0 Views

เมื่อเห็นว่าซูชูวได้แต่เดินจากไปด้วยท่าทางไม่พอใจแล้วหลินเทียนก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาทันที

“ดูเหมือนว่าสาวน้อยคนนั้นจะอิจฉานะ ”

ซินเหยาได้หัวเราะคิกคิกออกมาด้วยท่าทางที่น่าหลงใหลขณะที่ทำให้เหล่าศิษย์สำนักมากมายถึงกับน้ำลายย้อยพลางมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่อิจฉาไปตามๆกัน

“……”

หลินเทียนเองก็ถึงกับหมดคำพูดไปทันทีเพราะคิดว่าหญิงนางนี้เป็นอาวุธร้ายแรงสำหรับผู้ชายเลยก็ว่าได้

พูชิได้แต่กระแอมออกมาพร้อมกับเตือนสติว่า

“แม่นาง โปรดให้ความสำคัญกับคำพูดและการกระทำด้วย ”

ซินเหยาได้แต่หันหน้ากลับมามองอย่างไม่พอใจพร้อมกับปล่อยแขนของหลินเทียน

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่โล่งใจออกมาก่อนที่จะมองไปทางพูชิด้วยท่าทางขอบคุณ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนางพรายคนนี้แล้วเขาไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี สำหรับเขาแล้วการไปสู้กับสัตว์อสูรระดับ 4 ยังง่ายกว่าด้วยซ้ำ

พูชิได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“เอาล่ะนะน้องชาย ในเมื่อยังอยู่ดีก็ดีแล้ว ข้าและแม่นางจะกลับไปที่ตำหนักแลกสมบัติก่อนและถ้าหากมีเวลาว่างก็มาเยี่ยมบ้างแล้วกัน ”

“ได้ แน่นอนอยู่แล้ว ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

พูชิได้หันหน้าไปหามู่ชิงและฉีดงพร้อมทั้งพูดว่า

“ผู้อาวุโสทั้งสองข้าต้องขอรบกวนด้วย ลาก่อน ”

“ที่ไหนกัน สหายพูชิเดินระวังๆด้วยแล้วกัน ”

มู่ชิงได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

พูชิได้หันหลังกลังไปพร้อมกับพยักหน้าให้หลินเทียนแล้วจากไป , ที่นี่คือสำนักจิ่วหยางดังนั้นการที่พวกเขาอยู่ที่นี่มันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่แล้วอีกอย่างเขาก็สัมผัสได้ว่าเหมือนมู่ชิงและฉีดงต้องการจะพูดอะไรบางอย่างกับหลินเทียน

“เอาล่ะน้องชายอย่าลืมมาเล่นกับพี่สาวล่ะ ”

ซินเหยาได้พูดออกมาด้วยท่าทางยั่วยวนและส่งผลให้ผู้คนรอบข้างได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่อิจฉาตาร้อน

หลินเทียนเองก็ถึงกับหมดคำพูดไปทันทีเพราะว่าหญิงนางนี้กำลังทำให้ทุกคนเกลียดเขา หากว่ามันไม่ได้เป็นเพราะว่าเขาแข็งแกร่งแล้วล่ะก็ผู้คนรอบข้างคงพากันจัดการเขาไปแล้ว

ไม่นานพูชิและซินเหยาก็ได้จากไป

จนถึงตอนนี้เองที่มู่ชิงได้หันหน้ากลับมาหาเขาพร้อมกับพูดว่า

“เจ้าหนู ตามพวกเรามา ”

เมื่อพูดจบแล้วมู่ชิงและฉีดงก็ได้หันหลังเดินไปทันที

หลินเทียนรู้ดีอยู่แล้วว่าพวกเขามีเรื่องต้องการจะถามเขาดังนั้นถึงไม่ลังเลเลยที่จะเดินตามหลังพวกเขาไป

ไม่นานพวกเขาก็ได้ไปถึงที่ห้องๆหนึ่งชั้นที่ 3 ตำหนักศิษย์แต่ระหว่างทางพวกเขาก็ได้เดินไปพบกับซูชูวที่กำลังแสดงสีหน้าหงุดหงิดดังนั้นนางถึงได้ตามมาด้วย

“นั่งตามสบาย ”

มู่ชิงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลังจากนั้นมู่ชิงและฉีดงก็นั่งลงทันที

หลินเทียนนั้นเดินไปเลือกนั่งเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ

“เหอะ ! ”

ซูชูวได้แสยะออกมาพร้อมกับจ้องมองเขาด้วยนัยน์ตาเบิกกว้าง

หลินเทียน

“……..”

