0 Views

ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกตระกูลโม่นั้นต่างเงียบสงัดจนสามารถได้ยินเสียงหายใจของคนรอบข้างได้อย่างชัดเจน

“ตระกูลโม่……….สูญสิ้นแล้ว ”

หนึ่งในชาวบ้านได้พึมพำออกมา

เมื่อมองไปยังร่างไร้วิญญาณมากมายที่กองอยู่ที่พื้นพร้อมๆกับสิ่งก่อสร้างที่พังทลายนั้นมันดูโหดเหี้ยมอย่างมาก

ตระกูลผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่งถูกกวาดล้างโดยเด็กหนุ่มอายุ 16 เพียงคนเดียว !

“บ้าไปแล้ว ! นี่มันบ้าชัดๆ !”

หลายๆคนได้แต่ชะงักไปพร้อมกับคิดว่าโลกนี้มันตาลปัตรหมดแล้ว

หลินเทียนได้เก็บกระบี่ของเขากลับไปพร้อมทั้งหยิบเอาแหวนมิติและอาวุธวิญญาณของผู้นำตระกูลโม่มาก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินออกไปทางหน้าประตูทางเข้า เมื่อเขาเดินไปถึงตรงนั้นแล้วผู้คนโดยรอบต่างถอยห่างออกไปเหมือนเปิดทางให้กับปีศาจ

ซูชูวได้รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับพูดด้วยท่าทางหงุดหงิดว่า

“เจ้านี่มันทำอะไรไร้เหตุผลจริงๆ ! ”

“อะไรกัน ? ข้าออกจะรอบคอบในทุกๆเรื่อง ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“แหวะ ! เจ้าไปรอบคอบตอนไหนกัน ! ”

ซูชูวได้พูดออกมา

ณ ตอนนี้มู่ชิง ฉีดง พูชิและซินเหยาได้เดินเข้ามาทักทายกับเขาโดยทันที

“น้องชายนี่เปิดประสบการณ์ให้เฒ่าคนนี้จริงๆ ”

พูชิได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ชายคนเดียวกลับกวาดล้างทั้งตระกูลนี่มันเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยแต่สิ่งที่เขาสนใจคือกลุ่มคลื่นกระบี่มากมายซึ่งเขามั่นใจว่ามันเป็นข่ายอาคมและความสามารถระดับนี้มันทำให้เขาได้แต่ตกตะลึงอย่างมาก

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาพร้อมกับตอบกลับไปว่า

“พูก็พูดเกินไป ”

ซินเหยาได้รีบเดินเข้ามาใกล้เขาพร้อมกับกอดแขนแล้วพูดว่า

“สมแล้วที่เป็นน้องชายของพี่ ! ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ! ”

“ทำอะไรน่ะ !!! ”

ซูชูวได้จ้องมองไปทางซินเหยาโดยทันที

ซินเหยาได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“แม่นางอิจฉางั้นหรอ ? หากว่าใช่พี่สาวจะปล่อยให้ทันทีเลยล่ะ ”

ใบหน้าอันงดงามของซูชูวได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำโดยทันทีพร้อมทั้งพูดออกมาด้วยท่าทางมีน้ำโหว่า

“ใครอิจฉากัน !!! ”

“หน้าแดงแล้วน่ะ ”

ซินเหยาได้พูดออกมาพลางหัวเราะคิกๆ

“เจ้า…….”

ซูชูวได้แต่ขบฟันพร้อมทั้งจ้องมองไปที่นางอย่างไม่พอใจ

หลินเทียนในตอนนี้เองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาเพราะว่าเขาไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

พูชิได้กระแอมออกมาพลางพูดว่า

“แม่นาง !! ”

มู่ชิงและฉีดงเองก็ได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วแต่นี่มันบ้าบิ่นเกินไปหน่อยนะ ”

“ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านผู้อาวุโสเป็นห่วง ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

เขารู้ดีว่าที่คนเหล่านี้แห่กันมาที่นี่ก็เพราะว่าเป็นห่วงเขาและเขาเองก็รู้สึกซาบซึ้งมากๆ

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ”

มู่ชิงได้โบกมือของเขา

หลินเทียนและคนอื่นๆได้จากไปอย่างรวดเร็ว

มีเพียงต๊วนหยานและทหารเท่านั้นที่ยังอยู่เพราะว่าพวกเขาต้องเก็บกวาดซากศพของผู้คนตระกูลโม่ให้เรียบร้อย

“รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าท่านผู้นั้นถือครองตราแม่ทัพแต่ยังกล้าส่งคนไปลอบสังหารนี่มันบ้าจริงๆ ”

“รนหาที่ตายเอง !”

