ข้าตัดผ่านไปยังเขตแดนผู้รอบรู้แล้วเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติพอจะรู้ชื่อของท่าน หลังจากที่ท่านส่งต่อทักษะต่างๆให้ข้าแล้วท่านบอกว่าเมื่อตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้แล้วท่านจะกลับมาดูแลข้า”

หลินเทียนได้พูดออกมา

เรื่องพวกนี้เขาได้สัมผัสมาถึง 2 ครั้งแล้วดังนั้นถึงผ่านไปได้อย่างราบเรียบ

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วพวกเขาทั้ง 3 คนก็ได้แต่ชะงักไปพร้อมกับแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

“ดูเหมือนว่าอาจารย์ของเจ้าจะไม่ธรรมดาเลยนะ ”

ชินเฟิงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

ณ ตอนนี้พวกเขาทั้ง 3 คนก็มีความคิดไม่ต่างไปจากมู่ชิงและฉีดงเลยแม้แต่น้อย ต้องถึงเขตแดนผู้รอบรู้ถึงจะกลับมาดูแลนี่มันเงื่อนไขอะไรกัน ? อย่างน้อยๆอาจารย์ของเขาก็ต้องอยู่ในเขตแดนจักรพรรดินภา ! ตัวตนระดับนี้สามารถทำลายจักรวรรดินี้ได้ด้วยซ้ำ แถมมิหนำซ้ำยังเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมอีกด้วย !

เมื่อมองไปยังหลินเทียนแล้วพวกเขาทั้ง 3 คนก็ได้แต่จ้องมองด้วยสายตาที่เร่าร้อน

“แล้วน้องชายต้องการเป็นสมาชิกของทางสมาคมไหม ? ”

ชินเฟิงได้จ้องมองไปทางหลินเทียนพร้อมกับพูดต่อว่า

“อาจารย์ของเจ้าถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน ข้าเดาว่าเจ้าต้องการเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเป่ยหยานเพื่อขัดเกลาประสบการณ์และ หลังจากที่ไต่ไปถึงเขตแดนผู้รอบรู้แล้วก็จะติดตามบ่มเพาะไปกับอาจารย์ของเจ้าสินะ ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดต่อว่า

“ให้พูดกันตามตรงแล้วการห้ำหั่นในเมืองหลวงนั้นรุนแรงอย่างมาก ตราบใดที่เจ้าตอบรับเข้าเป็นสมาชิกของเราแล้วก็จะมีที่พักพิงคอยให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังและทำให้หลายๆเรื่องผ่านไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น เจ้าเองก็น่าจะเห็นแล้ว ? ”

สมาคมนี้เป็นองกรยักษ์ใหญ่ที่ลึกลับมากๆและมันไม่ได้อยู่ในเครือของทางจักรวรรดิซึ่งอาจจะแข็งแกร่งกว่าทางจักรวรรดิด้วยซ้ำดังนั้นชินเฟิงถึงได้พูดแบบนี้ออกมา

หลินเทียนเองก็มีความรู้สึกเปลี่ยนไปเพราะว่านี่มันก็ดูคุ้มค่ามากๆ

“แล้วการเป็นสมาชิกของสมาคมต้องทำอะไรบ้าง ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆในโลกนี้ เขารู้เรื่องพวกนี้ดี

“ไม่ต้องทำอะไรหรอก น้องชายเองก็ไม่ต้องส่งมอบลวดลายข่ายอาคมให้กับเราเพียงแค่ต้องส่งม้วนอาคมให้เราในแต่ละเดือนเท่านั้น แน่นอนว่าทางสมาคมเองก็จะให้ค่าตอบแทนกลับไปเช่นกัน ”

ชินเฟิงได้พูดออกมา

หลินเทียนได้คิดอยู่ครู่หนึ่งซึ่งเมื่อคิดๆดูแล้วการสร้างข่ายอาคมระดับ 3 ในแต่ละเดือนก็เป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ

หลังจากนั้นเขาก็ได้พยักหน้าพร้อมกับตอบว่า

“ไม่มีปัญหา ”

