0 Views

ท่าทางของโม่เซินในตอนนี้นั้นหม่นหมองเป็นอย่างามก ก่อนหน้านี้ในการทดสอบพรสวรรค์ก็พ่ายให้กับหลินเทียนแล้วแต่ไม่คิดเลยว่าจะถูกแย่งชิงเกียรติในการทดสอบสภาพจิตใจนี้ด้วย

หากว่าไม่มีการคงอยู่ของหลินเทียนแล้วเขาก็คงจะเป็นผู้เข้าสมัครที่โดดเด่นที่สุดอย่างแน่นอน !

“อื่มมม ? ผู้มีพรสวรรค์ ทำไมท่าทางเจ้าดูไม่ได้เลยล่ะ ? อย่าบอกนะว่ากำลังอั้นตดเอาไว้ ? ”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างตั้งใจ

โม่เซินเองก็อดไม่ได้ที่จะคำรามออกมาด้วยโทสะว่า

“ไอ้ระยำ แกว่าอะไรนะ ? ! ”

“สงสัยจะอั้นไว้จริงๆแต่ว่ากลิ่นนี่มันเหม็นจริงๆนั่นแหละ ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมเจ้าถึงได้อั้นมันเอาไว้ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มจางๆ

ใบหน้าของโม่เซินในตอนนี้ถึงกับบิดเบี้ยวเพราะเขารู้ดีว่ามันเป็นความตั้งใจของหลินเทียน

“ไอ้ระยำ แกรอก่อนเถอะ ! ข้าโม่เซินคนนี้ขอสาบานว่าจะต้องฆ่าแกให้ได้ ข้าจะฆ่าแก ! แกต้องตาย ! ต้องตายเท่านั้น ! ”

โม่เซินได้พูดออกมาด้วยท่าทางดุร้าย

หลินเทียนเองก็ได้แสยะออกมาว่า

“เกี่ยวกับจุดนี้ข้าว่าเรามีความคิดเห็นเหมือนกันเลยนะ คิดว่าข้าลืมเรื่องที่เจ้าโยนข้าลงจากหน้าผาไปแล้วหรือไง ? ! ”

เขาได้จ้องมองไปทางโม่เซินด้วยสายตาที่เย็นชาก่อนที่จะปลดปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง

“แก……..”

โม่เซินเองก็ถึงกับชะงักไปกับจิตสังหารที่หลินเทียนได้ปลดปล่อยออกมาจนเป็นเหตุให้เขาต้องล่าถอยกลับไปก้าวหนึ่งแต่ตอนนี้เองที่เขาตระหนักได้ว่าการตอบสนองของตัวเองนั้นมันน่าอายขนาดไหนถึงได้ทำให้ท่าทางของเขาดูไม่ได้ยิ่งกว่าเก่า ความโกรธเพราะความอับอายนี้ได้ปะทุออกมาโดยทันที

“ฮึ้ม ! ”

หลินเทียนได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาก่อนที่จะเลิกให้ความสนใจกับโม่เซินไปแล้วเริ่มหลับตาลง

เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆจะเริ่มลืมตาของตัวเองขึ้นมา การทดสอบรอบที่สองนี้ได้จบลงแล้วซึ่งผู้เข้ารับการทดสอบกว่า 500คนนั้นถูกคัดออกจนเหลือเพียงแค่ 206 คนเท่านั้น

“พักผ่อนกันไปก่อนครึ่งชั่วโมง หลังจากนี้จะมีผู้รับผิดชอบมานำทางพวกเจ้าไปยังสถานทดสอบที่สามเอง ”

ผู้รับผิดชอบการทดสอบที่สองได้หันหลังเดินจากไปโดยทันที

ห่างออกไปไกลนั้นมีมู่ชิงและฉีดงกำลังจับจ้องมาทางหลินเทียนครู่หนึ่งก่อนที่จะหันหลังกลับแล้วเดินออกไปทางอาคารของสำนัก

