0 Views

**ผมแก้บรรทัดเกินได้แล้ว กำลังทยอยแก้ให้นะครับ

ภายในป่าทมิฬนั้นหลินเทียนได้พุ่งผ่านเข้าไปภายในอย่างรวดเร็วขณะที่กระบี่ในมือได้ส่งเสียงคำรามออกมาและส่งผลให้พื้นที่รอบข้างถูกทำเลยไปมากมาย

หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงร้องดังขึ้น สัตว์อสูรร่างยักษ์ได้ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า

มันเป็นเหยี่ยวมรกตที่เป็นสัตว์อสูรระดับ 4 ตอนต้นแต่เขาต้องเผาผลาญพลังงานไปมากมายกว่าจะลากมันกลับลงมาที่พื้นดินได้

“สัตว์อสูรที่บินได้นี่มันมีปัญหาจริงๆ ”

เขาได้แต่คิดอยู่ภายในใจ

หลังจากที่ชำแหละเอาแก่นอสูรและแก่นเลือดของมันไปแล้วเขาก็หันหลังแล้วเดินจากไปทันที

ตัวเขาเข้ามาในป่านี้กว่า 6 ชั่วโมงแล้วและใน 6 ชั่วโมงนี้เขาก็ได้ฆ่าสัตว์อสูรไปมากมายโดยอาศัยทักษะหมัดทลายฟ้าของเขา

“หินเยวี่ยหลินฉี รากต้นหยินหวูเกิ่น และแก่นอสูรของเต่าปิงฉีกุ่ย ”

เขาได้แต่พูดอยู่กับตัวเอง

ครั้งนี้เขาได้เลือกภารกิจมาทั้งหมด 5 อย่างและตอนนี้ก็สำหรับไป 2 แล้วยังเหลืออีก 3

หลินเทียนได้พุ่งออกไปทางด้านซ้ายมือของตัวเอง

ไม่นานเขาก็พบกับหินเยวี่ยหลินฉีในหุบเขาเล็กๆและหลังจากนั้นเขาก็พบกับรากต้นหยินหวูเกิ่นที่อยู่ไม่ไกลออกไป

เมื่อเก็บสิ่งของสองสิ่งเข้าไปในแหวนมิติแล้วเขาก็เดินหายลึกเข้าไปอีกครั้ง

เต่าปิงฉีกุ่ยนั้นเป็นสัตว์อสูรระดับ 4 ตอนกลางซึ่งมันเป็นอสูรธาตุน้ำแข็งที่แข็งแกร่งมีพลังเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 และอยู่ห่างไปจากจุดเขตป่าทมิฬกว่า 9 กิโลเมตรซึ่งมักจะผลุบๆโผล่ๆออกมา หลินเทียนนั้นมีความเร็วสูงมากๆและหลังจากนั้นไม่นานเขาก็พบกับมันอยู่ตรงหน้า

“ไอ้เต่ายักษ์ ! ”

หลินเทียนได้ผงะไป

มันมีร่างสูงกว่า 12 เมตรเหมือนๆดั่งภูเขาเลยก็ว่าได้

หลังจากที่ตั้งสติแล้วเขาก็ได้แต่คิดว่ามาถึงแล้วยังไงก็ต้องสู้

ครั้งนี้เขาจะไม่ใช้เพียงแค่หมัดเพราะว่าร่างกายมันห่อหุ้มไปด้วยเกราะซึ่งไม่เหมาะต่อการใช้หมัดเลย

“แกร๊ง ! ”

เสียงกระบี่คำรามได้ถูกส่งออกมาขณะที่หลินเทียนได้ใช้กระบี่สำแดงทักษะกระบี่วายุสะท้านออกไป

ตอนนี้เต่าปิงฉีกุ่ยนั้นกำลังอยู่ในสภาพหลับฝันดีแต่ก็ตระหนักได้ว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้ๆดังนั้นร่างกายใหญ่ยักษ์ของมันถึงได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วก่อนที่ส่งเสียงคำรามพลางจดจ้องมาที่ร่างของหลินเทียน

กระบี่ในมือของหลินเทียนได้สั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่จะฟาดฟันออกไป

