0 Views

หลังจากที่เข้าไปยังข่ายอาคมสังหารแล้วก็เขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจไปกับสภาพในตอนนี้แม้แต่น้อย

วินาทีต่อมาก็ได้มีเสียงคำรามดังขึ้นก่อนที่จะปรากฏภาพของสัตว์อสูรออกมา

มันเป็นสัตว์อสูรระดับ 3 ซึ่งมีชื่อว่าหนูเพลิงที่มีระดับพลังเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8

แน่นอนว่าทางสำนักได้คำนวณเอาไว้ก่อนแล้วดังนั้นระดับต่ำสุดในข่ายอาคมถึงได้เป็นสัตว์อสูรระดับ 3 นี้

มันได้ส่งเสียงร้องออกมาพร้อมทั้งพุ่งเข้าใส่หลินเทียนอย่างรวดเร็ว

“เห้อ ! ”

หลินเทียนได้ถอนหายใจออกมาพร้อมกับเริ่มโจมตีสวนกลับไป

ในเวลาเดียวกันนี้ได้ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับทักษะขึ้นภายในสมองของเขา

“รวมพลังฉีไปไว้ที่กำปั้นแล้วทำให้ระดับพลังและร่างกายอยู่ในความถี่ระดับเดียวกัน ในเวลาทีโจมตีก็จะส่งพลังฉีเข้าไปในร่างของศัตรูและส่งผลให้ทำความเสียหายให้กับอวัยวะภายใน”

หลินเทียนได้พูดอยู่กับตัวเอง

ตอนนี้เขาเริ่มที่จะปรับจังหวะการหายใจของตัวเองก่อนที่จะเริ่มส่งพลังฉีไปไว้ที่กำปั้นขวาอย่างช้าๆก่อนที่จะทำให้กำปั้นของเขาส่องแสงสีเงินออกมา

“ได้แล้ว ”

เขาได้กระซิบออกมาก่อนที่จะเริ่มที่จะปรับพลัง

เทียบกับการถ่ายเทพลังไปที่กำปั้นแล้วการปรับสมดุลนั้นยากกว่ามากเพราะถึงอย่างไรก็ตามพลังหมัดมันเป็นอะไรที่ไม่สามารถคาดเดาได้ อย่างไรก็ตามหลินเทียนเองก็เคยผสานพลังฉีเข้ากับพลังวิญญาณมาก่อนแล้วดังนั้นถึงช่วยเรื่องนี้ได้เยอะมาก

สัตว์อสูรหนูเพลิงได้ส่งเสียงคำรามออกมาขณะที่ไล่ตามเขาไปอย่างบ้าคลั่ง

อย่างไรก็ตามความเร็วของหลินเทียนนั้นสูงกว่ามาก สัตว์อสูรระดับ 3 จะไปตามความเร็วของเขาทันได้อย่างไรกัน ?

ดังนั้นพวกเขาถึงได้ทิ้งระยะกันอยู่ตลอด

ณ ตอนนี้ดวงตาของเขาได้เป็นประกายก่อนที่จะเหวี่ยงหมัดขวาออกไปช้าๆ

หมัดนี้ได้ปะทะเข้ากับร่างของหนูเพลิงอย่างรุนแรง

มันได้ก้าวถอยหลังไปนิดหน่อยแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมาก อย่างไรก็ตามมันก็ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดดังนั้นถึงได้คำรามออกมาแล้วไล่ตามหลินเทียนอย่างบ้าคลั่ง

หลินเทียนเองก็ได้แต่สรุปว่ามันล้มเหลว

ล้มเหลวมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นถึงทักษะระดับต่ำเขตแดนชีพจรเทวะที่ไม่สามารถจะสำเร็จได้ในทันที

“ดูเหมือนว่าความถี่ของพลังฉีและพลังหมัดเริ่มจะเท่ากันแล้ว ”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

ตอนนี้เขาได้หลับตาลงพร้อมทั้งหลบการโจมตีของหนูเพลิงด้วยพลังวิญญาณขณะที่ตัวเองพยายามปรับสมดุลพลังฉีให้เข้ากับพลังกาย

ไม่นานมันก็ผ่านไปได้สักพัก

หลังจากนั้นเมื่อเขาได้ลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ได้ส่งหมัดขวาออกไปช้าๆ

