0 Views

พลังฉีภายในร่างของเขาได้เดือดพล่านไปทั่วอยู่หลายลมหายใจ

หลังจากนั้นไม่นานแก่นอสูรระดับ 5 ทั้ง 2 ในมือของหลินเทียนก็ดูหมองลงก่อนที่จะกลายสภาพไปเป็นเศษหินธรรมดาๆแทน

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง

“เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 ! ”

เขาได้ส่งเสียงกระซิบออกมาขณะที่ดวงตาของเขาได้เปล่งประกาย

หลังจากทีกำหมัดแล้วเขาก็รู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ชีพจรเทวะของแขนทั้งสองข้างได้ก่อตัวอย่างสมบูรณ์แล้วถึงได้ทำให้แขนทั้งสองเขาเขาแข็งแกร่งเหมือนดั่งเพชร

เขาได้สูดหายใจเข้าลึกก่อนที่จะทิ้งแก่นอสูรในมือลง

เขาต้องมาไล่ล่าโคเกราะวิญญาณแต่ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับการต่อสู้แลกชีวิตกันของสัตว์อสูรระดับ 5 ตอนปลายแถมยังได้รับผลประโยชน์มาอีก นี่มันทำให้เขาได้แต่พึงระลึกว่าโชคของตัวเองมันดีขนาดไหน

“ไม่รู้เลยว่าแถวๆนี้จะมีโคเกราะวิญญาณไหมแต่ผ่านไปตั้งนานแล้วมันน่าจะกลับมาแล้วมั้ง ”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

ที่อยู่ของโคเกราะวิญญาณนั้นอยู่ห่างออกไปไม่ไกลดังนั้นหลังจากที่เดินออกไปไม่นานก็พบกับพวกมันถึง 3 ตัว

ริมฝีปากของเขาได้ยกตัวขึ้นเป็นรอยยิ้มก่อนที่จะก้าวเดินออกไป

การต่อสู้อันดุเดือดได้เริ่มต้นขึ้นโดยที่เขาไม่ใช้ทักษะเคลื่อนไหวหรือเพลงกระบี่แม้แต่น้อย เขาจัดการพวกมันทั้ง 3 ตัวโดยอาศัยทักษะเพลงหมัดทลายฟ้าเท่านั้นซึ่งขั้นตอนนี้กินเวลาไปประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าพวกมันจะหมดสภาพโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บภายนอกแม้แต่น้อยทว่าอวัยวะภายในทั้งหมดกลับแหลกสลายเป็นผุยผง

“แข็งแกร่งขึ้นแล้วก็สามารถสำแดงทักษะนี้ได้ดีขึ้น ”

หลินเทียนได้กำหมัดของเขา

หลังจากที่ตัดผ่านมายังเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 นั้นร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นไม่น้อยเลย

หลังจากนั้นประมาณหนึ่งชั่วโมงเขาก็ได้หาตัวสุนัขจิ้งจอกหินพร้อมทั้งไล่ล่าอย่างรวดเร็ว

ร่างกายของมันใหญ่มากแต่การเคลื่อนไหวกลับหมดจดไม่ต่างอะไรไปจากวานรเลยด้วยซ้ำ หางทั้งสามของมันแหลมคมเหมือนใบมีดให้ความรู้สึกน่ากลัวอย่างมาก

อย่างไรก็ตามสำหรับเขาแล้วมันไม่ได้มีผลอะไรเลย

“โครม ! ”

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ต่อยอัดร่างของมันจนส่งเสียงร้องออกมาและทรุดลงไปกับพื้น

หลินเทียนได้มองไปยังร่างของมันสลับกับกำปั้นตัวเองพร้อมกับยิ้มออกมา พลังทำลายของมันน่าพอใจมากๆแม้จะโจมตีจากภายนอกแต่กลับสร้างความเสียหายภายในอย่างไร้ร่อยรอย

เขาได้เก็บเกี่ยวข้อมูลของมันพร้อมทั้งเอาแก่นอสูรของมันไปก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป

หลังจากนั้นหลินเทียนก็ได้เดินออกไปถึงขึ้นนอกของป่าทมิฬซึ่งระหว่างทางก็ได้ปะทะกับสัตว์อสูรหลายตัวเพื่อขัดเกลาร่างกาย

“โครม !”

