0 Views

มันเป็นตราสีเงินที่คล้ายๆกับตราแม่ทัพที่ดูละเอียดอ่อนมากๆ

“นี่คือ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยใบหน้าที่สงสัย

ซินเหยาได้หรี่ตาลงก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ไม่ใช่ว่าในเมืองนี้มีข่าวลือว่ามีตระกูลใหญ่หนุนหลังตำหนักแลกสมบัตินี้งั้นหรอ ? จริงๆแล้วก็ถูกนะ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วนางก็ได้พูดต่อว่า

“ที่เมืองหลวงเองก็มีสถานที่คล้ายๆแบบนี้เหมือนกันแต่ชื่อว่าตำหนักรวมสมบัติซึ่งยิ่งใหญ่ถึงขั้นที่ตำหนักแห่งนี้เทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ ”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาเพราะว่าเบื้องหลังตำหนักแลกสมบัติมีตระกูลใหญ่หนุนอยู่จริงๆ ?

อีกอย่างน่าจะไม่ใช่ขุมพลังระดับเล็กๆเหมือนกับตระกูลโม่หรืออื่นๆเพราะแม้แต่พูชิเองก็ยังแสดงท่าทางที่เคารพ

“งั้นนี่……”

หลินเทียนได้มองไปยังตราสีเงินสลักตัวอักษรคำว่า ซิน เอาไว้

ซินเหยาได้พูดต่อว่า

“ผู้ถือครองตรานี้จะได้รับความเคารพจากพนักงานภายในตำหนักรวมสมบัติที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง อยากจะได้อะไรก็ซื้อได้เลยและราคาจะถูกลงมากแถมที่นั่นก็มีของดีๆอยู่เยอะมากๆ ”

หลินเทียนได้ชะงักไปเพราะว่าตรานี่มันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลย ?

เขาได้จ้องมองไปทางซินเหยาด้วยสายตาแปลกๆก่อนที่จะคิดว่าสถานะของนางพรายคนนี้มันไม่ธรรมดาเลย

“มองอะไร ? ”

ซินเหยาได้จ้องมองเขากลับไปพร้อมกระพริบตาปริบๆแล้วเดินเข้าหาพลางพูดต่อว่า

“ถูกใจพี่สาวแล้ว ? หากว่าเป็นแบบนั้นพี่สาวจะรอนะ ”

“นี่…….”

หลินเทียนอดไม่ได้เลยที่จะกระแอมออกมาด้วยท่าทางอึดอัด

เมื่อมองไปยังท่าทางอึดอัดของหลินเทียนแล้วนางก็อดยิ้มออกมาไม่ได้พร้อมกับพูดด้วยท่าทางที่จริงจังและน้ำเสียงยั่วยวนว่า

“น่ารักจริงๆ ”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่เขินอายออกมาเพราะว่าคำพูดว่า น่ารัก แบบนี้มันจะดูไม่เหมาะเท่าไหร่เมื่อเอามาใช้กับเขา

“แล้วจะไม่เป็นอะไรจริงๆหรอที่จะให้สิ่งนี้กับข้า ? ”

ดูๆแล้วมันไม่ต่างอะไรไปจากตราแม่ทัพเลยดังนั้นเขาเองก็อยากจะรู้ว่าหากให้มันกับเขาแล้วจะเกิดผลกระทบอะไรกับนางหรือเปล่า

“ไม่เป็นไร เก็บไว้เถอะ ”

ซินเหยาได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้แต่พยักหน้าพร้อมกับรับตราสีเงินเอาไว้ด้วยท่าทางเคารพ

ณ ตอนนี้เขาได้เก็บมันเข้าไปในแหวนมิติอย่างรวดเร็ว

“ขอบคุณมากพี่สาวซิน ”

เขาได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ซินเหยานั้นอายุมากกว่าเขา 2 ปีดังนั้นการจะเรียกว่าพี่สาวก็ไม่ได้ผิดอะไร

“ฉลาดมากๆ ”

ซินเหยาได้พูดออกมาด้วยท่าทางมีความสุขก่อนที่จะกอดแขนเขาเพื่อไปทานอาหารด้วยกัน

หลินเทียนนั้นทานมาก่อนแล้วแต่ก็ไม่สามารถทนการยั่วยวนของนางได้ดังนั้นถึงต้องไปทานอาหารกับนางด้วยความจำใจ