หญิงนางนี้ทำท่าทางเหมือนว่าเขาไปเอาเปรียบอะไรนางสักอย่าง

มู่ชิงและฉีดงเองก็ได้มองไปยังท่าทางไม่พอใจของซูชูวและอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

“เอาล่ะหนูซู หากว่าไม่พอใจอะไรหลังจากที่คุยกันเสร็จแล้วเจ้าค่อยไประบายอารมณ์กับเขาสองคนแต่ตอนนี้เก็บสายตาของเจ้าก่อน จ้องจนตาจะหลุดออกมาแล้ว ”

ฉีดงได้หยอกล้อออกมา

ซูชูวได้แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาทันทีพร้อมทั้งแสยะแล้วเดินไปนั่ง

จนถึงตอนนี้เองที่มู่ชิงได้มองไปทางหลินเทียนแล้วพูดว่า

“เจ้าหนู ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมลึกลับที่โด่งดังในเมือเราคือเจ้า ? ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วหูของซูชูวก็ผึ่งโดยทันที

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับตอบกลับว่า

“ขอรับ ”

ในเมื่อเอาตราแม่ทัพออกมาแล้วเขาก็รู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถปิดบังเรื่องข่ายอาคมได้อีกต่อไป

“เป็นเจ้าจริงๆงั้นรึ ? ”

ซูชูวได้แต่จ้องตาถลน

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ใช่ ข้าเอง ”

“เมื่อสามเดือนก่อนตอนที่เจ้ามาขอยืมเงินข้าก็เพราะว่าเริ่มศึกษาข่ายอาคม ? ”

“อื่ม ใช่แล้ว ”

ซูชูวได้พูดต่อด้วยนัยน์ตาที่เบิกกว้างเช่นเดิมว่า

“อยู่ในระดับ 3 เป็นอย่างน้อย ? ”

“อื่ม ใช่แล้ว ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

ซูชูวในตอนนี้ได้แต่จ้องมองไปทางเขาเหมือนสัตว์ประหลาด แม้ว่าจะได้รับการยืนยันว่าหลินเทียนเป็นปรมาจารย์ลึกลับคนนั้นที่หน้าสำนักแต่เมื่อได้ยินอีกครั้งแล้วนางก็อดแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาไม่ได้ อายุ 16 ปี เขตแดนชีพจรเทวะแถมยังเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 3 นี่มันไม่เคยมีผู้มีพรสวรรค์ระดับนี้มาก่อน !

“เจ้านี่ !”

ซูชูวไม่ได้พูดอะไรต่อแต่แสดงท่าทางเหมือนอยากจะงับเขาสักครั้ง

มู่ชิงและฉีดงที่เตรียมใจมาก่อนแล้วก็ยังต้องประหลาดใจไป

หลังจากที่เงียบไปมู่ชิงและฉีดงก็ได้มองไปที่กันและกันก่อนที่จะมองกลับไปทางหลินเทียนด้วยท่าทางจริงจังแล้วพูดว่า

“ข้ามีเรื่องจะถามหน่อย ดูเหมือนว่าเบื้องหลังเจ้าจะมีผู้อาจารย์ที่แข็งแกร่งอยู่สินะ ? ”

“นี่……….”

หลินเทียนได้แต่ขมวดคิ้ว

หลินเทียนไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ทั้งสองคนคิดว่าเขามีอาจารย์อยู่เบื้องหลังแต่เขาก็พอเดาได้ว่ามันเป็นเพราะข่ายอาคมนั้นไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้และเขาได้เตรียมข้ออ้างไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ณ ตอนนี้หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับคำถามนี้แม้เขาจะประหลาดใจแต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่

มู่ชิงที่เห็นท่าทางลังเลของหลินเทียนเองก็ได้พูดออกมาว่า

“เจ้าหนู ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเพราะว่าที่นี่เป็นที่ของผู้อาวุโสเท่านั้นดังนั้นที่นี่ไม่มีใครได้ยินการสนทนาของเราแน่นอนส่วนเรื่องของเราสามคนนั้นเจ้าเองก็น่าจะวางใจได้ว่าเราไม่ทำเรื่องที่เป็นอันตรายกับเจ้าแน่นอน ”