“โครม !”

“โครม !”

เสียงการปะทะกันของกล้ามเนื้อได้ดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงร้องของสัตว์อสูร

หลังจากนั้นไม่นานหลินเทียนก็เดินออกไปถึงด้านนอกป่าทมิฬแล้วตรงกลับไปที่เมือง

ภารกิจทั้ง 4 ได้เสร็จอย่างรวดเร็วแถมยังช่วยขัดเกลาร่างกายของเขาเล็กน้อยด้วยแต่หลังจากที่เสร็จภารกิจนี้แล้วเขาก็ยังต้องรับภารกิจเพิ่มเพราะแต้มที่ใช้แลกเป็นหยาดจันทรานั้นสูงมากๆอย่างน้อยๆเขาก็ต้องมีเป็นพันๆแต้มถึงจะพอใช้

หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงเขาก็กลับไปถึงตัวเมืองขณะที่เผชิญหน้ากับผู้ดูแลประตูเมืองที่มองมาทางเขาด้วยท่าทางเกรงกลัว หลังจากที่ตัดผ่านเขตแดนชีพจรเทวะมาแล้วความเร็วของเขาก็เพิ่มขึ้นมากดังนั้นแม้ว่าก่อนหน้านี้การไปกลับระหว่างตัวเมืองและป่าทมิฬจะกินเวลามากมายหลายชั่วโมงแต่ตอนนี้มันไม่ได้นานขนาดนั้นแล้ว

หลังจากที่เดินเข้าไปในเมืองเขาก็กวาดตามองไปรอบๆ

“ดูเหมือนว่ากำลังจะค่ำแล้วงั้นค่อยไปทำภารกิจต่อในวันพรุ่งนี้แล้วกัน ”

หลินเทียนได้พูดอยู่กับตัวเอง

เขาก้าวเดินออกไปอย่างนุ่มนวลก่อนที่จะเดินไปถึงสมาคมอย่างรวดเร็ว

ณ ตอนนี้หลินเทียนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันรุนแรงกำลังจ้องมาทางเขาด้วยท่าทางปฏิปักษ์ถึงได้ตรงดิ่งไปยังสมาคมก่อนที่จะหันหน้ากลับไปมองและพบว่าบนตำหนักสูงแห่งหนึ่งมีสายตาอันเย็นยะเยือกกำลังจับจ้องมาที่เขา

“เหอะ ! ”

เขาได้แสยะออกมาเพราะเขาตระหนักได้ถึงบางสิ่งอย่างชัดเจน

เมื่อเข้าไปในสมาคมแล้วเขาก็ได้ส่งหญ้าเขี้ยววิญญาณ แก่นเลือดพยัคฆ์หางเพลิง โคเกราะวิญญาณ และข้อมูลเกี่ยวกับสุนัขจิ้งจอกหิน

“ท่านนี่จัดการได้เร็วจริงๆ ! ”

พนักงานได้แต่พูดออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจ ในภารกิจทั้ง 4 นี้การเก็บเกี่ยวหญ้าเขี้ยววิญญาณเป็นเรื่องที่ธรรมดาๆแต่อีก 3 ภารกิจนั้นไม่ง่ายเลยเพราะมันต้องจัดการสัตว์อสูรระดับ 4 ที่ถือว่าเป็นภารกิจที่ยากแต่หลินเทียนกลับทำสำเร็จทั้งหมดภายในวันเดียว

“อื้ม”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

พนักงานได้ยิ้มออกมาพร้อมกับยืนยันภารกิจแล้วพูดว่า

“ทั้งหมด 200 แต้ม ท่านจะเอาไปแลกเลยหรือว่าสะสมไว้ก่อนคะ ? ”

“สะสมไว้ก่อนแล้วกัน”

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะหยิบเอาใบรายการส่งให้นางแล้วพูดว่า

“ช่วยเตรียมของพวกนี้ให้หน่อยสิ ”

“ไม่มีปัญหาค่ะ ”

นางได้รีบตอบกลับอย่างเร็ว

หลังจากที่รับใบรายการมาแล้วนางก็รีบวิ่งออกไปทันที

ไม่นานนางก็กลับมาพร้อมกับพูดว่า

“นี่คือของที่ท่านต้องการค่ะ ”

“อื้ม ขอบคุณมาก ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ขยับมือขวาเล็กน้อยพร้อมทั้งส่งมันเข้าไปในแหวนมิติ

ท่าทางของพนักงานต้อนรับเปลี่ยนเป็นตกตะลึงขณะที่จ้องมองหลินเทียนไม่หยุดพลางคิดว่าเขาทำได้อย่างไรกัน ? ถุงหายไปไหน ?

