0 Views

เวลาพักครึ่งชั่วโมงได้จบลงซึ่งหลินเทียนเองก็ได้ฝากหลินซี่ไว้กับคนชายชราที่เขาเคยรู้จักก่อนที่จะรวมกลุ่มกับผู้รับการทดสอบคนอื่นๆ ภายใต้การนำของผู้ตัดสินนั้นพวกเขาก็ได้ไปถึงสถานที่ทดสอบแห่งที่สองอย่างรวดเร็ว

การทดสอบด่านที่สองนั้นคือการทดสอบสภาพจิตใจ

เส้นทางผู้บ่มเพาะนั้นเต็มไปด้วยการขึ้นและลง พรสวรรค์นั้นเป็นส่วนสำคัญก็จริงแต่สภาพจิตใจเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากว่ามีเพียงพรสวรรค์ที่แกร่งกล้าทว่าขาดความมุ่งมั่นแล้วความสำเร็จในภายภาคหน้าก็จะธรรมดาๆหรือบางทีอาจจะแย่กว่าคนอื่นๆที่ด้อยพรสวรรค์กว่าด้วยซ้ำ

ต้องรู้ก่อนนะว่าสังคมปัจจุบันนั้นมีสิ่งล่อลวงมากมายไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่ง อำนาจหรือแม้แต่ตัณหา สำหรับผู้บ่มเพาะพลังแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอาวุธร้ายแรงซึ่งหากว่าไม่ได้มีจิตใจที่มั่นคงพอแล้วก็อาจจะพ่ายให้กับสิ่งเหล่านี้พร้อมทั้งเสียแรงผลักดันไปในท้ายที่สุด

ดังนั้นพรสวรรค์นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

จิตในที่มั่นคงเองก็สำคัญไม่แพ้พรสวรรค์เลยแม้แต่น้อย

สถานที่ทดสอบของสำนักจิ่วหยางนั้นถูกจัดวางข่ายอาคมลวงตาเอาไว้โดยผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้หยั่งรู้ซึ่งมีไว้ใช้สำหรับทดสอบสภาพจิตใจของผู้เข้ารับการทดสอบ

หลินเทียนนั้นได้เดินตามผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆก่อนที่จะไปถึงสวนด้านหลังของสำนัก

โม่เซินและเสี่ยวหยุนที่อยู่ในหมู่คนเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่น่าเกลียดออกมาขณะที่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยแววตาดั่งเช่นอสรพิษร้าย

“ผู้อาวุโสโม่ ในที่สุดท่านก็กลับมา ”

ผู้ตัดสินที่อยู่หัวแถวซึ่งรับผิดชอบการทดสอบด่านที่สองเองก็ได้หยุดเท้าลงก่อนที่จะพูดออกมา

เห็นเพียงแค่ชายวัยกลางคนที่อายุราว 47 ปีกำลังปลดปล่อยกลิ่นอายที่ให้ความรู้สึกเงียบสงบ

หลังจากที่ได้เห็นชายวัยกลางคนๆนี้แล้วท่าทางของโม่เซินเองก็เปลี่ยนเป็นมีความสุขขึ้นมาทันทีก่อนที่จะเดินเข้าหาชายคนนั้น

“ท่านลุง ”

หลังจากที่เดินเข้าหาชายคนนั้นแล้วโม่เซินก็ได้เรียกออกมาอย่างเคารพ

ชายวัยกลางคนเองก็ได้พยักหน้าให้กับเขาก่อนที่จะกวาดตามองผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆพร้อมทั้งละสายตากลับมาที่ผู้ตัดสินพลางพูดว่า

“ได้ข่าวว่ามีผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับเก้าดาราอยู่ด้วย ? ”

ผู้ตัดสินที่กำลังจะตอบเองก็ได้ถูกตัดบทโดยโม่เซิน

“เป็นไอ้เจ้ากระจอกจากตระกูลหลินนั่นแหละ ”

โม่เซินได้ชี้ไปทางหลินเทียนโดยทันที

ชายวัยกลางคนๆนี้มีชื่อว่าโม่ยี่ซึ่งเขาเป็นคนจากตระกูลโม่ของเมืองนี้แถวยังเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักนี้ด้วย หลังจากที่ได้ยินคำพูดของโม่เซินแล้วเขาก็ได้แต่มองหลินเทียนด้วยสายตาที่ดุร้าย

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ถอนสายตากลับมาก่อนที่จะมองไปยังผู้ตัดสินตรงหน้าพลางพูดว่า

“นำพวกเขาไปยังสถานที่ทดสอบแล้วก็อธิบายธรรมเนียมปฏิบัติของเราด้วย ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เดินไปทางสวนด้านหลังโดยทันที

สำหรับการทดสอบด่านที่สองนั้นจะมีผู้อาวุโสของสำนักมาคอยสังเกตการณ์บ้างเป็นบางครั้งทว่าหลานของเขาผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ระดับห้าดาราอย่างโม่เซินมาเข้ารับการทดสอบดังนั้นถึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะต้องมาชมด้วยตัวเอง

“ฮึ้ม ! ”

โม่เซินได้แสยะออกมาหลังจากที่กวาดตามองไปทางหลินเทียนก่อนที่จะเดินตามหลังโม่ยี่ไปทางสวนด้านหลังสำนัก

ท่าทางของหลินเทียนนั้นราบเรียบเป็นอย่างมาก เขาได้แต่ดูถูกการกระทำของโม่เซินก่อนที่จะเดินตามหลังฝูงชนไปก่อนที่จะไปถึงสถานที่ทดสอบด่านที่สอง

