0 Views

ที่ลานด้านหลังของสำนักนั้นมีผู้ตัดสินอยู่มากกว่าหนึ่งคนซึ่ง ณ ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดต่างจับจ้องไปทางหลินด้วยด้วยท่าทางแข็งค้างเหมือนว่ากำลังมองไปที่สัตว์ประหลาด

“สถิติของโม่จี่ได้ถูกทำลายลงแล้ว ”

มู่ชิงได้พูดออกมาด้วยท่าทางตกตะลึง

โดยปกติแล้วคนธรรมดาจะต้องใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงในการผ่านด่านทดสอบที่สามของการทดสอบรอบที่สองนี้ทว่าโม่จี่กลับสามารถผ่านภาพลวงตาทั้งหมดได้ใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นซึ่งความสามารถนี้ได้ทำลายทุกสถิติของสำนักแห่งนี้เลยก็ว่าได้

แต่ตอนนี้สถิตินั้นได้รับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

สิบห้านาที !

ใช้เวลาเพียงแค่สิบห้านาที !

ฉีดงเองก็ได้แต่ฝืนยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“เจ้าหนูนี่มันไม่มีสิ่งล่อลวงอะไรในจิตใจเลยหรือไง ? ”

ด้วยความที่เป็นผู้อาวุโสของสำนักนั้นระดับพลังของฉีดงและมู่ชิงต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ประสบการณ์ของพวกเขามีมากมายแถม ณ ตอนนี้พวกเขายังแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกโง่งมไปทันที

ผ่านภาพลวงตาทั้งหมดโดยใช้เวลาเพียง 15 นาที นี่มันอะไรกัน ?

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นความรู้สึกตกตะลึงของพวกเขาก็ได้ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกมีความสุข

“มีพรสวรรค์ดีจริงๆ ! ”

มู่ชิงได้พูดออกมา

สำนักของพวกเขานั้นจะเปิดรับสมัครศิษย์แค่ปีละครั้งซึ่งการที่ได้รับผู้มีพรสวรรค์ซึ่งมีจิตใจกล้าแกร่งขนาดนี้มาจะไม่ให้พวกเขามีความสุขได้อย่างไรกัน ?

ใบหน้าของโม่ยี่เองก็หม่นหมองลงอย่างมากเพราะเมื่อกี้เขาเพิ่งจะพูดอย่างมั่นใจว่าโม่เซินจะต้องเป็นคนแรกที่ผ่านการทดสอบนี้แต่ชั่ววินาทีต่อมาหลินเทียนกลับเป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบคนแรกแถมยังทำลายสถิติของโม่จี่อีกด้วย จะให้เขาเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ ?

หลินเทียนได้ก้าวเดินออกไปหาที่นั่งพักซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป

สำหรับเขาแล้วภาพลวงตาเหล่านี้มันไม่เท่าไหร่เลย

เขาได้หลับตาลงก่อนที่จะคิดถึงเรื่องการทดสอบรอบที่ 3 ที่จะมาถึงซึ่งมันเป็นการทดสอบศักยภาพในการต่อสู้และประสบการณ์ต่อสู้นี้เองที่เขายังขาดอยู่และต้องไตร่ตรองอย่างดีเพราะเหล่าผู้รับการทดสอบเองก็ไม่ได้อ่อนแอเลยแม้แต่น้อย อย่างน้อยๆคือเหลียวเฮอและคนอื่นๆนั้นไม่สามารถเทียบกับคนพวกนี้ได้เลย

เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้สายตาของมู่ชิงและฉีดงกำลังจับจ้องมาที่เขาพลางพยักหน้าแล้วพูดว่า

“ไม่อวดดีและหุนหันพลันแล่นแต่กลับสงบนิ่ง ดี ! ดีมากๆ ! ”

มู่ชิงได้พูดออกมา

โม่ยี่เองก็ได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาว่า

“มันแกล้งทำแบบนั้นอย่างจงใจอย่างแน่นอน ! ”

มู่ชิงและฉีดงเองก็ได้แต่มองอย่างหมดหนทางแต่ก็ไม่ได้ถกเถียงอะไรกลับไป ชื่อเสียงของหลานชายกลับถูกฉกไปดังนั้นการที่โม่ยี่จะอารมณ์ไม่ดีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

เวลาได้ผ่านไปซึ่งเหล่าผู้เข้ารับการทดสอบกว่าร้อยเองก็ยังคงพยายามตะเกียกตะกาย

หากว่ามองดูดีๆแล้วจะเห็นว่าบางคนนั้นมีใบหน้าที่ขาวซีด บางคนแสดงสีหน้าที่ดุร้ายออกมา บางคนแสดงสีหน้าที่เคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งมัวเมาซึ่งล้วนต้องอดทนอยู่กับการทดสอบนี้

ไม่นานก็ได้ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง

ในหมู่ฝูงชนนี้ดวงตาของผู้ผ่านการทดสอบคนที่สองก็ได้เปิดขึ้น ชายผู้นั้นคือโม่เซิน

คำพูดของโม่ยี่นั้นไม่ได้ผิดแม้แต่น้อยเพราะว่าโม่เซินเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากพี่ชายของเขาจริงๆจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะไม่ใช่ผู้อ่อนแอ นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้โม่เซินนั้นรู้สึกเชื่อมั่นใจตัวเองเป็นอย่างมาก

“หนึ่งชั่วโมง”

โม่เซินได้พูดกับตัวเองก่อนที่จะแสดงสีหน้าที่พึงพอใจออกมา

ผลลัพธ์เช่นนี้นั้นห่างชั้นผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆไปไกลถึงแม้จะไม่สามารถเทียบกับพี่ชายของเขาได้ก็ตาม

เขาได้กวาดสายตาที่แสดงให้เห็นถึงสีหน้าที่ภูมิใจในตนเองไปยังผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆเพราะอยากจะเห็นท่าทางตะเกียกตะกายของหลินเทียนระหว่างการทดสอบนี้ทว่าใบหน้าของเขากลับต้องหม่นหมองลงทันทีเพราะว่าในหมู่ฝูงชนนี้กลับไม่มีร่างของหลินเทียนเสียได้

เขาได้กวาดตามองโดยรอบก่อนที่ใบหน้าของเขาจะบิดเบี้ยวโดยทันที

เขาคิดว่าหลินเทียนนั้นคงยังจะอดทนกับภาพลวงตาเหล่านั้นแต่ไม่คิดเลยว่าฝ่ายตรงข้ามกลับผ่านการทดสอบมาก่อนแล้วแถมยังคงหลับตาทำสมาธิอย่างสงบนิ่งเสียอีก !

“ระยำเอ้ย ! ”

สายตาของเขาในตอนนี้ถูกเติมเต็มไปด้วยประกายตาที่ชั่วร้าย

ห่างออกไปนั้นเหมือนว่าหลินเทียนสามารถรับรู้ได้ถึงสายตาของโม่เซินดังนั้นถึงได้ลืมตาขั้นมาพร้อมทั้งมองไปยังโม่เซินที่กำลังกำหมัดแน่นก่อนที่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มจางๆว่า

“นี่พ่อผู้มีพรสวรรค์ เจ้าตื่นแล้ว ? ”