หลินเทียนได้ทำท่าคิดก่อนที่จะตอบกลับไปว่า

“ขอรับ”

มู่ชิงและฉีดงได้มองไปที่กันและกันด้วยประกายตาที่เปลี่ยนไป

ซูชูวที่อยู่ข้างๆเองก็ได้แต่ชะงักไป

“มีอาจารย์อยู่จริงๆงั้นรึ ?! ”

“ใช่”

ซูชูวได้ถามต่อว่า

“ตอนไหนกัน ?”

“สามเดือนก่อน ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

ฉีดงได้ถามต่อว่า

“หลังจากที่บ้านตระกูลหลินถูกเผา ? ”

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ใช่ขอรับ หลังจากที่บ้านหลักตระกูลหลินถูกเผาไปโดยลูกน้องตระกูลโม่ข้าก็ได้แอบหนีไปหลบอยู่บนภูเขากับหลินซี่และได้พบกับท่านอาจารย์ที่นั่น หลังจากนั้นข้าได้รับเคล็ดวิชาบ่มเพาะและเทคนิคเกี่ยวกับข่ายอาคม ”

หลินเทียนได้รับเคล็ดวิชาซือจี่ที่นั่นดังนั้นการที่จัดเรียงเวลาไว้ตอนเดียวกันก็เป็นอะไรที่เหมาะมากๆ

“จริงงั้นรึ ! ”

มู่ชิงได้ถอนหายใจออกมาเพราะว่ามันเป็นเหมือนกับที่พวกเขาคาดการณ์ไว้จริงๆ หลังจากที่นิ่งไปเขาก็ได้ถามต่อด้วยท่าทางที่จริงจังว่า

“เจ้าหนู งั้นข้าถามหน่อยได้ไหมว่าอาจารย์ของเจ้ามีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร ? ”

ซูชูวที่อยู่ข้างๆเองก็เงียบไปเช่นกันขณะที่จ้องมองไปที่ใบหน้าของหลินเทียนโดยไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย

“นี่…….”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ต้องขออภัยด้วยขอรับแต่ให้พูดกันตามตรงแล้วข้าเองก็ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์มีชื่อว่าอะไรแต่ท่านได้บอกเอาไว้ว่าหากข้าตัดผ่านไปยังเขตแดนผู้รอบรู้ได้เมื่อไหร่แล้วก็จะกลับมาหาข้า หลังจากนั้นท่านก็หายไปเลย ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วท่าทางของมู่ชิงและฉีดงได้เปลี่ยนไปอย่างมาก

“เขาบอกว่าหลังจากที่ตัดผ่านไปยังเขตแดนผู้รอบรู้แล้วจะกลับมาหาเจ้างั้นหรอ ? ”

มู่ชิงได้ถามออกมา

“ขอรับ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

มู่ชิงและฉีดงได้แต่มองไปที่กันและกันโดยอดที่จะสูดหายใจเข้าลึกไม่ได้

“ท่านผู้อาวุโสเป็นอะไรไป ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

มู่ชิงได้แต่ฝืนยิ้มพร้อมทั้งพูดว่า

“ดูเหมือนว่าอาจารย์ของเจ้าจะไม่ธรรมดาเลยนะที่จะกลับมาหาเจ้าตอนที่ตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ นี่มันหมายความว่าเขตแดนนั้นคือเงื่อนไขขั้นต่ำของเขาซึ่งเรียกได้ว่าตัวของเขาอาจจะอยู่ในเขตแดนจักรพรรดินภาหรืออาจจะสูงกว่านั้นก็ได้ เป็นตัวตนที่อยู่ในตำนาน ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วซูชูวเองก็ได้แต่มองไปทางหลินเทียนด้วยท่าทางที่ตกตะลึง

“หลังจากเขตแดตจักรพรรดินภายังมีเขตแดนที่สูงกว่าอีก ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจ

มู่ชิงได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“มีแต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไรเพราะว่ามันเป็นเขตแดนในตำนานไม่ใช่อะไรที่ตัวตนอย่างเราจะสัมผัสได้ ”

“นี่……….”