แกร๊ง ! เมื่อปะทะกันแล้วกระบี่ของเขากลับไม่สามารถฟันมันขาดซะงั้น

“แข็งจริงๆ ! ”

เขาได้แต่คิดอยู่ภายในใจ

ณ ตอนนี้เต่าปิงฉีกุ่ยได้เริ่มเคลื่อนไหวก่อนที่หลินเทียนจะพบว่ามีเงาร่างยักษ์กำลังปกคลุมร่างของเขาเอาไว้

เขาได้แต่สูดหายใจเข้าลึกพร้อมทั้งรีบพุ่งทิ้งระยะออกไปทันที

หากว่าเขาโดนมันเหยียบเข้าจังๆมีหวังคงได้แหลกกลายเป็นชิ้นเนื้ออย่างแน่นอน

เมื่อเห็นว่าหลินเทียนได้หลบออกไปแล้วมันจึงส่งเสียงร้องออกมาขณะที่ดวงตาได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำแล้ววิ่งไล่ตามโดยทันที

“ไอ้เต่านี่มันเร็วจริงๆ ”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาทันที

หลังจากนั้นเจตจำนงแห่งกระบี่ที่ปล่อยออกมาก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ความรุนแรงที่ส่งออกมานั้นแข็งแกร่งกว่าก่อนมาก

ทักษะกระบี่สายฟ้ามรกต !

โครม !

เสียงดังสนั่นได้เกิดขึ้นก่อนที่หลินเทียนจะสำแดงทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์ออกมาแล้วพุ่งเข้าประชิดร่างของเต่าปิงฉีกุ่ยด้วยความเร็วปานสายฟ้า หลังจากที่เขาย่อตัวลงแล้วก็ได้สำแดงทักษะกระบี่สายฟ้ามรกตออกมาด้วยพลังสายฟ้าที่รุนแรง

“ตาย ! ”

หลินเทียนได้ส่งเสียงออกมา

คลื่นกระบี่สีเงินได้พุ่งออกไปซึ่งผสานจากพลังทั้งหมดของเขา !

พุฟฟฟฟ ! เลือดได้สาดกระจายออกมาขณะที่กระบี่ได้แทงทะลุศีรษะของเต่าปิงฉีกุ่ยไป

หลินเทียนได้กระโดดกลับลงมาที่พื้นพร้อมทั้งถอนหายใจออกมา

เขาได้หยิบเอามีดสั้นออกมาก่อนที่จะชำแหละศีรษะของมันเพื่อเอาแก่นอสูรขนาดเท่ากำปั้นออกมา ตอนนี้ภารกิจทั้งหมดของเขาได้เสร็จสิ้นหมดแล้วถึงได้พุ่งกลับไปยังเส้นทางออกของป่าแห่งนี้

พื้นที่ภายในป่านั้นเป็นป่าทึบแต่เขาเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้วดังนั้นถึงได้เชี่ยวชาญเส้นทางที่นี่

ไม่นานหลินเทียนก็เหลือระยะห่างจากเขตป่าเพียงแค่ 3 กิโลเมตร

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้หยุดเท้าลง

“ออกมา ”

เขาได้พูดออกมาอย่างราบเรียบ

รอบข้างเขาเต็มไปด้วยต้นไม้และพุ่มหญ้าจนทำให้แสงแดดส่องผ่านเข้ามาได้ยาก มีเพียงแสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้เท่านั้น

หลินเทียนยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางที่เย็นชา

หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจก็มีร่างนับสิบร่างปรากฏตัวออกมาและคนที่มีอายุมากที่สุดดูราวๆ 25 ปี ซึ่งใจกลางของคนเหล่านั้นมีซูมู่หยางและโม่จี่

“จิตสัมผัสดีหนิ ”

โม่จี่ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

หลินเทียนได้กวาดตามองเขาก่อนที่จะหยุดอยู่ที่ซูมู่หยางพร้อมทั้งพูดว่า

“เจ้าเองก็จะเข้ามายุ่งด้วยงั้นหรอ ? ”

ระหว่างที่มองไปยังซูมู่หยางแล้วทำให้หลินเทียนรู้สึกแปลกๆมากๆเพราะว่าสำหรับเขาแล้วการที่โม่จี่จะฆ่าเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแต่เขาการที่มันมากับซูมู่หยางนั้นทำให้เขางงงวยเพราะตัวเองไม่ได้มีความแค้นอะไรกัน แม้ว่าทั้งสองจะเป็นเพื่อนกันแต่ก็ไม่น่ามาช่วยโม่จี่ฆ่าเขา ?