“มันหายไปอยู่ในมิติเล็กๆน่ะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะยกนิ้วกลางขึ้นมาให้ดูแหวนที่สวมอยู่

“ลึกลับจริงๆ ”

นางได้แต่กระพริบตาปริบๆ

นางเป็นเพียงพนักงานเท่านั้นถึงไม่รู้จักสมบัติเช่นแหวนมิติ

หลินเทียนได้เก็บของพร้อมทั้งบอกลาอย่างรวดเร็ว

“เดินทางกลับดีๆนะคะ ”

พนักงานได้เดินไปส่งเขาที่ทางเขาด้วยตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นใครที่เดินเข้ามาในสมาคมนางก็มักจะปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความสุภาพและเคารพแต่กับหลินเทียนนั้นมันต่างออกไปเล็กน้อยเพราะมันมาจากความเคารพที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจ มันไม่ใช่เพราะสถานะของเขาที่เป็นปรมาจารย์แต่มันเป็นเพราะความอ่อนโยนที่เขาปฏิบัติต่อคนอื่นๆ

หลังจากที่เดินออกมาแล้วหลินเทียนก็กลับไปยังสำนักอย่างรวดเร็ว

ณ ตอนนี้เป็นช่วงค่ำแล้วดังนั้นเขาถึงได้ทานอาหารปี่กู่เข้าไปแล้วกลับขึ้นไปบนยอดพลางหยิบเอาวัตถุดิบออกมาเพื่อสร้างข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณ เขาอยากจะปรับรากฐานพลังของตัวเองให้มั่นคง

เวลากลางคืนได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเทียนก็รีบลงมาจากที่พักอย่างรวดเร็วเพื่อมุ่งหน้าไปยังสมาคมอีกครั้ง หลังจากที่รับภารกิจมาแล้วเขาก็ตรงดิ่งไปที่ป่าทมิฬโดยทันที แต้มที่ต้องใช้แลกหยาดจันทรานั้นใช้เยอะมากๆดังนั้นอย่างน้อยๆเขาต้องไปกลับที่นี่ 5-6 ครั้งแต่มันก็เป็นโอกาสที่เขาจะได้ขัดเกลาตัวเองเหมือนกัน

เมื่อเดินออกมาเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่กำลังจับจ้องมาทางเขาอีกครั้งและมันเป็นตำแหน่งเดียวกันกับเมื่อวานนี้ไม่มีผิด

เขาได้แต่แสยะอยู่ภายในใจก่อนที่จะเดินออกไปนอกเมืองอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ใช้เวลาไปอีก 2 ชั่วโมงเขาก็ไปถึงป่าทมิฬอีกครั้งแล้วเข้าไปทำภารกิจแรกโดยทันที มันเป็นภารกิจล่าเอาสมองของสัตว์อสูรที่เขาใช้เวลาหาร่องรอยของมันกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วหลังจากที่จบการต่อสู้ก็ได้ชำแหละเอาสมองและแก่นอสูรของมันไป

หลังจากนั้นภารกิจต่างๆก็สำเร็จไปอย่างรวดเร็ว

“กลับดีกว่า”

เขาได้พูดกับตัวเองก่อนที่จะเดินกลับไปทางเมือง

หลังจากนั้นในช่วงหลายวันนี้เขาก็ไปกลับจากป่าทมิฬอยู่ตลอดเพื่อทำภารกิจของเขาและทุกๆครั้งก็จะสัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นชาทีกำลังจับจ้องมาเก็บทุกรายละเอียด