“ผู้มีพรสวรรค์ระดับเก้าดารา ผ่านการทดสอบสภาพจิตใจได้ภายในสิบห้านาที ข้าล่ะคาดหวังกับการทดสอบด่านที่สามของเจ้าหนูนี่เสียจริง ”

มู่ชิงได้ยิ้มออกมาขณะที่เอ่ยคำนี้ส่วนฉีดงเองก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเห็นด้วยทว่าตัวของโม่ยี่นั้นได้แต่แสดงสีหน้าที่ดูไม่ได้ออกมา

ที่ลานนี้มีผู้รับการทดสอบอยู่กว่า200คนซึ่งแต่ละคนเองก็ไม่ได้เกาะกลุ่มกันเพราะว่าการทดสอบด่านที่สามนั้นเป็นการวัดศักยภาพในการต่อสู้ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าคนข้างๆตัวเองอาจจะเป็นคู่ต่อสู้ในรอบหน้าก็เป็นได้

หลินเทียนเองก็ยังคงนั่งหลับตาอยู่เหมือนอย่างเคย

ไม่นานเวลาครึ่งชั่วโมงก็ได้ผ่านไปก่อนที่การทดสอบด่านที่สามจะเริ่มขึ้น

การทดสอบรอบนี้ถูกจัดขึ้นที่ลานประลองของสำนัก หลินเทียนได้เดินทางไปถึงที่ลานพร้อมกับผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆซึ่งเห็นได้เพียงแค่ว่าลานประลองตรงหน้าแต่ละลานนั้นมีพื้นที่ไม่น้อยเลย

เหล่าผู้รับการทดสอบที่ยืนอยู่ล้วนแสดงสีหน้าที่กระวนกระวายออกมาด้วยกันทั้งหมด

การทดสอบนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าจะได้อยู่หรือจะต้องจากไป

หนึ่งในผู้ที่รับผิดชอบการทดสอบนี้นั้นเป็นชายวัยกลางคนซึ่งเขาได้กวาดตามองผู้เข้ารับการทดสอบอย่างไม่แยแสพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“การทดสอบด่านที่สามจะเป็นการต่อสู้ทั้งหมด 22 คู่ ผู้ที่ชนะจะได้อยู่ต่อและฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเรา ผู้ที่แพ้ก็ขอให้มาเข้าร่วมการทดสอบใหม่ในปีหน้าแล้วกัน ”

เหล่าผู้รับการทดสอบล้วนพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว

“ขอเชิญผู้อาวุโสโม่ยี่ออกมาจับฉลาก ”

ชายวัยกลางคนได้พูดออกมา

หลินเทียนที่ยืนอยู่ในหมู่ของผู้รับการทดสอบเองก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาที่ตนอย่างดุร้ายดังนั้นหลังจากที่มองตามสายตานั้นไปแล้วก็พบกับโม่เซินที่กำลังจ้องมองมาทางเขา

หลังจากที่เห็นเช่นนี้แล้วเขาก็รู้โดยทันทีว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆเพราะว่าหลังจากนั้นสิบห้านาทีก็พบว่าคู่ต่อสู้ของเขานั้นคือโม่เซิน

“ไอ้ระยำ แกรอก่อนเถอะ ! ”

โม่เซินได้แต่จ้องมองไปมองหลินเทียนก่อนที่จะแสดงท่าทางเชือดคอหอยตัวเอง

หลินเทียนได้แต่กวาดตามองอย่างเย็นชาด้วยความรู้สึกดูถูกอยู่ภายในใจ

ห่างออกไปที่ข้างเวทีนั้นมู่ชิงและฉีดงเองก็ได้แต่ขมวดคิ้วก่อนที่จะมองไปยังโม่ยี่ พวกเขานั้นไม่ได้เป็นคนโง่ดังนั้นถึงได้รู้ดีว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น

อย่างไรก็ตามในเมื่อมันถูกจัดออกมาแบบนี้แล้วพวกเขาก็ไม่สามารถออกความเห็นอะไรได้ในตอนนี้

หากว่าตั้งคำถามขึ้นตอนนี้ก็จะทำลายชื่อเสียงของสำนักตัวเองเป็นอย่างมาก

“เริ่มได้ ! ”