“ผู้ที่จะได้เข้าร่วมสำนักเป่ยหยานคือข้าคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นเจ้าต้องตายอยู่ที่นี่ ”

ซูมู่หยางได้พูดออกมาด้วยท่าทางเคร่งขรึม

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วหลินเทียนก็ตระหนักได้ทันทีพร้อมทั้งพูดว่า

“เป็นงี้นี่เอง ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้กวาดตามองไปยังผู้คนทั้ง 14 คนซึ่งทั้งหมดในนี้ล้วนไม่มีใครอ่อนแอเลย อย่างแย่สุดก็อยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 1 ดังนั้นท้ายที่สุดเขาได้มองกลับไปยังโม่จี่แล้วพูดว่า

“เพื่อจะจัดการกับข้านี่ดูเหมือนว่าจะเตรียมการมาไม่น้อยเลยนะ ”

ใน 14 คนนี้มีเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 4 ระดับ 3 ระดับ 2 อีก 8 คน ระดับ 1 อีก 5 คนซึ่งการเตรียมคนมาขนาดนี้มันมากพอที่จะฆ่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 4 ได้สบายๆ

“กองทัพนั้นต้องมั่นในว่าจะเอาชนะ เราไม่มีทางรบในสงครามที่ไม่มีความแน่นอน ”

โม่จี่ได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่เย็นชา

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะถามกลับไปว่า

“แสดงว่าเจ้าจะบอกว่าวันนี้ข้าต้องตายแน่ๆ ? ”

โม่จี่ได้มองไปยังหลินเทียนด้วยประกายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารพร้อมทั้งพูดว่า

“คิดว่าเจ้าเป็นอะไรกัน ? กล้าดียังไงที่จะมาตั้งคำถามกับข้า ? แค่ฆ่าเจ้าใช้ทหารธรรมดาๆใต้บัญชาข้าก็พอแล้ว ที่เราเตรียมกันมาขนาดนี้ก็เพื่อจะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเท่านั้น ”

“ทหารของเจ้า ? งี้นี่เอง ได้ยินมาว่าเจ้าทำงานร่วมกับกองกำลังของจักรวรรดิ ดูเหมือนว่าจะเป็นแบบนั้นสินะ ”

หลินเทียนได้มองไปยังคนอื่นๆพร้อมทั้งพูดว่า

“ส่วนพวกเจ้านี่ก็ใช้ได้เลยนะ ทั้งๆที่รู้ว่าข้าถือครองตราแม่ทัพแต่กล้ามารุมฆ่าข้านี่ไม่กลัวโดยประหาร 9 ชั่วโครต ? ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำให้ท่าทางของพวกเขาเปลี่ยนไปทันที

แน่นอนว่าพวกเขารู้ดีว่าหลินเทียนถือครองตราแม่ทัพ

“เหอะ ! เราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ”

หนึ่งในนั้นได้จ้องมองไปทางหลินเทียนพร้อมกับพูดออกมาว่า

“อีกอย่างคือเรื่องนี้ไม่มีใครรู้เห็นอย่างแน่นอนเพราะว่าคนตายมันจะไม่พูดอะไร ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วคนอื่นๆก็ได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยประกายตาที่เย็นชากว่าเก่า

“ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ? เจ้านี่ใช้คำนี้แบบไม่อายปากเลยสินะ กล้าที่จะพูดอีกงั้นหรอ ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะของเขาทันที

“เจ้า !”

