0 Views

หลินเทียนได้โค้งคำนับพร้อมกับพูดว่า

“หลินเทียนทำความเคารพผู้อาวุโสซูโจว ”

เมื่อสำรวจซูโจวแล้วเขาก็พบว่าแม้ว่าชายคนนี้จะดูอายุหนุ่มกว่ามู่ชิงและฉีดงทว่ามีระดับพลังที่เทียบเท่ากับทั้งสองซึ่งชายคนนี้กลับเป็นได้เพียงแค่อาจารย์ธรรมดาในสำนักเป่ยหยานเท่านั้น แล้วผู้อาวุโสของที่นั่นไม่เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้เลยหรือไง ?

เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วหลินเทียนก็อดสูดหายใจเข้าลึกไม่ได้ สมแล้วจริงๆที่เป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดินี้ ดูเหมือนว่าจะมีเบื้องหลังไม่ธรรมดาและไม่ใช่อะไรที่สำนักจิ่วหยางของเขาจะเทียบได้เลย

ณ ตอนนี้ซูโจวก็ได้สำรวจหลินเทียนเช่นกันก่อนที่ดวงตาของเขาจะเปล่งประกายออกมา

“ดี ! ดีมากๆ ! ”

ก่อนหน้านี้มู่ชิงและฉีดงได้เล่าเรื่องราวของหลินเทียนให้เขาฟังก่อนแล้วและตอนนี้เมื่อได้พบตัวเป็นๆแล้วมันก็ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าซ้ำๆ ด้วยสายตาของเขาสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าหลินเทียนในตอนนี้อยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 แล้ว

16 ปี ชีพจรเทวะระดับ 2 นี่มันถือว่ามีพรสวรรค์มากๆ !

ซูโจวได้มองไปทางมู่ชิงพร้อมกับพูดออกมาว่า

“เพื่อนมู่ ไม่ทราบว่าจะขอตรวจสอบพรสวรรค์อีกรอยได้ไหม ? เจ้าก็รู้ว่าข้าต้องเห็นด้วยตาตัวเองจะได้กลับไปรายงานได้ถูก ”

“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ”

มู่ชิงได้พูดออกมา

ที่ตำหนักผู้อาวุโสนั้นมีเครื่องมือทดสอบพรสวรรค์อยู่แล้วดังนั้นหลังจากที่พวกเขาเดินเข้าไปในห้องเล็กๆแล้วก็พบกับศิลาหินที่ใช้สำหรับทดสอบวางอยู่ตรงหน้า

“เจ้าหนู ไปซะสิ ”

ฉีดงได้พูดออกมา

เขาและมู่ชิงนั้นได้แต่แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาไม่หยุด ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้เห็นกับตาถึงตอนที่หลินเทียนได้ผลทดสอบเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ 9 ดาราและครั้งนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดหวัง

ซูชูวที่อยู่ข้างๆเองก็ได้แต่จ้องมองไปที่ร่างของหลินเทียนอย่างไม่วางตา

หลินเทียนได้ก้าวออกไปตรงหน้าพร้อมกับวางมือขวาลงไปแล้วส่งพลังฉีจนทำให้ดวงดาวห้าดวงเปล่งแสงออกมาทันที หลังจากที่เขาหมุนวนพลังในร่างแล้วดาวดวงที่ 6 ถึง 9 ก็เปล่งแสงออกมาตามๆกัน

มู่ชิงและคนอื่นๆเองก็ได้แต่มองด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

“สุดยอดไปเลย ! ”

ซูชูวได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบของนาง แม้ว่านางจะรู้อยู่แล้วว่าหลินเทียนนั้นเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ 9 ดาราแต่หลังจากที่ได้เห็นกับตาตัวเองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะทำให้นางตกตะลึง ต้องรู้ก่อนนะว่าแม้จะเป็นทั่วทั้งจักรวรรดินี้ก็หาผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับ 9 ดาราไม่ได้ง่ายๆและส่วนใหญ่แล้วก็ล้วนอยู่ในสำนักเป่ยหยานที่เมืองหลวง

“ดี ! ดีมากๆ !”