ชินเฟิงและคนอื่นๆเองก็ได้แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมา แม้ว่าตอนนี้หลินเทียนจะอยู่ในระดับ 3 แต่ด้วยอายุแค่ 16 ปีนั้นอีก 2-3 ปีก็อาจจะก้าวไปถึงระดับ 5 หรือ 6 ก็เป็นไปได้ หากสามารถเอาชนะใจคนระดับนี้มาเป็นสมาชิกได้ก็จะถือเป็นประโยชน์อย่างมาก

“อื้ม ดี ๆ เอานี่ตราสัญลักษณ์ของน้องชาย ”

ชินเฟิงได้หยิบเอาตราระดับ 3 ออกมาส่งให้หลินเทียนพร้อมกับส่งตราสีทองสลักลวดลายมังกรให้อีกอันพลางพูดว่า

“นี่คือตราอภัยโทษของสำนักเป่ยหยาน ผู้ถือครองสามารถลบล้างความผิดอะไรก็ได้ของตัวเองได้ 1 ครั้ง ซึ่งที่นั่นก็เป็นถึงสำนักอันดับหนึ่งของเมืองหลวงดังนั้นการได้สิ่งนี้ไปก็น่าจะพอมีประโยชน์บ้าง ”

ชินเฟิงเคยช่วยเหลือทางราชวงมาหนึ่งครั้งและได้ตรานี้มาด้วยความบังเอิญซึ่งจะเก็บไว้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรอยู่ดีเพราะว่าตอนนี้เขาเป็นถึงปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 5 แถมยังเป็นรองเจ้าสมาคมสาขาหลักที่เมืองหลวงอีกด้วยดังนั้นทางราชวงค์ไม่มีอำนาจพอที่จะทำอะไรเขาได้ด้วยซ้ำ

หลินเทียนได้รับเอาไว้พร้อมกับพูดว่า

“ขอขอบคุณท่านผู้อาวุโสมากๆ ”

“ที่ไหนกันล่ะ ไม่จำเป็นต้องสุภาพไปหรอก หากว่าหลังจากนี้น้องชายต้องการอะไรก็สามารถบอกมาได้เลย ตราบใดที่เราทำให้ได้ก็จะช่วยอย่างสุดความสามารถ ”

ชินเฟิงได้พูดออกมา

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับขอบคุณอีกครั้ง

หลังจากนั้นพวกเขาก็สนทนากันอยู่ไม่นานก่อนที่หลินเทียนจะจากไปซึ่งพวกเขาทั้ง 3 คนเป็นคนเดินไปส่งหลินเทียนที่หน้าประตูทางเข้าด้วยตัวเอง

“มีเวลาว่างก็มาได้ทุกเมื่อนะ ”

ชินเฟิงได้โบกมือให้กับเขา

“แน่นอน ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

เขาก็ได้หันหลังกลับแล้วเดินหายไปทันที

เมื่อออกมาจากสมาคมก็เป็นช่วงกลางคืนแล้ว

ไม่นานเขาก็ได้กลับไปถึงร้านอาหารของเขา

เขาได้เดินไปทางหลังร้านเพื่อดูม้านิลมังกรและยังเห็นว่ามันยังอยู่ดีถึงได้สั่งให้พนักงานเตรียมอาหารขึ้นไปให้เขาบนห้องแล้วเดินกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ทานอาหารเสร็จแล้วเขาก็นอนลงบนเตียงเพื่อเตรียมจะพักผ่อนโดยทันที

ไม่นานเขาก็หลับไป

พริบตาเดียวก็ผ่านคืนนี้ไป

เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเทียนได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเดินไปทางสำนักเป่ยหยานส่วนม้านิลมังกรนั้นเขาก็ฝากไว้ที่ร้านอาหารก่อนแล้วหากว่าฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ได้อย่างเป็นทางการแล้วเขาค่อยกลับมารับมัน

แน่นอนว่าเขารู้ถึงตำแหน่งของสำนักดีถึงได้ไปถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว

เมื่อมองออกไปแล้วประตูทางเข้ามันดูใหญ่มากๆแถมยังส่งกลิ่นอายที่น่าเกรงขามออกมา ณ ตอนนี้ที่หน้าประตูทางเขาเต็มไปด้วยฝูงคนซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาเป็นผู้ชมเท่านั้นเพราะถึงอย่างไรก็ตามวันนี้เป็นวันรายงานตัวส่วนจำนวนศิษย์ใหม่ที่หลินเทียนได้ยินมาจากซูโจวก็น่าจะประมาณ 200 คนเท่านั้น