คนที่พูดคำนี้ได้แต่อ้าปากค้างด้วยท่าทางที่เย็นชาอย่างมาก

“พอได้แล้ว ไม่ต้องไปปะทะฝีปากกับมันอีกต่อไปแล้ว ”

โม่จี่ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาก่อนที่จะเดินออกไปด้วยสีหน้าที่เหมือนสัตว์ร้ายแล้วพูดว่า

“ฆ่าน้องชายข้า กล้าขัดขืนตระกูลข้า เจ้ารู้ไหมว่าจะเป็นอย่างไร ? ”

เมื่อจ้องมองไปยังหลินเทียนแล้วใบหน้าของโม่จี่ในตอนนี้ดูน่าสยดสยองมากๆ

“ไอ้ขยะโม่เซินน่ะหรอ ? ข้าเองก็ไม่อยากจะฆ่าให้มือสกปรกหรอกนะ เจ้าควรจะดีใจแทนน้องชายเสียมากกว่า ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้หันมองไปยังคนทั้ง 10 พร้อมทั้งพูดอย่างราบเรียบว่า

“ส่วนตระกูลโม่ของพวกเจ้าน่ะหรอ ? คิดว่าตระกูลของตัวเองเป็นอะไรกัน ? คิดว่าเป็นตระกูลขุนนางหรือไง ? ”

นัยน์ตาของโม่จี่ได้หดเล็กลงพร้อมกับคำรามออกมาว่า

“เจ้ามันรนหาที่ตาย ! ”

โม่จี่ได้ยกมือขึ้นมาพร้อมทั้งอัดเข้าใส่ร่างของหลินเทียนอย่างจัง

หลินเทียนได้แต่แสยะออกมาพลางสวนกลับไปโดยที่ไม่ขยับไปไหน

โครม ! หมัดทั้งสองได้ปะทะกันก่อนที่พวกเขาจะต่างถอยร่นกลับไป

“เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 4 ขยะๆ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางไม่แยแส

ด้วยศักยภาพทางร่างกายของเขาแล้วมันสามารถต่อกรกับเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 4 ได้สบายๆ

“ดูเหมือนว่าร่างกายจะแข็งแกร่งใช้ได้หนิ ! อย่างไรก็ตามมันเป็นเพียงร่างกายเท่านั้น มันวัดอะไรไม่ได้หรอก ! ”

โม่จี่ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“วัดอะไรไม่ได้ ? ”

หลินเทียนได้หรี่ตาของเขาลง

“อย่าคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ 9 ดาราแล้วจะยิ่งใหญ่นักนะ สำหรับกองกำลังอย่างพวกเราแล้วเจ้าไม่ได้อยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ! เราบ่มเพาะทักษะการฆ่า ! เราจะฆ่าเจ้าให้เหมือนการฆ่าสุนัขเลยคอยดูสิ ! ”

หลินเทียนได้หัวเราะออกมาพร้อมกับพูดออกมาว่า

“โม่จี่ เจ้าไม่กลัวว่าลิ้นตัวเองจะพันกันบ้างหรือไง ? ”

ขณะที่จ้องมองไปยังโม่จี่นั้นหลินเทียนก็ได้แต่พูดออกมาด้วยสีหน้าที่สบายอารมณ์อย่างมาก

โม่จี่ได้แต่จ้องมองเขาด้วยสายตาที่ดุร้ายยิ่งกว่าเก่า

“หลินเกิง เจ้าไปแสดงให้มันได้เห็นหน่อยว่าเราต่างกับมันอย่างไร จำไว้ว่าอย่างฆ่ามันเพราะข้าจะเก็บลมหายใจสุดท้ายของมันเอาไว้เพื่อให้กลับไปตัดศีรษะของมันหน้าหลุมของน้องชายข้า ”

โม่จี่ได้พูดออกมาอย่างไร้ความปราณี

“ได้ ”

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ก้าวเดินออกไป

ชายหนุ่มคนนี้มีชื่อว่าหลินเกิงอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2

“หากว่าสามารถฆ่าผู้มีพรสวรรค์ระดับ 9 ดาราได้ก็คงเป็นเรื่องที่ดีแต่น่าเสียดายที่หัวหน้าโม่ให้แค่ตัดแขนเจ้า ”

ระหว่างที่จ้องมองไปยังหลินเทียนเขาก็ได้หยิบเอากระบี่ออกมาแล้วพูดว่า

“ไม่ต้องเป็นห่วง การโจมตีของข้าเร็วและแข็งแกร่งดังนั้นพริบตาเดียวแขนเจ้าก็ขาดแล้ว มันไม่เจ็บปวดหรอก ”

