0 Views

ถนนท่ามกลางเมืองหลวงถึงกับสั่นเครือเพราะว่าหญิงสาวทรงเสน่ห์ผู้มีพรสวรรค์ไร้เทียมทานกลับเดินเคียงคู่กันชายหนุ่มที่ไหนไม่รู้ นี่มันเป็นข่าวใหญ่สะเทือนไปทั่วและทำให้ใครหลายคนถึงกับตกตะลึง

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่ประหลาดใจของคนทั้งหลายนั้นจี่หยูยังคงแสดงสีหน้าที่ราบเรียบออกมาเช่นเคย

“ที่นี่เป็นร้านค้าอาวุธที่โด่งดังในเมืองนี้ จริงๆแล้วมันมีสมบัติระดับสุดยอดขายด้วยล่ะ ”

“ด้านหน้าคือตำหนักรวมสมบัติเป็นสถานที่ประมูลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ”

“นั่นคือสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคม ”

จี่หยูได้แนะนำสถานที่ต่างๆให้เขาได้รู้จัก

หลินเทียนได้มองไปที่นางและพบว่านางดูแปลกๆเพราะบางครั้งก็จะดูสงบ บางครั้งก็จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกหลงใหล

“เจ้ามองอะไรน่ะ ? ”

นางสัมผัสได้ถึงสายตาของเขาถึงได้ถามออกมา

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมตอบกลับไปว่า

“เปล่า ”

นางได้แต่ยิ้มออกมาอย่างน่ารักพร้อมทั้งเดินนำทางเขาต่อไป

พวกเขาเดินเคียงคู่กันอยู่ตลอดซึ่งทำให้ข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว

………..

ร้านอาหารที่สิ้นเปลืองที่สุดในเมืองหลวงมีชื่อว่าเซียนฉุย

ภายในสถานที่แห่งนี้หรูหราเป็นอย่างมากพร้อมกับบรรเลงเพลงอันไพเราะแถมยังมีสาวงามมากมายคอยเต้นยั่วยวน

“อื่ม ดีมาก ”

เสียงหัวเราะดังไปทั่วทั้งสถานที่แห่งนี้

ชายหนุ่มลูกหลานของขุมพลังต่างๆกำลังนั่งเพลิดเลินไปกับบรรยากาศขณะที่จ้องมองไปยังเหล่าสาวงามมากมาย

ณ ตอนนี้หนึ่งในข้ารับใช้ของพวกเขาได้เดินเข้ามาพร้อมกับพูดบางอย่างด้วยเสียงกระซิบและไม่นานหลังจากนั้นชายหนุ่มคนนี้ก็ยืนขึ้นด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปโดยทันที

“!”

เสียงแก้วแตกได้ดังขึ้นหลังจากที่เขาซัดมันลงพื้นอย่างดัง

ผู้คนภายในห้องทั้งหมดต่างชะงักไปและคนว่าหนึ่งในสาวงามเหล่านี้ได้ล่วงเกินชายหนุ่มคนนี้ถึงได้รีบคุกเข่าลงด้วยความกลัว

“เป็นอะไรรึ นายน้อยเหล็ง ? ”

ชายที่อยู่ข้างๆเขาได้ถามออกมา

ภายในห้องนี้มีชายหนุ่มอยู่ทั้งหมด 5 คนซึ่งเป็นนายน้อยที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงนี้ หัวโจกของพวกเขาคือชายหนุ่มในชุดจีบที่มีสกุลว่าเหล็งซึ่งเป็นนายน้อยของตระกูลขุนนางที่ทรงอำนาจในเมืองนี้

ใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นดำมืดขณะที่ยังคงนิ่งเงียบแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

ท่าทางของชายหนุ่มคนอื่นๆเองก็เปลี่ยนไปก่อนที่จะเรียกข้ารับใช้เข้ามาถามถึงเรื่องราวต่างๆ

ข้ารับใช้เองก็ไม่กล้าปิดบังอะไรถึงได้รีบพูดอย่างรวดเร็ว

“อะไรนะ ! จี่หยูไปเดินคู่กับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้งั้นรึ ? ดูมีความสุขมากๆ ? ”

ชายหนุ่มได้โห่ร้องออกมาด้วยท่าทางที่ประหลาดใจ

ชายหนุ่มหลายๆคนก็ได้แต่มองไปที่กันและกันพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง

“ไปกัน เราต้องไปดูกันหน่อยแล้ว ”

ชายหนุ่มคนนึงได้พูดขึ้น

หลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ได้เดินตามชายหนุ่มชุดจีนออกไปอย่างรวดเร็ว