หลังจากที่ทานอาหารเสร็จแล้วเขาก็สนทนากันนิดหน่อยพร้อมทั้งแยกย้ายไปทันที

ซินเหยาและพูชิได้ไปส่งเขาที่หน้าประตูทางเข้าด้วยตัวเองขณะที่มองไปยังหลังของหลินเทียนที่กำลังเดินจากไปไกล , ซินเหยาในตอนนี้ได้แต่โบกมือลาจนถึงตอนที่ร่างของหลินเทียนได้เลือนหายไป

“ให้สิ่งนั้นไปจะไม่มีปัญหารึแม่นาง ? ”

พูชิได้ถามออกมา

“ไม่มีอะไรหรอก ”

ซินเหยาได้ส่ายศีรษะพร้อมกับมองไปทางที่หลินเทียนเดินจากไปแล้วพูดว่า

“ก่อนหน้านี้มันเป็นเพราะว่าเขาเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ดังนั้นถึงได้คิดว่าเบื้องหลังเขาต้องมีอาจารย์ที่แข็งแกร่งอยู่แน่นอนถึงได้อยากจะใกล้ชิดกับเขาจะได้ผลประโยชน์ไม่น้อยแต่ตอนนี้ข้าอยากจะเป็นเพื่อนแท้กับเขาจริงๆไม่มีเรื่องของผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ”

พูชิได้ชะงักไปก่อนที่จะยิ้มออกมา

“อะไร ? ”

ซินเหยาได้ถามออกมา

พูชิได้ส่ายศีรษะไปพร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ไม่มีอะไรหรอก เฒ่าคนนี้แค่รู้สึกดีใจแทนแม่นางเท่านั้นเพราะว่าท่านมีทัศนวิสัยที่ดีมากๆ แม้ว่าน้องชายจะมีพรสวรรค์ไร้ที่ติแต่มักจะปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความจริงใจไม่หยิ่งผยองดังนั้นการที่มีเพื่อนแท้แบบนี้ได้ถือเป็นโชคดีในชีวิตนี้เลย ”

ซินเหยาได้ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะแสดงท่าทางที่ราบเรียบออกมา

“ดังนั้นข้าไม่สนใจเรื่องการเลือกผู้นำตระกูลอีกแล้ว ข้าไม่ชอบไปแย่งกับคนอื่นด้วยสิดังนั้นหากว่าสิ่งนั้นมันพอช่วยเขาได้บ้างก็ทำให้ข้ามีความสุขแล้วล่ะ ”

ซินเหยาได้พูดออกมา

…….

หลังจากที่กลับจากตำหนักแลกสมบัติแล้วก็เป็นช่วงเย็นเรียบร้อยแล้ว

หลินเทียนได้กลับไปที่พักของเขาก่อนที่จะกลับขึ้นไปบ่มเพาะพลังต่อไป

เส้นทางบ่มเพาะนั้นยังอีกยาวไกลดังนั้นเขาถึงไม่สามารถทำตัวสบายๆได้แม้แต่น้อย

“บึ้ส ! ”

หลังจากที่เปิดการทำงานของข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณแล้วพลังฉีโดยรอบก็ถูกดูดเข้ามาภายในร่างของหลินเทียนพร้อมทั้งชักนำพวกมันเข้าไปก่อจุดชีพจรเทวะจุดที่ 3 ขึ้น

เขายังคงหมั่นบ่มเพาะพลังจนถึงช่วงเช้าของอีกวันถึงได้ยืนขึ้น

เมื่อลงมาด้านล่างเพื่อรับแสงแดดยามเช้าแล้วเขาก็ได้เดินไปทางลานฝึกเพื่อเตรียมจะเข้าไปในข่ายอาคมคลื่นยักษ์ ตั้งแต่ตัดผ่านเขตแดนชีพจรเทวะมาได้นั้นเขาก็พบว่าร่างกายของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาก ตอนนี้เขาพักผ่อนเพียงแค่วันละ 4 ชั่วโมงก็พบว่ามันไม่รู้สึกง่วงอีกต่อไป

เมื่อเดินมาถึงที่ข่ายอาคมคลื่นยักษ์แล้วเขาก็เดินเข้าไปแจ้งกับผู้ดูแลอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่เข้าไปในเขตแรงโน้มถ่วงสองเท่าแล้วเขาแทบจะไม่รู้สึกอะไรด้วยซ้ำและเมื่อไปถึงระดับสามเท่านั้นก็พอรู้สึกไม่กดดันเท่าก่อนหน้านี้ เมื่อก้าวข้ามไปยังระดับที่สี่นั้นทำให้เขาได้สัมผัสถึงแรงกดดันอย่างแท้จริงแต่มันก็ไม่สามารถทำให้เขาหยุดได้พร้อมก้าวต่อไปยังระดับที่ห้าอย่างรวดเร็ว