ซูโจวได้ตบมืออย่างดังขณะที่เดินเข้าไปหาหลินเทียนแล้วพูดว่า

“เจ้าชื่อหลินเทียนใช่ไหม ? ได้ยินมาว่าเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมที่แข็งแกร่งหนิ ช่วยแสดงให้ดูหน่อยได้หรือเปล่า ? ”

เมื่อพูดถึงเรื่องของปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมแล้วดวงตาของซูโจวก็เป็นประกายออกมาทันที

“ขอรับ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าของเขา

มันเป็นเพราะว่าไม่มีน้ำหมึกดังนั้นเขาถึงได้หยิบน้ำเปล่ามาพร้อมทั้งขยับนิ้วทั้งห้าพร้อมกันแล้ววาดลวดลายข่ายอาคมผสานออกมาบนกระดาษเปล่า

“นี่……..”

ซูโจวได้แต่ชะงักไป

ด้วยความที่เขาเป็นอาจารย์ของสำนักดังนั้นถึงเคยได้พบกับปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมมาหลายคนแต่ครั้งนี้เขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าระดับความเชี่ยวชาญของหลินเทียนนั้นไม่ธรรมดาและถึงขั้นทำให้เขาตกตะลึง ยิ่งไปกว่านั้นเส้นทั้งหลายก็ดูราบรื่นแถมยังแฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล

มู่ชิงและฉีดงที่อยู่ข้างๆเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

ซูชูวได้แต่กระพริบตาปริบๆพร้อมทั้งตระหนักดีว่าการลงลวดลายของหลินเทียนนั้นมันดูน่าทึ่งอย่างแท้จริง

หลังจากผ่านไปได้สักพักมู่ชิงและฉีดงก็ได้เผยรอยยิ้มออกมา

“เป็นไงเพื่อนโจว ? ”

ฉีดงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“ดี ดี !! ดีมากๆ ! ”

ซูโจวได้พยักหน้าซ้ำๆพร้อมกับพูดต่อว่า

“หลินเทียน เจ้าเองก็น่าจะรู้ถึงเป้าหมายการมาของข้าในครั้งนี้ เจ้ายินดีที่จะเข้าร่วมเป็นศิษย์สำนักเป่ยหยานทีเมืองหลวงหรือไม่ ? ที่นั่นเจ้าจะได้รับทรัพยากรบ่มเพาะอย่างดีที่สุดแถมยังมีทักษะระดับสูงสุดด้วย ”

หลังจากที่พูดจบแล้วซูโจวก็ได้จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองกองสมบัติ อายุ 16 ปี เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 มีพรสวรรค์ระดับ 9 ดารา แถมยังเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมนี่มันถือเป็นหัวกะทิแนวหน้าชัดๆ หลังจากที่รับเขาเป็นศิษย์ได้แล้วทางสำนักคงตบรางวัลให้เขาอย่างงาม

หลินเทียนได้มองไปทางมู่ชิงและฉีดงโดยทันที

“ไปสิ ไม่ต้องลังเลอะไรหรอก ”

มู่ชิงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ฉีดงเองก็พยักหน้าเช่นกัน

หลินเทียนได้ตั้งสติกลับมาพร้อมกับมองไปทางซูโจวแล้วพูดว่า

“ขอรับ ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วซูโจวก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาไม่หยุด

“ดีมากๆ !”

ซูโจวได้หยิบเอาตราสัญลักษณ์ส่งให้เขาพร้อมกับพูดว่า

“นี่เป็นตราของสำนักเราและหลังจากนี้ภายในครึ่งเดือนก็มารายงานตัวด้วยแล้วกัน ”

หลินเทียนได้รับตราสัญลักษณ์มาพร้อมทั้งเห็นว่ามันเป็นตราที่สลักตัวอักษรว่าจักรพรรดิเอาไว้ซึ่งให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามอย่างมาก

“ขอขอบคุณท่านผู้อาวุโส ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ซูโจวได้แต่โบกมือด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา

เมื่อมองไปยังมู่ชิงแล้วซูโจวก็ได้พูดออกมาว่า

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะเพราะว่าหลังจากนี้ข้าจะแจ้งไปทางสำนักเองว่าทางสำนักจิ่วหยางได้ให้กำเนิดศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ไร้ที่ติออกมา รับรองเลยว่าทางสำนักคงจะตบรางวัลให้ไม่น้อย ”

มู่ชิงได้แต่ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“งั้นก็ฝากด้วยแล้วกัน“

“สมควรแล้ว ”