………

หลินเทียนยังคงเดินเคียงคู่ไปกับจี่หยูอยู่บนถนนและไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว

เขาถึงกับหมดคำพูดไปทันทีเพราะว่าทุกครั้งที่เดินผ่านหัวมุมหนึ่งก็จะถูกมองด้วยสายตาเหมือนเป็นสมบัติหายาก

“เป็นอะไร ? ”

จี่หยูได้ถามออกมา

หลินเทียนได้ตอบกลับไปว่า

“เจ้าไม่ได้มองรอบข้างเลยหรือไง ข้าถูกมองเป็นเหมือนกับสมบัติของชาติแล้วเนี่ย ”

จี่หยูเองก็ได้หันกลับไปมองเขาเล็กน้อยพร้อมกับหัวเราะคิกคิกออกมา

หลังจากนั้นไม่นานนางก็คิดถึงเรื่องบางอย่างพร้อมกับถามออกมาว่า

“เจ้าชอบความรู้สึกแบบนี้ไหม ? ”

หลินเทียนได้ชะงักไปพร้อมกับพูดว่า

“ก็ได้อยู่หรอก ถึงอย่างไรก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไร ”

“งั้นก็ดีแล้ว ”

จี่หยูได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบ

“เจ้าว่าอะไรนะ ? ”

“ด้านหน้าเรายังไม่ได้ไปเลยนะ มันเป็นเขตชนบท น่าไปมากๆ ”

จี่หยูได้พูดออกมา

หลินเทียนเองก็ได้แต่มองไปที่นางด้วยสายตาแปลกๆและไม่ได้ถามอะไรต่อ

แน่นอนว่าเขตชนบทมันหาได้ยากในเมืองหลวงแบบนี้ซึ่งแน่นอนว่าสถานะต่ำสุดของคนที่นี่คือชาวบ้านและพ่อค้าธรรมดาซึ่งโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยสินค้ามากมาย

“เค้กอร่อยมากๆ !”

“ไส้นี่ก็อร่อย ! ”

“เค้กดอกไม้นี่สุดยอดไปเลย ! ”

ภายในพื้นที่นี้ดูแออัดมากๆพร้อมกับเสียงการสนทนามากมาย

เมื่อได้ยินเสียงจำพวกนี้พร้อมกับมองไปยังการเป็นอยู่ที่ธรรมดาแล้วหลินเทียนก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่อ่อนโยนออกมา

ไม่นานพวกเขาก็กลายเป็นจุดสนใจของคนรอบข้างอย่างรวดเร็ว

“แม่นางจี่ ท่าน ? ”

“เราเพิ่งนึ่งซาลาเปามาร้อนๆเลย แม่นางจี่เอาสักก้อนไหม ? ”

“เฒ่าคนนี้เพิ่งได้ผลไม้สดๆมาเลย แม่นางจี่เอากลับไปได้ตามสบายเลย ข้าไม่คิดเงินแม้แต่น้อย ”

“แม่นางจี่ น้องชายข้างๆนี่คือ ? ”

“หรือว่าจะเป็นสา………ในอนาคต ฮิฮิ หล่อมากๆ ดูดีจริงๆ ”

ผู้คนมากมายต่างทักทายออกมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร

หลายคนได้แสดงรอยยิ้มให้กับจี่หยูซึ่งมันแฝงไปด้วยความเคารพและจากสายตาของหลินเทียนแล้วเขาก็สัมผัสได้เลยว่ามันไม่ได้มาจากภายนอกแต่เป็นความรู้สึกเคารพจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ

พริบตาเดียวพวกเขาก็ได้ถูกรายล้อมไปด้วยชาวบ้านมากมายและทุกคนล้วนเอาสิ่งของต่างๆไม่ว่าจะเป็นขนม ผลไม้หรืออื่นๆมาให้พวกเขาและแต่ละคนก็ไม่มีใครเรียกร้องเงินเลยแม้แต่น้อย

“ขอบคุณมากค่ะลุงหลี่ ”

“ขอบคุณมากค่ะป้าหลุย”

จี่หยูได้พูดขอบคุณออกไปก่อนที่จะแยกออกมาจากกลุ่มคนได้ในที่สุด

ตามตัวของหลินเทียนนั้นถูกห้อยไปด้วยสิ่งของมากมายจนทำให้เขาต้องหมดคำพูดไปทันที แต่ในเวลาเดียวกันนี้เองเขาก็รู้สึกสงสัยเอามากๆ

“เจ้ามาที่นี่บ่อย ? ”

หลินเทียนได้ถามออกไป

จี่หยูได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ใช่แล้ว บรรยากาศที่นี่ดีมากๆ ”

