0 Views

ชายหนุ่มทั้งหลายที่อยู่ด้านหลังเหล็งอี้ทงเองก็ได้แต่ชะงักไปขณะที่มองไปทางหลินเทียนเพราะว่าการที่สามารถได้รับการดูแลจากหญิงงามอันดับ 1 ของจักรวรรดินั้นมันต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

“แขก ? รู้สึกเหมือนเจ้าไม่เคยดูแลแขกมาก่อน ? ”

คิ้วของเหล็งอี้ทงได้ขมวดเข้ามากกว่าเดิม

จี่หยูได้ส่ายศีรษะก่อนที่จะตอบกลับไปว่า

“เขาต่างออกไป ”

เหล็งอี้ทงได้มองไปยังหลินเทียนพร้อมกับพูดด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยมีความสุขว่า

“เพื่อน เจ้าเป็นใครกัน ? ”

“เกี่ยวอะไรกับเจ้า ? ”

หลินเทียนได้ถามกลับไป

ท่าทางของเหล็งอีเทงได้เปลี่ยนไปอย่างมากเพราะว่าในเมืองนี้มันมีคนกล้าพูดกับเขาแบบนี้ด้วย ?

“ข้ามีชื่อว่าเหล็งอี้ทงเป็นคนจากตระกูลเหล็ง ไม่ทราบว่าเจ้ามีชื่อว่าอะไร ? ”

เหล็งอี้ทงได้ถามออกมา

ชายหนุ่มหลายๆคนเองก็มีท่าทางเปลี่ยนไปเช่นกันและมันเป็นเพราะว่าพวกเขารู้จักกันมานานถึงเข้าใจว่าตอนนี้เหล็งอี้ทงกำลังโกรธเป็นอย่างมาก

“ไม่ยักจะเคยได้ยิน ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยท่าทางราบเรียบพร้อมกับมองไปทางจี่หยูแล้วถามว่า

“กลับกันเลยไหม ? ”

จี่หยูได้ชะงักไปก่อนที่จะยิ้มออกมาแล้วตอบว่า

“ได้ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วนางก็เดินตามหลังหลินเทียนกลับไปทางถนน

ท่าทางของเหล็งอี้ทงได้เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกก่อนที่จะจ้องมองไปทางหลินเทียนแล้วพูดว่า

“ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ ! ”

ระหว่างที่จ้องมองไปทางหลินเทียนนั้นเขาก็ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายที่เย็นชาออกมา

หลินเทียนได้หันหน้ากลับไปสำรวจพร้อมกับรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเพราะก่อนหน้านี้ตอนที่ได้พบกับเหล็งอี้ทงนั้นอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 5 เท่านั้นแต่ตอนนี้มันอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 แล้วเหมือนกัน ความเร็วในการบ่มเพาะระดับนี้มันเวอร์มากๆและเขาเองก็ไม่รู้เลยว่าตระกูลเหล็งนี่มือสมบัติหรือยาล้ำค่าอะไรที่สามารถสร้างผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะออกมาได้แบบนี้

“เหล็งอี้ทง ข้าบอกไปก่อนแล้วนะว่าเขาเป็นแขกของข้า อย่าทำตัวไม่สุภาพ ! ”

จี่หยูได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่ไม่ดีนัก

“ขอโทษหยูเอ๋อด้วยแล้วกัน หลังจากนี้ข้าจะขอโทษอีกครั้ง ”

เหล็งอี้ทงได้มองไปทางหลินเทียนด้วยสายตาที่เย็นชาพร้อมกับพูดว่า

“ข้าขอถามอีกรอบแล้วกันว่าเจ้ามีชื่อว่าอะไร ? เราจะได้เป็นเพื่อนกันเพราะอย่างน้อยเจ้าก็เป็นถึงแขกของหยูเอ๋อ ”

“ไม่ต้องหรอก ข้าไม่อยากจะเป็นเพื่อนกับเจ้า ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างราบเรียบ

จี่หยูเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาเพราะว่าก่อนหน้านี้หลินเทียนดูเป็นคนที่มารยาทดีมากๆแต่ตอนนี้กลับทำตัวแปลกไปแบบนี้

ชายหนุ่มด้านหลังเองก็ได้แต่สูดหายใจเข้าลึก เหล็งอี้ทงนั้นเป็นถึงนายน้อยของตระกูลขุนนางที่มีอำนาจมากมายแล้วในเมืองนี้มีกี่คนกันที่กล้าทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าเขา ? แต่ตอนนี้ชายหนุ่มที่ดูธรรมดาๆกลับกล้าที่จะพูดแบบนั้น