หมัดขวาของเขาได้เข้าปะทะหนูเพลิงอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันไม่ได้กระเด็นออกไปเหมือนว่าเป็นหมัดที่เบามากๆแต่หลังจากที่ผ่านไปไม่กี่วินาทีเมื่อหลังจากที่เขาถอนมือกลับมาแล้วหนูเพลิงก็ได้อ้าปากและสำลักเลือดออกมามากมายก่อนที่จะล้มลงกับพื้น

หลินเทียนได้ตรวจสอบดูแล้วพบว่าภายนอกร่างกายของมันไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อยดังนั้นถึงได้หยิบเอามีดสั้นออกมาเพื่อชำแหละร่างกายของมันอย่างไวแล้วพบว่าอวัยวะภายในทั้งหมดของมันแหลกละเอียดกลายเป็นข้าวต้มไปหมดแล้ว

“เริ่มผ่านขั้นต้นมาแล้ว ! ”

ประกายตาของเขาได้เปลี่ยนไปทันที

หลังจากที่เขาได้ยืนขึ้นร่างไร้วิญญาณของหนูเพลิงก็ได้สลายหายไปเป็นเศษฝุ่น

หลินเทียนได้กวาดตามองด้วยท่าทางไม่สนใจ

ครั้งนี้ได้มีเสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้งขณะที่อสูรตัวใหม่ได้ปรากฏขึ้น

หลินเทียนรู้กฎของข่ายอาคมนี้อยู่ก่อนแล้วดังนั้นถึงไม่ค่อยแปลกใจกับเรื่องนี้นัก ไม่นานเขาก็เริ่มการฝึกขั้นต่อไปกับสัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลายที่มีระดับพลังเทียบเท่าเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 แต่หากเทียบกับระดับพลังในปัจจุบันของเขาแล้วมันเทียบไม่ติดเลยด้วยซ้ำถึงได้เริ่มการฝึกทักษะหมัดทลายฟ้าต่อไป

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง

โครม ! สัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลายได้ถอยกลับไปก่อนที่จะสำลักเลือดออกมาแต่ไม่ตาย

มันได้ส่งเสียงคำรามออกมาก่อนที่จะกระโจนเข้าใส่หลินเทียนอีกครั้ง

“ความถี่ของพลังฉีและพลังกายเท่ากันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น หากต้องการจะเพิ่งพลังทำลายของทักษะนี้ก็จำเป็นต้องเพิ่มพลังฉีและพลังกายเข้าไปอีก”

หลินเทียนได้พูดอยู่กับตัวเอง

เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วเขาก็เริ่มตั้งสติพร้อมทั้งถ่ายเทพลังฉีไปอีกครั้ง

แน่นอนว่ามันมากกว่าก่อนหน้านี้

หลังจากนั้นหลินเทียนก็เริ่มปรับความสมดุลของพลังฉีและพลังกายของเขาแต่รู้สึกได้เลยว่ามันทำได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

หลินเทียนที่กำลังถ่ายเทพลังอยู่ทำให้จังหวะหายใจของเขาเปลี่ยนไปตามๆกัน

หลังจากนั้นสิบห้านาทีเขาก็ได้เหวี่ยงหมัดครั้งที่สองออกไป

“โครม ! ”

สัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลายได้กระอักเลือดออกมาอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ตายเหมือนเดิมพร้อมทั้งกระโจนเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว

สัตว์อสูรภายในข่ายอาคมนี้จะไม่รู้จักความกลัวและเอาแต่ฆ่าฟันอย่างบ้าเลือด

ดังนั้นแม้จะรู้ว่าหลินเทียนแข็งแกร่งแค่ไหนแต่มันก็สู้ไม่ถอย

“โครม !”

“โครม !”

“โครม !”

หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงหลินเทียนก็ได้ส่งหมัดออกไปอีกสามครั้งซึ่งเมื่อถึงหมัดที่สามแล้วสัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลายก็ไม่ขยับอีกต่อไปพร้อมทั้งมีอาการเดียวกับหนูเพลิงก่อนหน้านี้ที่อวัยวะภายในแหลกสลาย

หลินเทียนได้ถอนหมัดกลับมาพร้อมทั้งดวงตาที่เป็นประกาย

“แข็งแกร่งขึ้นอีก ”

เขาได้พูดกับตัวเอง

เขายังคงไม่หยุดพักก่อนที่จะปรับจังหวะหายใจแล้วปะทะกับสัตว์อสูรตัวต่อไป

หลังจากนั้น 20 ลมหายใจก็มีสัตว์อสูรระดับ 4 ปรากฏตัวขึ้นซึ่งมันมีชื่อว่าวานรทงหลีที่มีจุดเด่นด้านพละกำลังที่แข็งแกร่งแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมันหนังเหนียวจนทำให้กระบี่ธรรมดาๆไม่สามารถระคายผิวมันได้แม้แต่น้อย

“ได้ฝึกต่อสู้ระยะประชิดพอดี !”