“สมแล้วล่ะที่จบลงแบบนี้ !”

ทหารหลายคนได้ก่นด่าออกมา

ชาวบ้านโดยรอบตระกูลโม่นั้นไม่ได้มีอยู่น้อยๆและหลายๆคนก็ได้แต่จ้องมองด้วยท่าทางที่ดูไม่ดีเท่าไหร่

“ดูเหมือนว่าแนวทางของเมืองนี้จะเปลี่ยนไปอีกแล้วสินะ ”

บางคนได้พูดออกมา

ก่อนหน้านี้ขุมกำลังที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้คือตระกูลโม่ ตระกูลเสี่ยวและตระกูลชินแต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงตระกูลชินตระกูลเดียวแล้ว

บางคนก็พอจะเดาออกว่าตระกูลเสี่ยวเองก็ล่มสลายไปเพราะว่าฝีมือของหลินเทียนเพราะถึงอย่างไรก็ตามเขาสามารถกวาดล้างได้แม้กระทั่งตระกูลโม่แล้วทำไมถึงต้องยกธุรกิจต่างๆไปให้ตระกูลชินดูแล ? แน่นอนว่าตระกูลชินเป็นเครื่องบังหน้าเท่านั้นส่วนคนที่กวาดล้างตระกูลเสี่ยวจริงๆก็คือหลินเทียน

……..

หลังจากที่กลับจากบ้านหลักตระกูลโม่แล้วหลินเทียนและซินเหยาก็ได้แยกทางกันไปก่อนที่จะไปถึงสำนักพร้อมๆกับมู่ชิงและคนอื่นๆ

“อีกแปดวันจะถึงวันรายงานตัวที่สำนักเป่ยหยานแล้ว เจ้าจะออกเดินทางวันไหน ? ”

ซูชูวได้ถามออกมา

หลินเทียนได้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไปว่า

“อีกสามวัน ”

“โอ้ ”

ซูชูวได้พยักหน้าช้าๆ

“อะไรงั้นหรอ ? ”

“เปล่า ”

หลินเทียนได้กวาดตามองดูนางด้วยสีหน้าแปลกๆพร้อมทั้งไม่ได้ถามอะไรต่อ

ทั้งสามคนได้แยกทางกันก่อนที่หลินเทียนจะกลับไปถึงที่พักอย่างรวดเร็ว

ณ ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกนานกว่าจะถึงช่วงค่ำดังนั้นหลังจากที่เขาอาบน้ำแล้วก็ได้กลับขึ้นไปบนยอดโดยทันที

“มาดูกันหน่อยแล้วกันว่ามีของดีอะไรบ้าง”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเองก่อนที่จะหยิบเอาแหวนมิติของผู้นำตระกูลโม่ออกมาเพราะว่ามันน่าจะมีของดีอยู่บ้าง

หลังจากที่ถ่ายพลังเข้าไปแล้วเขาก็พบว่าภายในมีพื้นที่ประมาณ 15 ตารางเมตรซึ่งกว้างกว่าของเขาอยู่ประมาณ 5 เท่าและมันส่งผลให้ดวงตาของเขาเปล่งประกายโดยทันที แหวนมิติวงนี้มีมูลค่าอย่างน้อยๆก็ 9 ล้านเหรียญและเมื่อคิดถึงจุดนี้แล้วเขาก็คิดว่าสมแล้วที่เป็นถึงตระกูลใหญ่ในเมือง

หลังจากที่เรียกสติกลับมาแล้วเขาก็ได้หยิบเอาของทุกอย่างออกมาจากแหวนมิติซึ่งหลังจากที่ตรวจสอบแล้วก็พบว่ามันมีบัตรเงินสดซึ่งตีเป็นยัง 5 ล้านเหรียญ ยาที่ใช้สำหรับบ่มเพาะซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีราคาอะไรมาก

หลินเทียนได้กวาดตามองไปที่หยกขนาดเท่าๆกับฝ่ามือพร้อมทั้งพบว่ามันน่าจะเป็นของโบราญแต่มันให้ความรู้สึกดึงดูดเขามากๆดังนั้นด้วยความสงสัยเขาถึงได้ยื่นมือออกไปหยิบมันขึ้นมาตรวจสอบอย่างตั้งใจ

ทันใดนั้นเองที่ท่าทางของเขาได้เปลี่ยนไปทันที

“นี่มัน !! ”

มันมีตัวอักษรสลักเอาไว้ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กจนผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะไม่สามารถมองเห็นได้แต่มันเป็นเพราะว่าเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาหนึ่งวิญญาณสวรรค์ดังนั้นถึงได้มองเห็นอย่างชัดเจน เมื่อมองไปแล้วเขาก็อดที่จะแสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาไม่ได้เพราะว่ามันเป็นเศษเสี้ยวของทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกต !

หลังจากที่ตั้งสติแล้วเขาก็พบว่าหากเขาทำความเข้าใจเนื้อหาหมดแล้วก็จะสามารถสำเร็จทักษะได้อีก 30%

“เป็นอย่างนั้นจริงๆด้วย ! ”

หลินเทียนได้พึมพำออกมาด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นมากๆ

เขาพบว่านี่เป็นเนื้อหา 30 % ของทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกตจริงๆ !

งั้นตอนนี้เขาก็มีทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกตอยู่ในมือกว่า 60 % แล้ว !!

เรื่องแบบนี้ทำให้เขาประหลาดใจเอามากๆ

“ไม่คิดเลยว่าจะมีของแบบนี้ด้วย ”

หลินเทียนรู้สึกมีความสุขยิ่งกว่าได้รับเงินและของต่างๆภายในแหวนมิติที่เหลือเสียอีก

หลังจากที่ตั้งสติอีกครั้งเขาก็ได้ดึงเอาของใช้ภายในแหวนมิติอันเก่าถ่ายเข้าไปในแหวนมิติของผู้นำตระกูลโม่แล้วสวมแหวนใหม่แทนเพราะว่ามันมีพื้นที่ภายในถึง 15 ตารางเมตรซึ่งวงเก่าของเขามีเพียง 3 ตารางเมตรเท่านั้น

หลังจากนั้นเขาก็ได้กลับลงมาพร้อมทั้งเข้าไปยังสันเขาชิงเฟิงแล้วตรงไปในอาณาเขตสัตว์อสูรระดับที่ 4 อย่างรวดเร็ว

“แกร๊ง !! ”

เสียงคำรามของกระบี่ได้ดังขึ้นพร้อมๆกับม่านสายฟ้า

ทันใดนั้นเองที่สัตว์อสูรได้ถูกหลินเทียนสังหารไปภายใต้คลื่นกระบี่สายฟ้ามรกต

“จริงๆด้วย ! ”

เนื้อหาที่สลักอยู่ภายในก้อนหยกนั้นเป็นอีก 30 % ของทักษะนี้จริงๆ หลังจากที่ฝึกฝนอยู่ครู่หนึ่งก็พบว่าพละกำลังของตัวเองเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากพลังทำลายที่เพิ่มขึ้นของทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกต

“มาต่อ !”

หลินเทียนได้พูดอยู่กับตัวเอง

ภายในสันเขาชิงเฟิงนั้นหลินเทียนก็ยังคงฝึกฝนต่อไปซึ่งทุกการฟาดฟันของเขาเหมือนว่ามันแฝงไปด้วยกระแสไฟฟ้ามากมาย

สำหรับเรื่องที่ว่าทำไมผู้นำตระกูลโม่ถึงได้มีเนื้อหาอีก 30 % ที่เหลือของทักษะนี้นั้นเขาก็เดาไม่ออกเหมือนกันเพราะถึงอย่างไรก็ตามตัวอักษรเหล่านั้นก็เล็กมากๆและต่อให้เห็นจริงๆก็ไม่สามารถฝึกฝนได้อยู่ดีเพราะต้องฝึกทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกต 30 % แรกมากก่อน

ดวงอาทิตย์ยังคงเปล่งรังสีความร้อนออกมาขณะที่หลินเทียนได้กวัดแกว่งกระบี่ของเขาต่อไปเรื่อยๆ

ศิษย์ภายในที่เข้ามาขัดเกลาตัวเองภายในอาณาเขตนี้เองถึงกับแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาตามๆกันเมื่อต้องเผชิญกับภาพเหล่านี้

“นั่นมัน หลินเทียน !”