หลินเทียนได้กวาดตามองไปรอบๆและคิดได้ว่า บรรยากาศดี ? ดูไม่จริงเท่าไหร่เพราะว่ามันวุ่นวายมากๆและแน่นอนว่าเขารู้ดีว่านางหมายถึงอะไร มันน่าจะหมายถึงการใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างแน่นอน

“ไม่คิดเลยนะว่าหลานสาวของท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นหญิงงามอันดับ 1 จะมีด้านแบบนี้ด้วย ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

จี่หยูได้แหงนหน้ากลับมาพร้อมกับพูดว่า

“เจ้าคิดว่ามันแปลก ? คิดว่าข้าควรจะต้องหยิ่งยโสเหมือนหยกที่อยู่ภายในราชวัง ? ”

หลินเทียนได้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไปว่า

“ก็เกือบจะ ”

จี่หยูได้จ้องมองไปทางเขาและอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาพลางพูดว่า

“เจ้านี่ซื่อตรงจริงๆเลยนะ ไม่มีสาวๆชอบหรือไง ? ”

“อื่ม เรื่องนี้ก็ไม่เคยคิดนะ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยท่าทางอึดอัด

“ซื่อบื้อ ! ”

นางได้พูดออกมาด้วยท่าทางดุๆ

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่อึดอัดออกมาพร้อมกับตบหลังศีรษะตัวเองแล้วเดินต่อไป

แม้ว่าที่นี่จะเป็นที่พักของคนที่มีสถานะต่ำที่สุดแต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเมืองหลวงดังนั้นมันถึงไม่เล็กเลยแม้แต่น้อย ไม่เพียงแต่มีอาหารอร่อยแต่ยังมีเรื่องให้ทำมากมายไม่ว่าจะเป็นการจับปลาทอง หรือขว้างลูกดอก

“อยากเล่นไหม ? ”

จี่หยูได้พูดออกมาขณะที่ชี้ไปด้านหน้า

หลินเทียนได้มองไปด้านหน้าพร้อมกับพบว่ามันเป็นซุ้มที่ดูน่าสนใจมากๆ มันคือการโยนห่วงให้ลงไปในสิ่งของที่ต้องการ

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่อับอายว่า

“ผู้เชี่ยวชาญอย่างเราเล่นของแบบนี้มันจะดูไม่กลายเป็นชาวบ้านไปหรือ ? ”

“ทำตัวให้เหมือนชาวบ้านก็ไม่เห็นเป็นไรหนิ ”

จี่หยูได้ตอบกลับไป

หลินเทียนได้แต่หมดคำพูดไปทันที นี่มันดูไม่เหมือนเท่าไหร่ ?

ดูเหมือนว่านางจะสนใจเอามากๆดังนั้นแน่นอนว่าเขาคงรั้งนางไว้ไม่ได้ เห็นเพียงแค่ว่านางได้หยิบเอาห่วงขึ้นมาพร้อมทั้งโยนไปยังตุ๊กตาสุนัข

ท้ายที่สุดก็พลาดเป้า

หลินเทียนรู้สึกแปลกใจเอามากๆเพราะว่าระดับพลังของนางก็ไม่ได้ต่ำๆและแม้ว่าห่วงจะเล็กและระยะห่างอาจจะดูไกลไปนิดแต่ก็ไม่น่าจะพลาดได้เพราะว่าน่าจะฝึกฝนมาตั้งแต่ยังอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายแล้ว

“เจ้า……”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าแปลกๆออกมา

“เด็กสาวธรรมดาๆอายุ 16 ปีที่ไหนกันจะไปโยนทีเดียวเข้าเป้าได้ล่ะ คนปกติทำไม่ได้หรอก ”

จี่หยูได้พูดออกมา

หลินเทียนได้แต่ยืนข้างๆเขาอย่างสงบพร้อมกับมองไปยังนางที่ใช้ห่วงไปแล้วนับสิบชิ้นและหลังจากนั้นก็ซื้อเพิ่มมาอีกเป็นสิบจนสุดท้ายก็คล้องลงไปที่ตุ๊กตาได้เสียที นางได้รับมันมาด้วยท่าทางมีความสุขเป็นอย่างมาก

“เจ้า…..”