หลินเทียนได้คิดอยู่ภายในใจ

เขาไม่ลังเลเลยที่จะพุ่งออกไปปะทะกับมันโดยตรง

หลินเทียนได้หลบการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนที่จะยกมือต่อยอัดเข้าใส่

หากเทียบกับสัตว์อสูรตัวก่อนหน้านี้แล้ววานรทงหลีตัวนี้จัดการยากกว่ามาก หลินเทียนรู้สึกได้ทันทีว่าหมัดของเขาทำอะไรมันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

“โฮ๊ก ! ”

มันได้ส่งเสียงร้องออกมาเหมือนปีศาจก่อนที่จะส่งแรงกดดันเข้าใส่หลินเทียน

หลินเทียนได้ปรับจังหวะลมหายใจของตัวเองก่อนที่จะเหวี่ยงหมัดออกไป

เสียงดังสนั่นได้ตามมาขณะที่การต่อสู้ของเขาและวานรทงหลียังคงผ่านไปกว่าสองชั่วโมงซึ่งในช่วงเวลานี้เขาได้สำแดงทักษะหมัดทลายฟ้าออกไปถึง 9 ครั้งและแต่ละครั้งระยะห่างของการสำแดงแต่ละครั้งก็จะลดลงเรื่อยๆ

“การต่อสู้จริงมันช่วยเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนจริงๆ ”

หลินเทียนได้คิดอยู่กับตัวเอง

มันเป็นเพราะว่าคิดได้แบบนี้เขาถึงได้ตระหนักว่าการมาฝึกฝนในข่ายอาคมนี้มันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

อย่างไรก็ตามเขาก็รู้ดีว่ามันไม่สามารถเรียกว่าการสู้จริงได้เพราะว่าสัตว์อสูรภายในข่ายอาคมนี้อาจจะดูเสมือนจริงแต่มันไม่มีอันตรายอะไร ในอีกความหมายคือเขาไม่มีวันตายและในเมื่อไม่มีวันตายก็จะไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามที่ต่างจากการสู้จริงๆ

เขาได้ส่ายศีรษะออกมาก่อนที่จะสูดหายใจเข้าลึกแล้วเริ่มการฝึกต่อไป

ไม่นานก็ผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมง

“โครม ! ”

เสียงดังสนั่นได้ถูกส่งออกมาขณะที่วานรทงหลีได้ล้มลงไปด้วยปากที่กลบไปด้วยเลือด

หลินเทียนได้ชำแหละร่างกายของมันแบบเดียวกันก่อนที่จะพบว่าจะมีสภาพเดียวกันกับตัวก่อนๆที่อวัยวะภายในแตกสลาย

“ดีมากๆ !”

เขาได้พยักหน้าด้วยท่าทางที่พึงพอใจเล็กๆ

ภายในหกชั่วโมงหลังจากนั้นเขาก็ได้อาศัยทักษะหมัดทลายฟ้านี้ฆ่าวานรทงหลีจนสำเร็จขั้นต้นมาได้แล้ว

“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ดีกว่า ”

เขาได้พูดอยู่กับตัวเอง

หลังจากนั้นเขาก็เดินออกไปที่ทางออกของข่ายอาคม

เถาไป่และคนอื่นๆนั้นออกไปก่อนนานแล้วดังนั้นหลังจากที่เห็นหลินเทียนพวกเขาก็เดินเข้ามาทักทายโดยทันที

“น้องชายหลินนี่ขยันจริงๆเลยนะ ”

เทียนเซอได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มฝืนๆ

เถาไป่เองก็ได้พูดต่อว่า

“ดูเหมือนว่าการจะแข็งแกร่งไม่ได้เกี่ยวกับพรสวรรค์อย่างเดียวนะ ความขยันก็ช่วยได้เยอะเหมือนกัน ”

หลังจากที่เข้าไปในข่ายอาคมนั้นพวกเขาได้ฝึกไปกว่า 2 ชั่วโมงแต่หลินเทียนกลับใช้เวลาฝึกอยู่ทั้งหมดกว่า 8 ชั่วโมงซึ่งมันทำให้พวกเขาได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาไม่เว้นแม้แต่คงฮาง