ชายวัยกลางคนที่รับผิดชอบได้คำรามออกมาอย่างดัง

สำนักจิ่วหยางนั้นมีลานประลองอยู่ทั้งหมด18ลานซึ่ง ณ ตอนนี้เองที่สามารถได้ยินเสียงปะทะกันของกระบี่และอาวุธต่างๆหลังจากที่ได้ประกาศออกไป

“การต่อสู้ของผู้บ่มเพาะนี่มันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ”

หลินเทียนได้แต่มองไปยังลานประลองทั้งหมดอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาเพิ่งจะเริ่มก้าวเดินบนเส้นทางนี้ได้เพียงไม่กี่วันดังนั้นถึงได้ไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้เลยแม้แต่น้อย การต่อสู้ของเขากับเหลียวเฮอช่วงก่อนหน้านี้นั้นไม่ต้องพูดถึงเลยด้วยซ้ำซึ่งหลังจากที่ได้สำรวจการต่อสู่นี้แล้วเขาก็ได้เปิดประสบการณ์ของตัวเองขึ้นอย่างมาก

การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปซึ่งในช่วงนี้ก็มีบางคนที่ได้รับความพ่ายแพ้กันไป

แน่นอนว่ามีผู้แพ้ก็ต้องมีผู้ชนะ

ผู้ที่ได้รับความพ่ายแพ้ก็ได้แต่ต้องก้มหน้าเดินจากไปอย่างไม่ยอมแพ้

ไม่นานก็ได้ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง

“หลินเทียน โม่เซิน ”

ชายวัยกลางคนที่รับผิดชอบการทดสอบด่านนี้ได้ตะโกนขึ้นมา

โม่เซินเองก็ได้กวาดตามองไปทางหลินเทียนก่อนที่จะเดินเข้าไปยังลานประลอง ตอนนี้เองที่เขาได้ชักกระบี่ยาวตรงเอวออกมาพร้อมทั้งชี้ไปทางหลินเทียนที่อยู่ด้านล่างเหมือนว่ากำลังออกคำสั่งไปทางเขาซึ่งการกระทำเช่นนี้มันทำให้เขารู้สึกดีอย่างมาก

“ขยะ ! ”

หลินเทียนได้ด่าทอออกมา

ท่าทางของเขายังคงราบเรียบเหมือนเก่าก่อนที่จะชักกระบี่ออกจากฝักพร้อมทั้งก้าวขึ้นไปยังลานประลอง

ทันใดนั้นเองที่สายตาของทุกผู้คนได้จับจ้องไปยังพวกเขาทั้งสองคน แน่นอนอยู่แล้วว่าการต่อสู้ของผู้มีพรสวรรค์ระดับห้าดาราและผู้มีพรสวรรค์ระดับเก้าดารานั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก

หลังจากที่เห็นว่าพวกเขาได้เตรียมพร้อมแล้วผู้ตัดสินก็ได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“เริ่มได้ ! ”

“เดี๋ยวก่อน ! ”

ณ ตอนนี้เองที่โม่เซินได้เอ่ยปากออกมา

ชายวัยกลางคนเองก็ได้มองไปทางเขาพร้อมกับถามออกมาว่า

“มีอะไร ? ”

โม่เซินได้หันหน้าไปทางหลินเทียนก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“เส้นทางผู้บ่มเพาะมันไม่ได้ราบเรียบ บนเส้นทางนี้เต็มไปด้วยอันตรายมากมายดังนั้นด้วยเหตุผลนี้ข้าขอเสนอให้เราสามารถแย่งชิงชีวิตของฝ่ายตรงข้ามได้ ข้าว่ามันจะเป็นการทำให้เราสามารถปลดปล่อยศักยภาพของผู้บ่มเพาะออกมาได้มากที่สุด ”

…….

ทำพูดนี้ทำให้ท่าทางของเหล่าผู้เข้ารับการทดสอบต้องเปลี่ยนไปโดยทันที