หลินเทียนได้แต่ชะงักไปเพราะว่าหลังจากเขตแดนจักรพรรดินภานี่ยังมีเขตแดนที่สูงกว่านั้นอีกงั้นรึ ?

อย่างไรก็ตามเขารู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากเพราะหากว่าเขตแดนจักรพรรดินภาเป็นที่สิ้นสุดแล้วแต่จี่จิงหลินนั้นไม่ได้อยู่ในเขตแดนนั้นแน่นอน รอยแยกมิติสีแดงยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาเพราะนั่นดูไม่เหมือนทักษะเลยแม้แต่น้อย

มู่ชิงได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“เอาล่ะเจ้าหนู ในเมื่อเจ้ามีอาจารย์ที่แข็งแกร่งดังนั้นหลังจากนี้เจ้าได้สัมผัสเขตแดนที่สูงกว่าจักรพรรดินภาแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นด้วยพรสวรรค์ของเจ้าแล้วต่อให้ไม่มีอาจารย์เจ้าก็สามารตัดผ่านไปเขตแดนจักรพรรดินภาด้วยตัวเองเพื่อไปยังโลกอื่นได้อย่างแน่นอน ”

หลินเทียนได้ฝืนยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ท่านผู้อาวุโสก็คาดหวังในตัวข้าเกินไป ”

ตัดผ่านเขตแดนจักรพรรดินภามันจะเป็นเรื่องง่ายได้อย่างไรกัน

“อะไรกัน ข้าพูดความจริงทั้งนั้น ”

มู่ชิงได้ส่ายศีรษะของเขา

ในห้องนี้พวกเขาได้สนทนากันอยู่นานก่อนที่ซูชูวจะเดินตามเขากลับไป ตลอดทางนางเอาแต่ต้องมองที่เขาเหมือนว่าตัวเขาเป็นสัตว์หายากอะไรแบบนั้น

“นี่ซูวชูวน้อย เจ้ามองเสร็จหรือยัง ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางหมดคำพูด

“แหวะ ! เรียกข้าว่าศิษย์พี่ ! ”

ซูชูวได้พูดออกมา

หลินเทียนได้แต่พูดด้วยท่าทางละเหี่ยใจว่า

“ข้าอายุมากกว่าเจ้าจะให้เรียกเจ้าว่าศิษย์พี่นี่มันดีงั้นหรอ ? ”

หลังจากที่เขาพูดจบซูชูวก็ยกเท้าเตะเขาโดยทันที

“อวดดีนักนะ !”

ซูชูซได้พูดออกมาด้วยท่าทางมีน้ำโห

หลินเทียนอดหัวเราะออกมาไม่ได้เพราะว่าท่าทางป่าเถื่อนของนางนี่มันดูน่ารักจริงๆ

หลังจากที่ทะเลาะกับนางแล้วเขาก็เดินไปอีกทาง

“เจ้าจะไปไหน ? ”

ซูชูวได้ถามออกมา

“ข้าว่าจะไปเลือกทักษะเขตแดนชีพจรเทวะเสียหน่อย ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

ซูชูวได้พยักหน้าพร้อมกับมองไปทางเขาด้วยสีหน้าแปลกๆแล้วพูดว่า

“จะพูดก็พูดแต่เจ้ามีอาจารย์จริงๆงั้นหรอ ? ไม่ใช่ว่าถ่ายทอดเคล็ดวิชาบ่มเพาะให้เจ้า ? ที่ฟังมาจากเฒ่ามู่คืออาจารย์ของเจ้าน่าจะแข็งแกร่งมากๆดังนั้นเคล็ดวิชาบ่มเพาะของเจ้าคงไม่ธรรมดาๆแล้วทำไมเจ้ายังต้องการทักษะของที่นี่อีก ? ”

“เจ้าถามได้ถูกแล้ว ”

หลินเทียนได้พูดออกมาว่า

“ท่านได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะเคลื่อนไหวให้ข้าเท่านั้น ”

ซูชูวได้ทำความเข้าใจโดยทันทีพร้อมกับพูดว่า

“ดังนั้นเจ้าถึงได้มาที่นี่เพื่อขโมยทักษะ ? ”

“…….”

หลินเทียนถึงกับแสดงสีหน้าที่อับอายออกมา พูดแบบนี้ได้ไงกัน !