“200 คนเป็นผู้มีพรสวรรค์ทั้งหมด ”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

ภายใต้จักรวรรดินั้นมีเมืองอยู่มากมายแถมภายใต้เมืองเหล่านั้นก็ยังมีตระกูลผู้บ่มเพาะอีกมากมายแต่อย่างไรก็ตามทางสำนักเป่ยหยานนั้นมีเงื่อนไขการรับศิษย์ที่เคร่งมากๆดังนั้นอย่างมากก็จะมีตัวแทนจากเมืองละคนเท่านั้นถึงได้ทำให้ศิษย์ที่จะเข้ามามีน้อยมากๆ

หลินเทียนได้หยิบเอาตราสัญลักษณ์ออกมาส่งให้อาจารย์ผู้ดูแลตรวจสอบ

เขาได้กวาดตามองพร้อมกับพยักหน้าแล้วพูดว่า

“ไปยืนตรงนั้น ”

หลังจากที่พูดจบแล้วก็คืนตราให้กับหลินเทียน

หลินเทียนได้รับตรากลับมาพลางพยักหน้าก่อนที่จะเดินไปทางจุดที่อาจารย์ขี้ไปซึ่งมีผู้คนอยู่กว่า 100 และส่วนใหญ่มีอายุราวๆ 17 ปี

ไม่นานทั้ง 200 คนก็ได้มารายงานตัวจนครบ

ณ ตอนนี้ชายวัยกลางคนได้เดินออกมาตรงหน้าพวกเขาพร้อมกับพูดว่า

“หลังจากนี้ครึ่งชั่วโมงเราจะเริ่มการทดสอบกัน เนื้อหาก็ง่ายมากๆ ทุกคนเข้าไปในป่าสัตว์อสูรห่างจากประตู 10 กิโลเมตรเพื่อเอาชีวิตรอดครึ่งเดือน อย่างน้อยๆต้องฆ่าสัตว์อสูรระดับ 4 ตอนปลายให้ได้ 1 ตัวแล้วจะถือว่าผ่านการทดสอบ ”

วิ้สสสส !

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วผู้คนทั้งหลายถึงกับมีท่าทางเปลี่ยนไปทันที ต้องรู้ก่อนนะว่าในป่านั้นมันเต็มไปด้วยอันตรายซึ่งยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ให้เอาชีวิตรอดในพื้นที่แบบนั้นครึ่งเดือนแถมต้องฆ่าสัตว์อสูรระดับ 4 ตอนปลายซึ่งมีระดับพลังเทียบเท่าเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3 อย่างน้อย 1 ตัวนี่มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ

หลังจากนั้นชายวัยกลางคนได้มองมาทางพวกเขาแล้วพูดต่อว่า

“จำเอาไว้ว่าห้ามสังหารศิษย์สำนักเดียวกันซึ่งในขั้นตอนเหล่านี้ทางเราจะส่งพี่เลี้ยงไปคอยดูแลด้วยกันซึ่งพวกเขาจะคอยจับตาดูทุกการกระทำของพวกเจ้า หากว่าใครกล้าลงมือกับเพื่อนร่วมสำนักก็จะมีบทลงโทษอย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้นหากว่าใครอยากจะยอมแพ้ก็สามารถแจ้งกับพวกเขาได้เลยแล้วจะเสียสิทธิ์เข้าร่วมสำนักทันที ”

หลังจากที่พูดจบแล้วชายหนุ่ม 5 คนก็ได้เดินออกมา

ชายหนุ่มทั้ง 5 คนนี้ดูโดดเด่นอย่างมากโดยเฉพาะชายหนุ่มชุดสีฟ้า

“นั่นมัน เหล็งเฟิง ! ผู้สืบทอดตระกูลเหล็ง ! ”

หนึ่งในพวกเขาได้พูดออกมา

เมื่อจ้องมองไปทางชายหนุ่มคนนี้แล้วหลายๆคนก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่หวาดหวั่นออกมา