ซูโจวได้พูดออกมา

ตอนนี้เขามีความสุขมากๆแถมยังผสมไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นอย่างถึงที่สุดแล้วรีบพุ่งตรงกลับไปเมืองหลวงเพราะว่าการที่เขารับสมัครศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ระดับนี้มาได้ต้องรายงานให้กับทางสำนักได้รับรู้

หลินเทียนและซูชูวได้เดินออกมาจากตำหนักผู้อาวุโสด้วยสีหน้าที่แปลกไปเล็กน้อย

เพราะถึงอย่างไรก็ตามอีกไม่นานก็ต้องไปจากที่นี่แล้ว

ซูชูวได้แต่จ้องมองไปที่ร่างของหลินเทียนพร้อมกับแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะยิ้มออกมา

หลินเทียนพบว่าท่าทางของนางเปลี่ยนไปดังนั้นถึงได้ถามออกมาว่า

“มีอะไรงั้นหรอซูชูวเอ๋อ ?”

“เปล่า”

ซูชูซได้พูดต่อว่า

“เจ้านี่เพิ่งเข้าสำนักเรามาได้แค่ 4 เดือนแต่กลับกำลังจะได้ไปสำนักเป่ยหยานแล้วมันเร็วเกินไปมากๆ ในประวัติศาสตร์ของเราไม่มีใครเข้าร่วมสำนักเป่ยหยานได้เร็วขนาดนั้นด้วยซ้ำ ”

หลินเทียนได้แต่จ้องมองไปที่นางอย่างไม่วางตา

“จะทำอะไร ? ”

ซูชูวได้ก้าวถอยหลังออกไป

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดหยอกล้อว่า

“นี่เจ้าคงไม่อยากให้ข้าไปสินะ ? ”

ใบหน้าของนางได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำทันทีพร้อมทั้งกัดฟันกรุบๆ แล้วก่นด่าออกมาว่า

“แหวะ ! ใครไม่อยากให้เจ้าไปกัน ! อย่าฝันไปหน่อยเลย ! ข้าแค่ไม่อยากจากหลินซี่ไปเท่านั้นแหละ ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วหลินเทียนก็ได้แต่เงียบไป

หลังจากที่เงียบไปสักพักเขาก็ได้มองไปที่นางแล้วพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า

“ซูชูว ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า”

ซูชูวได้แต่ชะงักไปเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นเขาแสดงสีหน้าจริงจังแบบนี้

“ว่ามาสิ ”

ซูชูวได้พูดออกมา

หลินเทียนได้พูดต่อว่า

“ช่วงที่ข้าไปที่สำนักเป่ยหยานนี่ดูแลหลินซี่แทนข้าหน่อยได้หรือเปล่า ? ”

หลังจากที่คิดดูแล้วหลินเทียนก็รู้ดีว่าเมืองหลวงนั้นไม่ธรรมดาและเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไปที่นั่นและยังไม่คุ้นเคยด้วยซ้ำแถมหลายๆเรื่องก็ยังไม่นิ่งนอนใจซึ่งหากว่านำหลินซี่ติดไปด้วยก็กลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับนาง เขาไม่กลัวอะไรแม้แต่น้อยแต่เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของน้องสาวของเขา

เหมือนรู้ว่าหลินเทียนกำลังคิดอะไรนางถึงได้ตอบกลับไปว่า

“เจ้ากังวล ? ”

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับตอบกลับแบบไม่ปิดบังเลยว่า

“ตอนนี้ในโลกนี้มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ข้าวางใจฝากหลินซี่เอาไว้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นนางอยู่กับเจ้าแล้วก็มีความสุขมากๆแถมที่นี่ก็ยังเป็นสถานที่ๆปลอดภัยสุดๆซึ่งหากข้าฝากนางไว้กับเจ้าแล้วข้าก็จะรู้สึกสบายใจ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ถามต่อว่า

“ได้ไหม ? ”

“แน่นอนว่าไม่มีปัญหา ! ”

ซูชูวได้รีบพยักหน้าทันที หลังจากที่นางได้ยินหลินเทียนพูดถึงเรื่องที่เขาเชื่อใจนางคนเดียวแล้วก็ทำให้นางมีความสุขมากๆก่อนที่จะพูดต่อว่า

“แต่ไม่รู้ว่าซี่เอ๋อจะยอมอยู่หรือเปล่านี่สิ ข้าดูออกนะว่านางต้องพึ่งเจ้ามากๆ ”