“เป็นเจตจำนงแห่งกระบี่ที่แข็งแกร่งจริงๆ ! ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมสามารถล้มล้างตระกูลโม่ได้ ”

“น่ากลัวมากๆ ”

คนเหล่านี้ได้แต่พึมพำออกมา

เรื่องที่หลินเทียนได้กวาดล้างตระกูลโม่นั้นแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองภายในไม่กี่ชั่วโมงดังนั้นศิษย์เหล่านี้จึงรู้ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้ามาภายในสันเขานี้แล้ว

หลินเทียนเองก็ตระหนักถึงพวกเขาดีแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรพลางกวัดแกว่งกระบี่อย่างบ้าคลั่ง ในตอนนี้เองที่ทุกการฟาดฟันของเขาสามารถให้พลังทำลายได้พอๆกับทักษะระดับต่ำเขตแดนชีพจรเทวะเลยก็ไม่ปาน

หลังจากที่ผ่านไปสักพักจนถึงช่วงที่อาทิตย์จะลับขอบฟ้านั้นหลินเทียนก็ได้เก็บเจตจำนงแห่งกระบี่ของตัวเองกลับมาพร้อมทั้งหยุดมือ

“ตอนนี้เราฝึกฝนได้ 40% จาก 60% แล้ว ”

เขาได้พูดกับตัวเอง

หลังจากนั้นเขาก็ได้เก็บกระบี่กลับไปแล้วเดินไปที่ประตูทางเข้าสำนักอย่างรวดเร็ว

เวลาในช่วงนี้ผ่านไปไวมากๆ

เช้าวันรุ่งขึ้นเขาได้ลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับอาบน้ำแล้วเดินไปหาหลินซี่

“ซี่เอ๋อ พี่มีเรื่องจะปรึกษาเจ้าน่ะ ”

เมื่อมองไปที่ใบหน้าของนางแล้วเขาก็ได้พูดออกมาด้วยเสียงกระซิบ

เขาได้อธิบายเรื่องที่เขาต้องไปที่เมืองหลวงให้กับนางฟังทั้งหมดและฝากซูชูวให้เป็นคนดูแลนางแทน

มันน่าแปลกใจมากที่นางได้แต่พยักหน้าอย่างฉลาดและไม่ขัดอะไรแม้แต่น้อย

นี่มันทำให้เขามีความสุขและละอายใจในเวลาเดียวกัน

หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้บ่มเพาะต่อแต่นำหลินซี่ออกไปเที่ยวด้านนอกสำนักแทน ไม่ว่านางอยากจะไปที่ไหนเขาก็จะพาไป ตัวเขาเองก็อยากจะชวนซูชูวมาเช่นกันแต่ดูเหมือนว่านางกำลังยุ่งอยู่ถึงหาตัวนางไม่เจอดังนั้นถึงได้แต่นำหลินซี่มาคนเดียว

ในช่วงนี้เขาได้นำหลินซี่ไปพบกับพูชิ ซินเหยา เก้อเจิ้งและคนอื่นๆที่เขารู้สึกว่าไว้ใจได้และหวังว่าคนเหล่านั้นจะช่วยดูแลน้องสาวแทนเขาตอนที่เขาไม่อยู่ที่นี่ แน่นอนว่าเขาได้นำนางไปพบกับมู่ชิงและฉีดวงด้วยเช่นกัน

ไม่นานก็ผ่านไปอีกสามวัน

ในวันนี้เป็นวันที่หลินเทียนได้เก็บของหมดแล้วและเตรียมที่จะออกเดินทาง

ที่หน้าประตูเมืองนั้นมีมู่ชิง ฉีดง พูชิ ซินเหยา เก้อเจิ้งและคนอื่นๆที่คุ้นหน้าคุ้นตาตามมาส่งเขา

แน่นอนว่ารวมถึงหลินซี่ด้วย

“หลินเทียน !!! ”

เสียงหนึ่งได้ดังขึ้นขณะที่ซูชูวได้เดินเข้ามาพร้อมๆกับจูงม้านิลมังกรมาด้วยแล้วส่งเชือกให้หลินเทียนพลางพูดว่า

“จากที่นี่ไปเมืองหลวงมันไกลมากๆดังนั้นเจ้าขี่มันไปแล้วกันนะ ”