เหล็งอี้ทงได้แสดงสีหน้าที่น่าเกลียดออกมาพร้อมกับสายตาที่หม่นหมองก่อนที่จะพูดว่า

“แต่ข้ามีความสนใจอยากเป็นเพื่อนกับเจ้า ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า

“ในเมืองหลวงนี้ไม่มีใครกล้าไม่ให้เกียรติข้าดังนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าพูดอีกรอบ ”

จี่หยูได้ขมวดคิ้วโดยทันทีเพราะนี่มันเป็นการข่มขู่กันซึ่งๆหน้า

เมื่อนางกำลังจะพูดอะไรบางอย่างนั้นหลินเทียนก็ได้พูดออกไปก่อนว่า

“ไม่ให้เกียรติเจ้า ? แสดงว่าเจ้าโชคดีแล้วไงที่ตอนนี้กำลังมีคนทำอย่างว่าอยู่ตรงหน้า ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างไม่แยแส

ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังเหล็งอี้ทงได้แต่มีดวงตาเบิกกว้างไปทันที

นี่มันเป็นใครกัน ? ทำไมมันถึงได้บ้าขนาดนี้ ?

หลินเทียนได้กวาดตามองเขาพร้อมกับพูดกับจี่หยูว่า

“ไปกัน ”

จี่หยูที่ได้ยินเช่นนั้นเองก็ได้เดินตามเขาไปด้วยสีหน้าแปลกๆเพราะว่านางเป็นคนนำเขามาที่นี่แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าหลินเทียนจะเปลี่ยนเป็นคนนำไปแล้ว

“หยุด ! ”

เหล็งอี้ทงได้แสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมาพร้อมกับขวางทางเขาเอาไว้อีกครั้ง

เมื่อจ้องมองไปทางหลินเทียนแล้วกลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมานั้นแฝงไปด้วยจิตสังหาร

หลินเทียนได้แสดงสายตาที่เย็นยะเยือกออกมาพร้อมกับพูดว่า

“เรากำลังจะไปกันแล้ว ถ้ากล้าก็ลองขวางอีกรอบดูสิ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เดินผ่านหน้าเหล็งอี้ทงไป

เหล็งอี้ทงได้แสยะออกมาพร้อมกับพุ่งไปขวางหน้าเขาอีกครั้งพลางพูดว่า

“ในเมืองนี้ไม่มีใครกล้า…….”

น้ำเสียงที่เย็นชาของเขาเพิ่งพูดออกไปยันไม่ทันจะจบแต่น่าเสียดายที่ฝ่ามือได้กระแทกกับใบหน้าของเขาไปแล้ว

เสียงตบดังก้องได้ถูกส่งออกมาก่อนที่ร่างของเหล็งอี้ทงจะปลิวไปไกล

“สุนัขที่ดีจะไม่ขวางทาง ไม่เคยได้ยินคำนี้กันหรือไง ”

หลินเทียนได้ดึงมือกลับมาพร้อมกับพูดออกมา

ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังเองก็ต่างจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างไปตามๆกัน เจ้าหนุ่มนี่มันกล้ามาจากไหนกัน! ขนาดนายน้อยเหล็งที่มาจากตระกูลมีอำนาจยังกล้าตบจนปลิว นี่มันไม่รู้หรือไงว่าคำว่าตายเขียนอย่างไร ?

ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบเองก็ต่างแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงไปตามๆกัน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆแต่หลายๆคนก็รู้จักสถานะของเหล็งอี้ทงดีแต่หลินเทียนก็ยังกล้าตบเขาจนปลิว

“หยาบคาย !”

“โอหัง !! ”

ชายหนุ่มหลายคนได้คำรามออกมาอย่างดัง

ชายหนุ่มเหล่านี้นั้นมีสถานะด้อยกว่าเหล็งอี้ทงและเมื่อเห็นภาพที่เกิดขึ้นแล้วพวกเขาก็ต้องออกหน้าและเป็นธรรมดาที่ในเมื่อมีจี่หยูยืนอยู่ด้วยพวกเขาถึงไม่กล้าทำอะไรเกินเลยถึงได้แต่ก่นด่าออกมาแทน

หลินเทียนได้หันหน้ากลับไปพร้อมกับมองไปทางพวกเขาด้วยสายตาที่เย็นชา

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาเช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ได้แต่แข็งค้างไปและอดที่จะก้าวถอยกลับไปไม่ได้

หลินเทียนนั้นอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 แถมมือทั้งสองข้างยังชโลมไปด้วยเลือดของผู้คนมาแล้วมากมายดังนั้นเมื่อส่งสายตาอันเย็นชาไปยังชายหนุ่มที่อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะต้านทานไม่ไหว