“ลืมเวลาไปหน่อย ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางสุภาพ

หลังจากที่สนทนากันนิดหน่อยแล้วหลินเทียนก็ได้กลับไปยังที่พักของเขา

เมื่ออาบน้ำแล้วเขาก็กลับขึ้นไปที่ยอดของที่พักพร้อมทั้งหยิบเอาวัตถุดิบบางอย่างออกมา

เมื่อมองไปยังวัตถุดิบเหล่านี้แล้วมันมีพอสำหรับข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณเพียง 5 ม้วนเท่านั้น

“ดูเหมือนว่าต้องออกไปซื้อวัตถุดิบหน่อยแล้วสิ หลังจากนี้เราต้องใช้มันอีกเยอะเลยแหะ ”

หลังจากที่ตัดผ่านมาได้แล้วเขาก็ยังจำเป็นต้องบ่มเพาะเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและแน่นอนว่าต้องใช้ข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณไม่น้อยและเมื่อคิดได้ถึงจุดนี้แล้วเขาก็ได้แต่พูดกับตัวเองว่า

“อื้ม ดูเหมือนว่าเราต้องแวะไปที่ตำหนักแลกสมบัติหน่อยแล้ว ”

พูชิและซินเหยานั้นดีกับเขามากๆดังนั้นในเมื่ออีกฝ่ายเชิญเขาหลายครั้งแล้วก็ต้องแวะไปเสียหน่อย

“เอาของฝากไปด้วยดีกว่า”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

ขณะที่พูดอยู่นั้นเขาก็เริ่มการวาดข่ายอาคมโดยทันที

……….

ตอนนี้ชาวบ้านในเมืองล้วนแต่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

เด็กหนุ่มอายุ 16 ปีลงมือสังหารเจ้าหน้าที่อาวุโสกองบัญชาการถึง 3 คนและหลังจากนั้นก็เผชิญหน้ากับกองทหารนับพันและท้ายที่สุดก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายกลับไป

“ตราแม่ทัพนี่มีสถานะเทียบเท่ากับแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเลยนะ !”

“ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 3 !? ”

“ท้าทายสวรรค์เกินไปแล้ว ! ”

เสียงฮือฮาพวกนี้สามารถพบได้ตามทุกหัวมุมถนนในเมือง

แน่นอนว่าหลินเทียนที่กำลังเดินอยู่ได้ยินเรื่องพวกนี้แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรก่อนที่จะไปถึงหน้าตำหนักแลกสมบัติอย่างรวดเร็ว

“น้องชายหลิน ! ”

หลังจากที่เดินเข้าไปแล้วชายวัยกลางคนก็รีบเดินมาต้อนรับเขาอย่างรวดเร็ว

เกี่ยวกับสถานะของหลินเทียนนั้นพูชิได้ชี้แจงไว้ก่อนแล้วดังนั้นแม้ว่าตอนนี้หลินเทียนจะไม่ได้สวมชุดคลุมสีดำมาแต่ชายวัยกลางคนก็รู้ดีว่านี่เป็นใคร

“ท่านพูชิได้สั่งเอาไว้ว่าหากน้องชายหลินมาที่นี่ก็ให้ไปที่ตำหนักที่สองได้เลย ”

ชายวัยกลางคนได้พูดออกมาด้วยท่าทางเคารพ

เขารู้ถึงเรื่องเมื่อวานนี้ดีดังนั้นถึงได้พูดกับหลินเทียนด้วยสายตาที่เคารพอย่างมาก

“ได้ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าของเขา

ไม่นานพวกเขาก็ไปถึงตำหนักที่สองภายใต้การนำของชายวัยกลางคนอย่างรวดเร็ว

ชายวัยกลางคนได้เคาะประตูพร้อมทั้งพูดว่า

“ท่านพูชิ น้องชายหลินเทียนมาขอพบขอรับ ”

พริบตาเดียวประตูก็ได้ถูกเปิดออกจากด้านใน

พูชิที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางมีความสุขเองก็ได้มองไปทางหลินเทียนพร้อมทั้งพูดว่า

“เข้ามาสิน้องชาย ”

“รบกวนด้วย ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบด้วยรอยยิ้ม

และในเวลาเดียวกันนี้เองที่เสียงอันไพเราะได้ดังขึ้นว่า

“ที่รัก ในที่สุดก็อดใจไม่ไหวงั้นหรอ ? ”