“ดูเหมือนว่าเจ้าจะมั่นใจในตัวเองจริงๆเลยนะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างสบายอารมณ์

หลินเกิงได้แสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมาพร้อมทั้งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว

แกร๊ง ! กระบี่อันรุนแรงได้กวาดเข้าใส่หลินเทียนเพื่อจะกลืนกินร่างของเขา

หลินเทียนยังคงยืนอยู่ที่เก่าโดยไม่ขยับไปไหน

“เป็นอะไรไป ! กลัว ? กระจอกจริงๆ !”

หลินเกิงได้พูดออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วคลื่นกระบี่ของเขาก็เพิ่งความรุนแรงเข้าไปยิ่งกว่าเก่า

หลินเทียนยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับไปไหนพร้อมทั้งขยับไปทางด้านซ้ายเล็กน้อยเมื่อร่างของหลินเกิงเข้าใกล้พลางยกกระบี่ในมือขวาฟาดฟันออกไปในเวลาเดียวกัน

“พุฟฟฟฟฟ ! ”

เลือดได้สาดกระจายไปทั่วขณะที่หลินเกิงได้ส่งเสียงร้องออกมาเพราะแขนขวาของเขาได้ถูกหลินเทียนฟันจนขาดเป็นสองท่อน

“เป็นไปได้ไงกัน ! ”

หลายๆคนถึงกับแสดงสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อออกมา

ใบหน้าของหลินเกิงเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อขณะที่กุมแขนที่ขาดเอาไว้พลางพยายามทิ้งระยะออกห่าง

น่าเสียดายที่หลินเทียนจะเปิดโอกาสให้เขาหนีไปได้อย่างไร เขาได้กวาดเท้าขวาเตะเข้าไปกลางหน้าอกของหลินเกิงอย่างรวดเร็ว

ครั้งนี้เสียงกระดูกแตกหักได้ดังขึ้นขณะที่หลินเกิงได้ส่งเสียงร้องออกมาอย่างน่าสังเวช

หลินเทียนที่กำลังเหยียบหน้าอกหลินเกิงอยู่ก็ได้มองกลับไปยังร่างของโม่จี่พร้อมทั้งพูดว่า

“นี่คือทักษะการฆ่าของผู้เชี่ยวชาญที่มาจากกองกำลังแล้วงั้นหรอ ? นี่คือที่บอกว่าจะฆ่าข้าไม่ต่างจากสุนัข ? ”

เขาได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดอย่างสบายใจว่า

“ก่อนที่จะเข้าเป็นศิษย์สำนักก็ได้ยินนักยินหนาว่าโม่จี่ยิ่งใหญ่ซะเหลือเกินและหลังจากที่ได้เข้าไปแล้วข่าวลือนี้ก็ยิ่งหนาหูขึ้นกว่าเก่าแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่จริงซะเลยนะ ยิ่งใหญ่ ? มันก็เป็นพวกขยะที่คิดว่าตัวเองไร้เทียมทานเท่านั้น ! ”

ท่าทางของโม่จี่ได้ตกต่ำลงพร้อมทั้งประกายตาที่เย็นยะเยือก

“ปล่อยเขาซะแล้วข้าจะให้เจ้าได้ตายอย่างมีความสุข ! ”

โม่จี่ได้พูดออกมา

ขณะที่จ้องมองไปยังหลินเทียนนั้นกลิ่นอายที่แฝงไปด้วยความกระหายเลือดได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างบ้าคลั่ง

“เจ้าไม่เพียงอวดดีและคิดว่าตัวเองไร้เทียมทานเท่านั้นแต่เป็นไอ้โง่ไร้สมองด้วย ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดออกมาด้วยท่าทางที่สบายใจยิ่งกว่าเก่าว่า

“ยังไงเจ้าก็กะจะฆ่าข้าอยู่แล้วหนิ ทำไมข้าถึงต้องปล่อยมัน ? จะได้ตายอย่างมีความสุขขึ้น ? คิดว่าข้ามีพัฒนาการสมองระดับเดียวกับเจ้า ? ”