พวกเขาได้แต่แสดงสีหน้าที่น่าเกลียดออกมาตามๆกัน

ณ ตอนนี้กลิ่นอายอันรุนแรงได้ปะทุออกมาพร้อมๆกับจิตสังหารอันบ้าคลั่ง

เหล็งอี้ทงได้ยืนขึ้นก่อนที่จะจ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสายตาชั่วร้ายเหมือนดั่งอสรพิษพลางพูดว่า

“กล้าตบข้างั้นรึ ! ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ตามแต่อย่าหวังจะได้ไปจากตรงนี้เลย ! ข้าจะให้เจ้าได้ตายไร้หลุมฝังศพ ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเหล็งอี้ทงก็ได้พุ่งเข้าประชิดหลินเทียนด้วยความเร็วดั่งปีศาจ

พริบตาเดียวก็ย่นระยะไปกว่าหลายเมตร

“ทักษะของตระกูลเหล็ง ทักษะไล่ล่าวิญญาณ ”

ท่าทางของจี่หยูได้เปลี่ยนไปและกำลังคิดจะยื่นมือเข้าช่วยแต่น่าเสียดายที่หลินเทียนได้ยกมือขึ้นมาจับแขนของเหล็งอี้ทงเอาไว้อย่างรวดเร็ว

นี่มันทำให้นางได้แต่มีท่าทางเปลี่ยนไปทันที

ชายหนุ่มหลายคนที่อยู่ด้านหลังก็ไม่ต่างกัน

“เป็นไปได้ไงกัน ? ”

ตระกูลเหล็งนั้นเป็น1 ใน 3 ตระกูลผู้บ่มเพาะที่ทรงอำนาจของเมืองนี้ถึงได้มีทักษะมากมายซึ่งทักษะไล่ล่าวิญญาณนี้ก็เป็นทักษะเลื่องชื่อของตระกูลเพราะว่ามันเป็นทักษะเคลื่อนไหวที่ไร้ที่ติ หลังจากที่ผู้คนตระกูลเหล็งได้สำแดงทักษะนี้แล้วผู้คนธรรมดาล้วนตกตายลงโดยไม่ทันได้เห็นการเคลื่อนไหวด้วยซ้ำ

ณ ตอนนี้ทักษะของเขากลับถูกทำลายอย่างง่ายดายจะไม่ให้คนอื่นตกตะลึงได้อย่างไรกัน

เมื่อจ้องมองไปทางหลินเทียนแล้วเหล็งอี้ทงก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

“กร๊อบ ! ”

เสียงแตกหักได้ดังขึ้นก่อนที่เขาจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ข้อมือ แขนของเขาถูกหักโดยหลินเทียนนั่นเอง

“เจ้า ! ”

เขาได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยใบหน้าที่ดุร้าย

หลินเทียนได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาก่อนที่จะยกเท้าเตะไปที่หน้าท้องของเหล็งอี้ทงอย่างจัง

โครม ! ร่างของเหล็งอี้ทงได้ปลิวออกไปอีกครั้ง

ลูกเตะนี้หลินเทียนไม่ได้ออมแรงเลยแม้แต่น้อยและมันทำให้เหล็งอี้ทงไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง

“ไปกัน ”

เขาได้หันหน้ากลับไปหาจี่หยู

“โอ้ ได้”

จี่หยูได้พยักหน้า

แน่นอนว่าด้วยความที่นางเป็นถึงหลานของแม่ทัพถึงไม่ต้องสนใจเรื่องอำนาจที่หนุนหลังเหล็งอี้ทงนักแต่นางก็ได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยใบหน้าที่แปลกๆเพราะว่าก่อนหน้านี้หลินเทียนเป็นคนที่ดูอ่อนโยนแต่ทำไมอยู่ดีๆถึงได้ดูดุร้ายแบบนี้ ?

ยิ่งไปกว่านั้นคือแข็งแกร่งมากๆ !

“มองอะไร ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

“เปล่าหนิ ”

นางได้ส่ายศีรษะ

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะเดินผ่านเขตชนบทไปพร้อมกับนางโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อ

………….