เมื่อมองไปยังใบหน้าของนางแล้วเขาก็ได้แต่แสดงสีหน้าแปลกๆออกมา

เขาตั้งใจสังเกตการเล่นของนางอย่างดีและเห็นว่านางได้โยนห่วงไปทั้งหมด 68 ครั้งและพลาดไป 67 ครั้งซึ่งแต่ละครั้งที่พลาดมันก็ดูเป็นธรรมชาติมากๆ นี่มันทำให้เขาถึงกับตกตะลึง

นางเป็นผู้บ่มเพาะอย่างแน่นอนแถมยังอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะด้วยดังนั้นยิ่งระดับพลังอยู่สูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีสัญชาติญาณที่แกร่งกล้าขึ้น เหมือนอย่างการที่อยู่ดีๆจะให้แกล้งทำเป็นว่ายน้ำไม่เป็นและต้องพยายามแสร้งทำเป็นจมน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ยากมากๆและเป็นเรื่องง่ายที่จะดูออกแต่กับจี่หยูนั้นต่างออกไปเพราะมันดูเป็นธรรมชาติมากๆ

“เจ้าละลองบ้างไหม ? ”

นางได้ส่งห่วงที่เหลือให้กับเขาโดยทันที

“ข้าทำแบบเจ้าไม่ได้หรอก ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะเพราะเขาไม่สามารถแสร้งทำเป็นพลาดได้ถึงได้แต่จ้องมองไปที่นางแล้วอดถามออกมาไม่ได้ว่า

“ก่อนหน้านี้เจ้าทำได้อย่างไรกัน ? ”

แสร้งทำเป็นเหมือนกับชาวบ้านธรรมดานี่มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ

อย่างน้อยๆเขาในตอนนี้ก็ไม่มีความสามารถพอจะทำได้ถึงขนาดนั้น

“ไม่รู้สิ อยากทำมันก็ทำได้เองเฉยเลย ”

จี่หยูได้แต่ส่ายศีรษะของนาง

หลินเทียนถึงกับหมดคำพูดไปเพราะว่านี่มันเป็นการทำร้ายจิตใจกันชัดๆ !

เขาได้รับตุ๊กตาสุนัขมาก่อนที่จะเก็บเข้าไปในแหวนมิติแล้วเดินต่อไปด้วยกัน

“ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีของดีอยู่ด้วยนะ ”

จี่หยูได้พูดออกมาพลางกระพริบตาวิ้งๆ

หลินเทียนได้ส่ายมือขวาที่สวมแหวนมิติของเขาพร้อมกับพูดออกมาด้วยท่าทางหมดหนทางพลางกรอกตาว่า

“นี่พูดเหมือนกับว่าข้าเป็นพวกเด็กหลุดออกมาจากหลังเขางั้นแหละ ”

จี่หยูได้หัวเราะออกมาพร้อมกับพูดว่า

“เปล่านะ ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น ”

พวกเขาได้เดินกันต่อไปก่อนที่จะผ่านเขตชนบทไปอย่างรวดเร็ว

ณ ตอนนี้มีกลุ่มคนยืนอยู่ตามถนน

“หลีกทางไป ! ”

น้ำเสียงเย็นชาได้ดังขึ้น

กลุ่มคนได้ถูกแหวกออกโดยใช้กำลังของชายหนุ่ม 5 คน ซึ่งหัวโจกของพวกเขาสวมชุดจีนที่ดูมีราคาพร้อมกับท่าทางที่น่าเกรงขาม

“หยูเอ๋อ ”

ชายหนุ่มชุดจีนได้เดินเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว

“เหล็งอี้ทง ? ”

จี่หยูได้แสดงสีหน้าที่แปลกใจออกมาพร้อมกับถามกลับไปว่า

“มีอะไร ? ”

หลินเทียนเองก็มีประกายตาเย็นชาทันทีหลังจากที่ได้พบกับชายหนุ่มคนนี้

ที่แท้มันก็เป็นคนที่สั่งให้ทหารมาลอบสังหารเขาในเมืองเฟิงเจียนนี่เอง

แน่นอนว่าเขาจะไม่พูดถึงเรื่องนั้นในวันนี้และได้แต่ยืนอยู่ข้างๆนางด้วยท่าทางสุขุม

เหล็งอี้ทงเองก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มคนนี้คือชายหนุ่มชุดคลุมดำที่เคยพบ หลังจากที่กวาดตามองหลินเทียนอย่างไม่แยแสแล้วก็พบว่าเครื่องแต่งกายของเขานั้นดูธรรมดามากๆถึงได้หันกลับไปมองจี่หยูแล้วถามออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า

“หยูเอ๋อ เจ้าทำอะไรอยู่ ? แล้วนี่ใคร ? ”

“แขก ”

จี่หยูได้ตอบกลับไป

“แขก ? ”

เหล็งอี้ทงได้ขมวดคิ้วโดยทันที

“ใช่”

จี่หยูได้ยิ้มออกมาจางๆ