เมื่อมาถึงเขตแรงโน้มถ่วงห้าเท่าแล้วเขารู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังสั่นสะท้านพร้อมกับความเจ็บปวดที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งร่างกาย

“ดูเหมือนว่าต้องหยุดแค่นี้สินะ ”

เขาได้พูดกับตัวเอง

เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ที่เขตแรงโน้มถ่วงระดับสามนั้นมีศิษย์ภายในสำนักกำลังฝึกอยู่และหลังจากที่เห็นว่าเขาก้าวเข้าไปยังเขตระดับที่ห้านั้นก็ได้แต่จ้องมองด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเหมือนกำลังมองไปที่สัตว์ประหลาด

หลินเทียนได้ตั้งสติก่อนที่จะปรับสภาพให้ชินกับความเจ็บปวดพร้อมทั้งเริ่มฝึกทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์ซึ่งมันเป็นทักษะที่ช่วยให้เขาผ่านพ้นวิกฤตมาได้นับครั้งไม่ถ้วน มันเป็นทักษะที่เขาพึงพอใจที่สุดแล้ว

“วิ้ส !”

“วิ้ส !”

“วิ้ส !”

ระหว่างที่สำแดงทักษะในเขตระดับที่ห้านั้นแม้ว่าจะรู้สึกถึงความรู้สึกเหนี่ยวรั้งแต่เขาก็ยังเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นและแน่นอนว่าความเร็วของมันไม่สามารถเทียบกับด้านนอกได้แม้แต่น้อย

ไม่นานก็ผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมง

ใน 4 ชั่วโมงนี้เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝนทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์จนตอนนี้รู้สึกหมดแรงไปทั้งตัวแถมยังเข้าสู่สภาวะขาดแคลนพลังฉีขั้นวิกฤต

“เกือบจะถึงขีดจำกัดแล้ว ”

เขาได้พูดกับตัวเอง

หลังจากที่หยุดเท้าแล้วเขาก็ได้ก้าวเดินออกไปด้านนอกข่ายอาคมอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่เดินผ่านเขตระดับสามไปนั้นศิษย์ภายในหลายคนได้แต่มองไปทางเขาด้วยท่าทางที่ตกตะลึงและอดกลืนน้ำลายคำโตไม่ได้ แม้ว่าเขตระดับสามและห้าจะอยู่ห่างกันไกลแต่ด้วยระดับพลังของศิษย์ภายในเหล่านี้แล้วสามารถเห็นได้ถึงการเคลื่อนไหวของหลินเทียนอย่างชัดเจนและได้แต่โง่งมไปตามๆกัน

เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 กลับเคลื่อนไหวแบบนั้นในเขตระดับ 5 ? ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่อีกไหม !

ไม่นานหลินเทียนก็ได้ออกไปถึงด้านนอกก่อนที่จะพบว่าร่างกายของตัวเองผ่อนคลายขึ้นมาก

“ผลลัพธ์ของการทำแบบนี้มันไม่ธรรมดาเลยแหะ ”

เขาได้คิดอยู่ภายในใจ

หลังจากที่ออกมาจากข่ายอาคมแล้วเขารู้สึกได้เลยว่าตัวเองได้รับประโยชน์มาไม่น้อย

เมื่อเขายืดเส้นยืดสายแล้วก็ได้กลับไปยังที่พักอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งทานอาหารปี่กู่แล้วกลับขึ้นไปบ่มเพาะพลังต่อด้านบน

พลังฉีมากมายได้ถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างเพื่อเชื่อมต่อจุดพลังต่างๆหลังจากนั้นเมื่อถึงช่วงเที่ยงคืนพลังจากหมู่ดาวก็ได้สาดส่องลงมากระทบกับร่างของเขาเป็นประกายสีเงิน หลินเทียนยังไม่ได้เริ่มการก่อจุดชีพจรเทวะจุดที่สามทันทีแต่กลับขัดเกลาร่างกายของตัวเองด้วยพลังเหล่านี้

ศักยภาพของร่างกายคนนั้นไร้ขีดจำกัดและร่างกายของเราจะไม่มีจุดสิ้นสุด !

ไม่นานก็ผ่านช่วงกลางคืนไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ลงมาแล้วเขาก็ได้พักผ่อนต่ออีก 4 ชั่วโมงพร้อมทั้งกลับไปยังข่ายอาคมคลื่นยักษ์เพื่อฝึกทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์อีกครั้ง

พริบตาเดียวการกระทำซ้ำๆแบบนี้ก็ผ่านไปถึงหนึ่งอาทิตย์

ในหนึ่งอาทิตย์นี้หลินเทียนใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการฝึกฝนและตอนนี้เขาสามารถฝ่าเข้าไปในเขตแรงโน้มถ่วงระดับ 6 เท่าได้แล้ว ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมากแถมในช่วงหนึ่งอาทิตย์นี้ก็มีบางวันที่เขาเข้าไปฝึกในข่ายอาคมเสริมพลังฉีอยู่บ้างและตอนนี้ความหนาแน่นก็เพิ่มขึ้นมาถึง 40% แล้วด้วยแถมความเร็วในการดูดกลืนพลังของเขาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก

ในเวลาสั้นๆแบบนี้เขาสัมผัสได้เลยว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้น

ช่วงบ่ายวันนี้เขาได้เดินตรงไปที่ข่ายอาคมเพื่อฝึกเช่นเคยแต่หลังจากที่เพิ่งเปิดประตูที่พักก็ชนเข้ากับร่างของซูชูวอย่างจัง

“โอ้ย เจ็บ ! ”

ซูชูวได้กุมหน้าผากตัวเองเอาไว้ขณะที่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าอับอายออกมาพร้อมกับพูดว่า

“นี่ไม่เกี่ยวกับข้าเลยนะ ”

แต่วินาทีที่เห็นว่าสีหน้าของนางหงุดหงิดยิ่งกว่าเดินถึงขั้นกัดฟันนั้นเขาได้รีบเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็วว่า

“ขอโทษ ข้าผิดเอง ”

นางได้แสยะออกมาด้วยท่าทางที่พึงพอใจ

“ท่านอาจารย์เรียกเจ้าไปพบน่ะ ”

ซูชูวได้พูดออกมา

“ท่านผู้อาวุโสมู่ชิง ? ”

หลินเทียนได้ชะงักไปพร้อมกับถามต่อว่า

“มีอะไร ? ”

ซูชูวได้พูดต่อว่า

“คนจากสำนักเป่ยหยานจากเมืองหลวงมาที่นี่น่ะ เจ้าน่าจะเข้าใจนะ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบโดยทันที

“เอาล่ะ ไปกันได้แล้ว ”

ซูชูวได้ยื่นมือออกไปจูงมือของหลินเทียนเพื่อเดินไปทางตำหนักผู้อาวุโสโดยไม่อายแม้แต่น้อย

หลังจากที่พวกเขาได้ไปถึงตำหนักผู้อาวุโสแล้วผู้ดูแลด้านหน้าก็ไม่มีท่าทีว่าจะขวางเขาแม้แต่น้อย นี่ดูเหมือนว่ามู่ชิงได้แจ้งเอาไว้ก่อนแล้วดังนั้นพวกเขาถึงได้เข้าไปด้านในโดยทันที หลังจากที่เดินเข้าไปได้ไม่กี่สิบลมหายใจพวกเขาก็ไปถึงห้องๆหนึ่ง

ซูชูวได้เคาะประตูพร้อมกับเสียงของมู่ชิงที่ส่งออกมาจากด้านในว่า

“เข้ามาสิ ”

หลินเทียนและซูชูวต่างเข้าไปด้วยกันก่อนที่จะกวาดตามองและพบกับมู่ชิง ฉีดงและชายวัยกลางคนในชุดสีม่วงซึ่งตอนนี้ท่าทางของชายคนนั้นดูประหลาดใจเล็กน้อย

“มาแล้ว ”

มู่ชิงได้มองไปทางชายคนนั้นพร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ชายชุดม่วงได้ยืนขึ้นพลางสำรวจหลินเทียนแล้วถามออกมาว่า

“นี่คือผู้มีพรสวรรค์ไร้ที่ติที่เจ้าว่าใช่ไหม ? ”

ก่อนหน้านี้มู่ชิงและฉีดงได้เล่าเรื่องราวต่างๆให้ชายคนนี้ฟังมากมาย

“ใช่ เรียกได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดเลยล่ะ ”

ฉีดงได้กล่าวชมออกมาพร้อมทั้งชี้ไปทางชายชุดม่วงแล้วพูดแนะนำว่า

“เจ้าหนู นี่คือซูโจวเป็นอาจารย์ภายในสำนักเป่ยหยาน ”