ตอนนี้เหล็งอี้ทงอยู่ในสภาพดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากของเขากลบไปด้วยเลือดมากมาย

“นายน้อยเหล็ง ! ”

ชายหนุ่มหลายคนได้แต่แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาพร้อมกับรีบวิ่งไปพยุงร่างของเหล็งอีเทงขึ้นมา

ท่าทางของเหล็งอี้ทงในตอนนี้หม่นหมองอย่างมาก เขาได้แต่จ้องมองไปยังทิศทางที่หลินเทียนเดินหายไปด้วยสายตาเหมือนดั่งอสรพิษ

“นายน้อยเหล็งเป็นอย่างไรบ้าง ? ”

หนึ่งในพวกเขาได้ถามออกมาอย่างระมัดระวัง

เหล็งอี้ทงได้แสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมาก่อนที่จะสลัดพวกเขาออก

“ไปหาข้อมูลมันมาให้หมด ! ไม่ว่ามันจะเป็นใครข้าต้องการให้มันตาย ! ”

เหล็งอี้ทงได้พูดออกมา

“ได้ขอรับนายน้อยเหล็ง !”

ชายหนุ่มได้รีบพูดออกมาทันที

ตอนนี้ใบหน้าของเหล็งอี้ทงนั้นเต็มไปด้วยความดุร้ายและจิตสังหาร

ชาวบ้านโดยรอบที่มองไปยังท่าทางของเหล็งอี้ทงเองก็ได้แต่ถอยห่างกันออกไปเพราะกลัวว่าจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

ณ ตอนนี้หลินเทียนและจี่หยูได้เดินออกมานอกเขตชนบทแล้ว

“ไปไหนอีก ? ”

จี่หยูได้ถามออกมา

“นี่มันเย็นแล้วด้วย ข้าว่าข้าจะกลับล่ะเพราะข้าเช่าห้องไว้ที่ร้านอาหาร ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

จี่หยูได้ชะงักไปพร้อมกับถามออกมาว่า

“เจ้าอยากจะกลับแล้ว ? ”

“ใช่ ทำไม ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยท่าทางที่สงสัย

“ไม่ได้ ! ท่านปู่สั่งเอาไว้ว่าต้องรั้งเจ้าไว้ให้ได้ ”

จี่หยูได้มองไปทางเขาพร้อมกับพูดต่อว่า

“ที่คฤหาสน์เองก็มีห้องว่างอยู่เยอะแยะ วันนี้นอนที่นี่แหละเพราะหากว่าวันนี้เจ้าจากไปแล้วข้าก็ต้องโดยท่านปู่ดุแน่ๆ ”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ดูท่านออกจะเอ็นดูเจ้าขนาดนี้แล้วจะดุเจ้าได้อย่างไรกัน ? ”

“ถึงอย่างไรก็ห้ามไปไหนทั้งนั้น ! ”

จี่หยูได้พูดออกมา

หลินเทียน

“………….”

ทำไมหญิงสาวคนนี้ถึงได้แสดงท่าทางแปลกๆออกมา ?

ท้ายที่สุดเขาก็ต้องยอมกลับไปที่คฤหาสน์กับนางอย่างจนใจ

จี่หยวนฉานเองก็ได้กลับมาด้วยสีหน้าที่โล่งใจเป็นอย่างมาก

“น้องชาย หยูเอ๋อดูแลเจ้าดีไหม ? ”

จี่หยวนฉานได้ถามออกมาด้วยรอยยิ้ม

“ดีมากๆ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

จี่หยวนฉานเองก็ได้แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาพร้อมกับมองไปทางจี่หยูแล้วพูดว่า

“เฒ่าคนนี้ภูมิใจที่สุดในชีวิตเลยล่ะที่มีหลานสาวแบบนี้ ”

วันนั้นหลินเทียนได้อยู่ดื่มกับจี่หยวนฉานไปมากและหลับจนถึงเช้าของอีกวัน

………..

ในเวลาเดียวกันนี้เองที่เหล็งอี้ทงที่อยู่ในบ้านหลักตระกูลเหล็งเองก็ได้รับจดหมายหนึ่ง

“หลินเทียน อายุ 16 ปี ศิษย์สำนักจิ่วหยางเมืองเฟิงเจียนซึ่งเป็นคนที่ช่วยชีวิตหลานสาวท่านแม่ทัพเอาไว้แถมยังถือครองตราแม่ทัพ มาที่เมืองหลวงเพื่อฝากตัวเข้าเป็นศิษย์สำนักเป่ยหยาน ”

หลังจากที่อ่านข้อความต่างๆแล้วท่าทางของเขาได้เปลี่ยนเป็นหมองหม่นอย่างมากและอดที่จะขยี้มันพลางพูดออกมาว่า

“เป็นมัน !!! ไอ้ระยำนั่นเอง ! ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้แสยะออกมาว่า

“เข้าเป็นศิษย์สำนักเป่ยหยาน ? น่าสนใจจริงๆ ! ข้าจะเตรียมของขวัญอย่างดีรอเจ้าเอาไว้เลยล่ะ ! ”