สำหรับเขาแล้วไม่ได้สนใจอะไรแม้แต่น้อยก่อนที่จะทำท่าทีเหมือนไม่รู้สึกอะไร

………

ช่วงกลางดึกที่ดวงดาวปรากฏอยู่เต็มฟากฟ้า

หลินเทียนที่กำลังนั่งอยู่บนยอดที่พักเองก็ได้ขยับนิ้วเล็กน้อยเพื่อวาดข่ายอาคมแต่มันแตกต่างจากลวดลายข่ายอาคมครั้งก่อน แม้ว่ามันจะมีรากฐานอยู่ 5 จุดแต่ขนาดของมันใหญ่มากๆเหมือนกับเป็นภาพของโซ่ห้าเส้นเสียมากกว่า

ไม่นานเขาก็หยุดมือลง

ตอนนี้เขาได้กางม้วนอาคมออกซึ่งมันมีความยาวกว่า 10 เมตรที่ภายในเต็มไปด้วยลวดลายสีดำรายล้อมบางอย่างเอาไว้เหมือนกับมีไว้เพื่อวางบางสิ่ง

“ข่ายอาคมระดับ 3 คุกโดดเดี่ยว หลังจากที่ใช้ร่วมกับข่ายอาคมผสานแล้วมันจะมีผลลัพธ์ยังไงกันนะ ”

หลินเทียนได้ส่งเสียงกระซิบออกมา

ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดนี้ดวงตาของเขาได้เปล่งประกายไอเย็นออกมา

ไม่นานเวลาก็ได้ผ่านไปจนถึงช่วงเช้าอีกครั้ง

หลินเทียนได้กวาดตามองไปรอบๆขณะที่ข้างกายเขาเต็มไปด้วยม้วนข่ายอาคมที่สำเร็จแล้วมากมายไม่ว่าจะเป็นข่ายอาคมผสาน ข่ายอาคมคุกโดดเดี่ยวก่อนที่จะโบกมือขวาเพื่อเก็บพวกมันกลับไปในแหวนมิติของเขา

“เตรียมการอยู่ตั้งนาน อย่าให้ข้าต้องผิดหวังแล้วกัน ”

หลินเทียนได้แสยะออกมา

เขาได้ทิ้งข้อความไว้ให้หลินซี่ก่อนที่จะเดินออกไปด้านนอกสำนักแล้วตรงไปยังสมาคมอย่างรวดเร็ว หลังจากที่รับภารกิจมาแล้วเขาก็เดินไปทางป่าทมิฬอีกครั้งและหลังจากที่เดินไปถึงหน้าประตูแล้วก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นชายิ่งกว่าเก่าที่กำลังจับจ้องมาทางเขาอีกครั้ง

สำหรับเขาแล้วก็ยังคงแสดงสีหน้าไม่สนใจแล้วเดินต่อไป

……………

ห่างออกไปจากจุดที่ประตูเมืองตั้งอยู่นั้นชายหนุ่มหลายคนที่ดูแข็งแรงแฝงไปด้วยจิตสังหารกำลังยืนอยู่ข้างกายโม่จี่และซูมู่หยาง

ซูมู่หยางได้จ้องมองไปยังร่างของหลินเทียนที่กำลังเดินออกไปนอกเมืองด้วยท่าทางที่ราบเรียบและเย็นชา

โม่จี่เองก็กำลังจ้องมองออกไปด้วยสายตาที่เย็นชาเช่นกันก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้มันทักจะตรงไปยังป่าทมิฬตลอดและมันเป็นเพราะว่ามันถือครองตราแม่ทัพเอาไว้ดังนั้นเขาต้องลงมือในป่าทมิฬเท่านั้น ต้องฆ่ามันให้ได้ !”

หลังจากนั้นโม่จี่ก็ได้พูดต่อว่า

“คิดให้ดีนะเพราะหากว่ามันไม่ตายแล้วเจ้าหมดสิทธิ์เข้าร่วมสำนักเป่ยหยานไปตลอดชีวิตแน่นอน ”

ซูมู่หยางเองก็ได้แต่มองออกไปยังหน้าประตูเมืองแล้วตอบรับด้วยประกายตาที่เย็นยะเยือก

“อื้ม ! ไปด้วยกันนี่แหละ ”

เขาได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมก่อนที่จะปลดปล่อยจิตสังหารออกมาทันที