หลินเทียนได้แต่ชะงักไปพร้อมกับส่ายศีรษะออกมา

“เปล่าหรอก เป็นข้านี่แหละที่ต้องพึ่งนาง ”

เมื่อคิดถึงนางแล้วก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าที่อ่อนโยนออกมาพร้อมทั้งมองไปทางซูชูวแล้วพูดออกมาอย่างจริงจังว่า

“ขอบคุณนะ เรื่องนี้ข้าจะไปพูดกับนางเอง นางเป็นเด็กฉลาดดังนั้นก็น่าจะเข้าใจและยอมอยู่กับเจ้า ”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอกเพราะเจ้าเชื่อใจข้าแค่คนเดียว ”

ซูชูวได้พูดต่อว่า

“อีกอย่างข้าชอบซี่เอ๋อด้วย ”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่ซาบซึ้งออกมาและไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี

“อ่อใช่ ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกครึ่งเดือนใช่ไหม ? มีอะไรหรือเปล่า ? ”

ซูชูวได้ถามออกมา

“ไม่ต้องเตรียมอะไรทั้งนั้นแหละ ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมกับมองออกไปนอกสำนักแล้วพูดออกมาด้วยสายตาที่เป็นประกายเย็นยะเยือกว่า

“มีเพียงแต่เรื่องที่ข้าจะต้องกำจัดทุกภัยคุกคามก่อนไปเท่านั้น ”

ซูชูวได้มองตามสายตาของเขาออกไปและพบว่ามันเป็นทางของบ้านหลักตระกูลโม่

“เจ้า……..”

ตอนนี้เองที่ท่าทางของนางได้เปลี่ยนไปทันที

หลินเทียนพูดออกมาโดยไม่ปิดบังอะไรเลยว่า

“ก่อนหน้านี้ไม่นานโม่จี่ได้กลับมาที่เมืองนี้แล้วนำกองกำลังมากมายไปรุมฆ่าข้าที่ป่าทมิฬแต่น่าเสียดายที่เขาเป็นฝ่ายถูกข้าสังหารแทน เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่าความแค้นระหว่างข้าและตระกูลโม่นั้นมันไม่สามารถแก้ปมได้อีกแล้ว ก่อนที่ข้าจะจากเมืองนี้ไปต้องเก็บกวาดตระกูลนี้ให้สิ้นซากไม่งั้นข้าก็ไม่สามารถไปได้อย่างโล่งใจ”

“โม่จี่ไปฆ่าเจ้าในป่าทมิฬ ? ไม่ใช่ว่าเจ้าถือครองตราแม่ทัพ ? ยังกล้าจะทำอีก ? ”

ดวงตาของซูชูวได้แต่เบิกกว้างพร้อมกับพูดต่อว่า

“เจ้าฆ่าโม่จี่ ? แต่เจ้านั่นอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 4 เลยนะ ! แถมกองกำลังที่ไปกับเขาก็ตายด้วย ? เจ้าทำได้ไงกัน ? ”

ซูชูวได้แต่ผงะไปพร้อมกับถามออกมาอย่างรวดเร็ว

“ใช่แล้ว แม้ว่าข้าจะถือครองตราแม่ทัพแต่โม่จี่ก็ยังต้องใจสังหารข้าแถมยังมีผู้เชี่ยวชาญตระกูลโม่มาด้วย หากว่านับรวมเรื่องก่อนหน้านี่ที่โม่เซินจะฆ่าข้าด้วยพวกมันก็พยายามลอบสังหารข้ามา 5 ครั้งแล้ว เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่ามันไม่สามารถจบเรื่องนี้ได้และมีเพียงฝั่งหนึ่งต้องสูญสิ้นเท่านั้น ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ซูชูวได้ขมวดคิ้วพร้อมกับพูดว่า

“แต่เจ้าจะจัดการกับตระกูลโม่ทั้งตระกูลอย่างไรกัน ? ”

“เชื่อข้าเถอะว่าไม่มีปัญหาอะไรหรอก ข้าฆ่าแม้กระทั่งกองกำลังบุกเบิกมาแล้วแถมพวกนั้นแต่ละคนยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะด้วยกันทั้งหมด ”

เขาได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดต่อว่า

“ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลโม่คือผู้นำตระกูลแต่ก็ยังอ่อนแอกว่าโม่จี่อยู่ดีดังนั้นไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก ”