0 Views

ในช่วงเช้ามู่ชิงและฉีดงกำลังปรึกษาบางอย่างกันอยู่ในตำหนักผู้อาวุโสก่อนที่จะได้รับแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่ว่าศิษย์ภายในที่ชื่อว่าหลินเทียนมาขอเข้าพบ

มู่ชิงและฉีดงได้มองไปที่กันและกันด้วยท่าทางแปลกๆพร้อมทั้งพูดว่า

“ให้เขาเข้ามา ”

“ได้ขอรับ ”

เจ้าหน้าที่ได้ตอบรับ

ไม่นานหลินเทียนก็ได้เข้ามาถึงภายในห้องภายใต้การนำของเจ้าหน้าที่

หลังจากที่นำหลินเทียนมาส่งแล้วเจ้าหน้าที่ก็ปลีกตัวออกไปทันที

“เจ้าหนูมีเรื่องอะไรงั้นหรอ ? ”

มู่ชิงได้ถามออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบก่อนที่จะโค้งคำนับแล้วพูดว่า

“ท่านผู้อาวุโส มันมีอยู่ว่า………….”

ตอนนี้หลินเทียนได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในป่าทมิฬออกไป

“อะไรนะ ! ”

มู่ชิงและฉีดงได้มีท่าทางเปลี่ยนไปพร้อมทั้งยืนขึ้นทันที

ใบหน้าของฉีดงได้เปลี่ยนเป็นซีดเผือดพร้อมทั้งทุบโต๊ะอย่างดังแล้วคำรามออกมาว่า

“โม่จี่ ตระกูลโม่!! พวกมันกล้านักนะ !! ”

ก่อนหน้านี้ทางสำนักก็ได้เตือนตระกูลโม่เรื่องการลอบสังหารหลินเทียนไปหลายครั้งแล้วและตอนนี้แม้จะรู้ว่าหลินเทียนถือครองตราแม่ทัพแต่ยังกล้าลงมือนี่มันทำให้พวกเขาโกรธจัดมากๆ

หลินเทียนได้โค้งคำนับอีกครั้งพร้อมกับพูดว่า

“ต้องขออภัยเรื่องของซูมู่หยางด้วย ”

มู่ชิงและฉีดงได้แต่มองไปที่กันและกันก่อนที่จะถอนหายใจออกมา

“ไม่เป็นไร มันต้องโทษตัวเองแล้วล่ะ ”

มู่ชิงได้ถอยหายใจออกมา

ฉีดงได้พูดออกมาทันทีว่า

“เรื่องนี้มันมีต้นตอมาจากตระกูลโม่ดังนั้นพวกมันต้องให้คำอธิบายเรื่องนี้กับพวกเรา ! ”

มู่ชิงเองก็ได้แสดงแววตาที่เย็นชาออกมาโดยทันที

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้พูดขึ้นว่า

“ท่านผู้อาวุโสทั้งสองโปรดให้ข้าเป็นคนจัดการเรื่องความแค้นนี้เองด้วยเถอะขอรับ ”

“ตระกูลโม่นั้นเป็นตระกูลผู้บ่มเพาะและแม้ว่าจะเป็นตระกูลธรรมดาๆแต่เจ้าก็ยังไม่สามารถต่อกรได้ในตอนนี้ เจ้าจะจัดการอย่างไร ? ”

ฉีดงได้ขมวดคิ้วของเขาพร้อมกับถามออกมา

“ท่านผู้อาวุโสไม่ต้องเป็นกังวลไป หลินเทียนมั่นใจในเรื่องนี้ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ฉีดงและมู่ชิงได้มองไปที่กันและกันด้วยท่าทางที่ลังเลก่อนที่จะส่ายศีรษะพร้อมๆกัน

“ได้ เอาตามที่เจ้าว่าแล้วกัน ”

ฉีดงได้พูดออกมาด้วยท่าทางหมดคำพูด

พวกเขารู้ดีว่าหลินเทียนนั้นไม่ธรรมดาและยังไม่ต้องพูดถึงอาจารย์อันแข็งแกร่งเพราะว่าแค่เพียงหลินเทียนคนเดียวก็สามารถสังหารโม่จี่และซูมู่หยางได้แล้วและนี่ก็อธิบายได้ว่าหลินเทียนมีการเตรียมการไม่น้อยถึงไม่ต้องเป็นห่วงอะไร

“ต้องขออภัยที่มารบกวนผู้อาวุโสทั้งสอง หลินเทียนขอตัวลา ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

หลังจากที่ได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดไปแล้วเขาก็เตรียมตัวจะไปทำอย่างอื่นต่อ

“รอก่อน ! ”

มู่ชิงได้หยุดหลินเทียนเอาไว้

หลินเทียนได้หยุดเท้าลงพร้อมกับหันหน้ากลับมาถามว่า

“ท่านผู้อาวุโสมีอะไรงั้นรึ? ”

มู่ชิงได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“อีกสิบกว่าวันทางสำนักเป่ยหยานจากเมืองหลวงจะส่งคนมาคัดเลือกศิษย์ภายในของเรา เจ้าก็เตรียมตัวไว้ด้วยแล้วกัน ในเมื่อซูมู่หยางตายไปแล้วงั้นก็คงเหลือแค่เจ้าแล้วล่ะ ”

หลินเทียนได้แต่ผงะไป สิบกว่าวัน ?

“ไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบ ? ”

ฉีดงได้แต่กรอกตาพร้อมกับพูดออกมาว่า

“เจ้าหนู เจ้าอายุ 16 ปีมีพรสวรรค์ระดับ 9 ดารา เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 3 อย่าว่าแต่จักรวรรดินี้เลย จะมีใครในสำนักนี้อีกที่มีความสามารถเทียบเคียงเจ้า ? ”

หลินเทียนได้แสดงรอยยิ้มที่อึดอัดและอับอายออกมาอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามนี่ถือว่าเป็นข่าวดีมากๆ

“เอาล่ะ ไปได้”

มู่ชิงได้พูดออกมา

หลินเทียนได้ทำความเคารพพวกเขาอีกครั้งพร้อมทั้งก้าวออกไปช้าๆแล้วปิดประตู

แม้ว่าการกระทำนี้อาจดูเล็กน้อยแต่ก็ทำให้ผู้อาวุโสทั้งสองคนต้องพยักหน้าไปตามๆกัน

“เจ้าหนูนี่มีพรสวรรค์มากๆแถมไหวพริบยังระดับสัตว์ประหลาด ถือครองตราแม่ทัพและมีอาจารย์ที่น่ากลัวขนาดนั้นแต่กลับเป็นคนนิสัยสุภาพอ่อนโยนนี่พวกลูกหลานตระกูลเล็กๆที่อวดดีหยิ่งผยองไปวันๆไม่สามารถเทียบได้เลยด้วยซ้ำ ”

ฉีดงได้พูดออกมา

“แต่ละคนก็ต่างกัน เจ้าหนูนี่ถูกกำหนดมาให้เป็นมังกรในหมู่ผู้คน ”

มู่ชิงได้พูดออกมา

……

พริบตาเดียวก็ผ่านไปถึงสามวัน

ที่ตระกูลโม่ในตอนนี้

ผู้นำตระกูลโม่ได้แต่เดินไปเดินมาอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ด้วยท่าทางที่กระวนกระวาย

เรื่องโม่จี่ออกไปลอบสังหารหลินเทียนนั้นเขารู้ดีถึงได้ส่งผู้เชี่ยวชาญของตระกูลออกไปช่วยด้วยแต่ตอนนี้ก็ผ่านไปสามวันแล้วทว่ากลับไม่ได้ข่าวอะไรเลย โม่จี่และคนอื่นๆก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

หลังจากที่ส่งคนออกไปสืบสวนแล้วก็ได้แต่รอด้วยท่าทางกระวนกระวาย

“ท่านผู้นำตระกูล ! ”

หนึ่งในคนตระกูลโม่ได้พุ่งเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าซีดเผือด

“พูดมา ! ”

ผู้นำตระกูลโม่ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

รุ่นเยาว์คนนั้นได้พูดออกมาอย่างตะกุกตะกักว่า

“นะ……..หลินเทียนได้กลับไปที่สำนักอย่างไร้รอยขีดข่วนขอรับ ”

ผู้นำตระกูลโม่ได้แต่สั่นสะท้านไปด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

ณ ตอนนี้มีเสียงดังใกล้เข้ามาก่อนที่ชายวัยกลางคนจะคุกเข่าลงแล้วพูดด้วยริมฝีปากที่สั่นระริกว่า

“ท่านผู้นำตระกูล…….นายน้อยและนายท่านหก……… ตายหมดแล้วขอรับ ”

โครม !

หลังจากที่คำพูดนี้จบลงก็ทำให้โลกทั้งใบของเขาปั่นป่วนไปหมด

“เจ้าพูดว่าอะไรนะ !! พูดอีกทีสิ ! ”

ผู้นำตระกูลโม่ได้พูดออกมาด้วยท่าทางโกรธจัด

ชายวัยกลางคนได้พูดออกมาด้วยร่ายกายที่สั่นสะท้านว่า

“เราได้พบศพของนายน้อยและนายท่านหกในป่าทมิฬ…..”

ขณะที่พูดออกมาชายคนนั้นก็ได้แต่มองไปที่ใบหน้าของผู้นำตระกูลโม่

หลังจากนั้นร่างไร้วิญญาณสองร่างที่ถูกห่อด้วยผ้าขาวได้ถูกยกเข้ามาภายในห้อง

ใบหน้าของผู้นำตระกูลโม่ได้เปลี่ยนสีไปทันทีพร้อมกับก้าวเดินออกไปด้วยร่างกายที่สั่นสะท้าน

เขาได้ยกผ้าขาวขึ้นก่อนที่จะพบกับใบหน้าของชายวัยกลางคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญของตระกูลโม่ก่อนที่จะยกมือสั่นๆไปเปิดผ้าขาวอีกผืนพร้อมทั้งกระอักเลือดออกมาทันที

“!!!! ”

ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำโดยทันที

ภายใต้ผ้าสีขาวนั้นเป็นร่างไร้ศีรษะของโม่จี่และศีรษะที่ยังคงมีดวงตาเบิกกว้าง

“หลินเทียน !! ระยำ!! ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้ !! ต้องฆ่าเจ้าให้ได้ !!! ”

ผู้นำตระกูลโม่ได้คำรามออกมาด้วยความโกรธถึงขีดสุด

ลูกชายคนเล็กถูกหลินเทียนฆ่าไปแล้วตอนนี้ลูกชายคนโตของเขาก็ไม่ต่างกันนี่มันทำให้เขาปลดปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างบ้าคลั่ง

…………….

ช่วงค่ำ, สำนักจิ่วหยาง

หลินเทียนยังคงนั่งอยู่ใจกลางข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณสองม้วนพร้อมกับดูดกลืนพลังฉีจากโดยรอบ

“บึ้สสส ! ”

แรงจากหมู่ดาวได้ห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้

สามารถสัมผัสได้ทันทีว่าร่ายกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก

หลังจากนั้นก็ผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมง

ณ ตอนนี้เป็นช่วงเที่ยงคืนพอดี

ดวงตาของเขาได้เปิดขึ้นก่อนที่พลังฉีโดยรอบจะสลายหายไป

“ถึงเวลาแล้วล่ะ ”

เขาได้พูดอยู่กับตัวเองพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายเย็นยะเยือก

เขาได้ลงมาจากที่พักพร้อมทั้งเดินเข้าไปเปิดประตูห้องหลินซี่และเห็นว่านางกำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ

เขาได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะปิดประตูเบาๆแล้วเปิดทำงานข่ายอาคมลมกระโชกพลางสลายหายไปเป็นความมืด

หลังจากที่เขาออกมาจากสำนักแล้วเขาก็หยุดอยู่ที่หน้าตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง

บนยอดประตูได้สลักตัวอักษรตัวโตเอาไว้ว่า ตระกูลโม่ !

ณ ตอนนี้ด้านหน้าของตระกูลโม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลความปลอดภัยอยู่สองคนซึ่งพวกเขาอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 6

หลินเทียนไม่ได้สนใจพวกเขาแม้แต่น้อยก่อนที่จะแสยะออกมาอย่างเย็นชาแล้วกระโดดข้ามกำแพงไป หากเทียบกับตระกูลเสี่ยวแล้วภายในบ้านหลักตระกูลโม่นั้นเต็มไปด้วยอาวุธมากมายไม่ว่าจะเป็นกระบี่ หอก ง้าวหรืออาวุธอื่นๆ

“เริ่มกันเลย”

หลินเทียนได้แสยะออกมา

คืนนั้นไม่มีใครในตระกูลโม่รู้เลยว่ามีปีศาจแฝงตัวอยู่ภายในเงามืดซึ่งได้ไปกลับทุกซอกทุกมุมของตระกูลพวกเขาหมดแล้ว

ช่วงเวลากลางคืนได้หมดไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นหลินเทียนก็ได้แอบออกมาอย่างเงียบๆพร้อมทั้งกลับไปยังที่พักภายในสำนัก

“เรียบร้อย”

เขาได้พูดกับตัวเอง

หลังจากที่กลับมาถึงที่พักแล้วเขาก็ไม่คิดจะทำอะไรเลยพลางพุ่งตรงไปนอนทันที

เขาได้พักผ่อนจนถึงช่วงบ่ายวันนั้น

เมื่อตื่นขึ้นอีกครั้งเขาก็พบว่าที่โต๊ะด้านข้างมีอาหารถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้วเหมือนเดิม

เมื่อมองไปยังอาหารเดิมๆที่คุ้นเคยแล้วเขาก็ได้แต่แสดงสีหน้าอับอายออกมาเพราะว่าเขาที่เป็นถึงพี่ชายกลับให้น้องสาวต้องมาดูแล

เขาได้แต่ส่ายศีรษะก่อนที่จะเดินออกไปอาบน้ำแล้วทานอาหารเสร็จก็เก็บกวาดโต๊ะ, หลังจากนั้นเขาได้ตรงออกไปด้านนอกสำนักอย่างรวดเร็ว จริงๆมันเป็นเพราะว่าเขาได้ทานอาหารปี่กู่มาก่อนแล้วดังนั้นถึงไม่ได้รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อยทว่าในเมื่อหลินซี่เตรียมอาหารให้แล้วจะให้เขาทิ้งมันได้อย่างไรกัน

………….

ตำหนักแลกสมบัติยังคงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายซึ่งแต่ละคนเองก็ล้วนเป็นพวกกระเป๋าหนักทั้งนั้น

หลังจากที่เดินออกมาจากสำนักแล้วหลินเทียนก็ตรงไปทางตำหนักแลกสมบัติโดยทันที

“ยินดีต้อนรับน้องชายหลิน”

พูชิได้หัวเราะออกมา

“พู”

หลินเทียนได้ทักทายออกไป

ซินเหยาเองก็อยู่ที่นี่และเมื่อเห็นว่าเขาทักทายพูชิคนเดียวจึงอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงแล้วพูดออกมาด้วยท่าทางที่น่าหลงใหลว่า

“น้องชาย พี่สาวออกจะสวยขนาดนี้แต่เจ้ามองไม่เห็นหัวข้าเลยรึ ? ”

หลินเทียน

“……..”

เขาอยากจะตอบกลับไปมากว่าตรงหน้าเขาเห็นเพียงแต่ตัวปัญหาเท่านั้น !

เขาได้แต่ส่ายศีรษะด้วยความรู้สึกหมดหนทางแล้วโบกมือเรียกเอาม้วนอาคม 6 ม้วนส่งให้พูชิ

“นี่คือ ?”

พูชิได้ชะงักไป

หลินเทียนได้พูดออกมาว่า

“ข่ายอาคมลมกระโชก ”

หลินเทียนได้สร้างข่ายอาคมลมกระโชกมาทั้งหมด 13 ม้วนซึ่งหลังจากที่กลับจากตระกูลโม่ก็ใช้ไปทั้งหมด 5 ม้วนแล้วและตอนนี้ก็เหลืออยู่ 8 ดังนั้นถึงได้เอาให้พูชิไปเลย 6 ม้วนแล้วตัวเองเก็บเอาไว้ 2 ม้วน

“ข่ายอาคมลมกระโชก ! ที่ก่อนหน้านี้น้องชายบอกว่ามีคุณสมบัติทำให้หายตัวและเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหวได้ ? ”

พูชิได้พูดออกมาด้วยท่าทางตื่นเต้น

“อื้ม”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบกลับไป

พูชิและซินเหยาได้แต่มองไปที่กันและกันก่อนที่จะแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

หลังจากที่ดึงสติกลับมาแล้วพูชิก็ได้มองไปทางหลินเทียนพร้อมกับพูดออกมาด้วยท่าทางจริงจังว่า

“ขอบคุณน้องชายมากๆ ! เราจะให้ราคาที่น่าพอใจอย่างแน่นอน 4หมื่นเหรียญเป็นไง ? ”

หลินเทียนได้ชะงักไป 4หมื่นนี่มันก็เป็นเงินที่สูงมากๆ

เขาได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มว่า

“ไม่เป็นไรหรอก ก่อนหน้านี้อุส่าขายแหวนมิติให้ข้าในราคา 7 แสนเท่านั้น อย่างน้อยก็เสียกำไรไปเป็นล้านดังนั้นของแค่นี้ข้าจะเรียกเก็บเงินได้ไงกัน ”

“นี่…..”

พูชิเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ตรงไปตรงมาดังนั้นเขาถึงไม่สามารถปฏิเสธหลินเทียนได้

ซินเหยาได้สำรวจร่างกายของหลินเทียนพร้อมทั้งเดินเข้าไปกอดแขนเขาเอาไว้แล้วพูดออกมาอย่างน่ารักว่า

“ดีมากน้องชาย ไม่เสียแรงที่พี่สาวดูแลอย่างดี ”

หลังจากที่พูดจบแล้วนางก็ได้หยิบเอาตราสีเงินส่งให้เขาแล้วพูดต่อว่า

“ด้วยความสามารถของเจ้าแล้วอีกหน่อยคงจะเข้าไปที่เมืองหลวงดังนั้นนี่เป็นของขวัญของพี่ ในอนาคตมันจะมีประโยชน์กับเจ้ามากๆ ”