“ก้าวไปข้างหน้า หลังจากนี้พวกเจ้าจะได้เผชิญหน้ากับข่ายอาคมลวงตาซึ่งมันเป็นการทดสอบด่านที่สองของเราการทดสอบนี้แบ่งออกเป็นสามด่าน เวลาจำกัดของมันคือสี่ชั่วโมง ผู้ที่ก้าวออกมาได้เร็วกว่าคนอื่นก็หมายความว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่มีจิตใจกล้าแกร่งกว่าคนอื่น หากว่าผ่านสี่ชั่วโมงไปแล้วแต่ยังไม่ได้ก้าวออกมาก็ถือว่าหมดสิทธิและจะถูกขับออกจากการทดสอบนี้ ”

ผู้ตัดสินได้พูดออกมา

ขณะที่เขาพูดจบแล้วผู้เข้ารับการทดสอบเองก็เริ่มที่จะเดินเข้าไปใจกลาง

“เริ่มได้ ! ”

หลังจากที่เห็นผู้เข้ารับการทดสอบเข้าไปประจำตำแหน่งแล้วผู้ตัดสินก็ได้ตะโกนออกมาอย่างดัง

หลินเทียนที่กำลังยืนอยู่เองก็พบว่าทันทีที่สิ้นเสียง ‘เริ่มได้’ นั้นภาพตรงหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที ภาพเบื้องหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยภูตผีปีศาจมากมายที่กำลังแสดงท่าทางข่มขู่มาทางเขารวมถึงปีศาจที่กำลังมุ่งหน้ามาทางเขาซึ่งในมือของมันเต็มไปด้วยเชือกและขวานเล่มใหญ่เหมือนว่ามันพร้อมที่จะลากเขาลงไปสู่ขุมนรกเอวจีได้ทุกเมื่อ

ท่าทางของหลินเทียนในตอนนี้ก็ยังคงราบเรียบอยู่เช่นเคยเหมือนดั่งว่าตัวเขาไม่ได้แยแสภาพตรงหน้านี้เลยแม้แต่น้อย

หลังจากที่ผ่านพ้นความตายมาได้อย่างฉิวเฉียดนั้นเขาจะไปกลัวไอ้ภูตผีพวกนี้ได้เยี่ยงไรกัน ?

เขายังคงยืนอยู่ ณ จุดเดิมโดยที่ไม่ขยับไปไหนโดยปล่อยให้ภูตผูปีศาจที่พุ่งเข้ามาโจมตีเขาทะลุผ่านตัวไปเฉยๆ

การทดสอบแรกผ่านแล้ว !

“ไม่เห็นจะเท่าไหร่ ”

เขาได้แต่คิดอยู่ภายในใจ

ชั่ววินาทีต่อมานั้นภาพตรงหน้าของเขาก็ได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง ดวงอาทิตย์สว่างไสวอยู่สุดขอบฟ้าพร้อมทั้งกองกำลังมากมายที่สามารถทำให้โลกต้องสั่นสะเทือนกำลังมุ่งหน้ามาทางเขาโดยที่กวัดแกว่งหอกแหลมเอาไว้ในมือ

หลินเทียนเองก็ยังคงยืนอยู่อย่างเงียบสงบโดยที่ท่าทางของเขายังไม่ได้เปลี่ยนไปเช่นเคย

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก่อนนั้น ในภาพความฝันบนยอดภูเขานอกเมืองของเขาได้พบกับการห้ำหั่นกันของร่างเก้าร่างที่สามารถฉีกท้องฟ้าและผืนดินออกเป็นชิ้นๆได้

หากว่าเทียบกันแล้วกองทัพเหล่านี้มันจะถือว่ายังไง ?

กองทัพมากกว่าหลายพันคนได้มุ่งหน้ามาทางเขาซึ่งตอนนี้เองที่ภาพมายาไม่สามารถต้านทานได้ก่อนที่กองทัพทั้งหมดจะสูญสลายไปเป็นผงธุลี

การทดสอบที่สองได้ผ่านไป !

“การทดสอบสุดท้าย”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

การทดสอบด่านสุดท้ายนั้นเขาได้ปรากฏอยู่ท่ามกลางคฤหาสน์หรูหราซึ่งกลิ่นอายภายในนั้นหอมหวานเป็นอย่างมาก ตรงหน้าเขาเต็มไปด้วยหญิงสาวรูปร่างผอมบางกว่าหลายสิบนางซึ่งเผยให้เห็นถึงบางส่วนของตัวเองขณะโยกย้ายร่างกายที่ยั่วยวนมาทางเขา

หญิงสาวนับสิบเองก็เริ่มขยับเลือนร่างอันยั่วยวนของเธอเหมือนดั่งภูตพราย

“มานี่สิ ! ”

เสียงเชื้อเชิญของหญิงสาวได้ถูกเปล่งออกมาซึ่งตอนนี้เองที่เธอใช้เลือนร่างอันงดงามถูไถไปตามร่างกายของหลินเทียนก่อนที่จะถอดชุดออกทีละชิ้น ท้ายที่สุดแล้วหญิงสาวเหล่านี้ก็ได้เผยให้เห็นถึงเรือนร่างไร้การปกปิดพลางแสดงท่าทางยั่วยวนอยู่ตรงหน้าหลินเทียน

นี่มันเป็นสิ่งยั่วยวนที่ทำให้ผู้ชายทุกคนล้วนเดือดพล่าน

หลินเทียนเองก็ยังคงยืนอย่างสงบนิ่งโดยที่แสดงสีหน้าที่เย้ยหยันออกมา

เพิ่งจะรอดตายมาได้อย่างฉิวเฉียดแถมยังหยุดมาที่โลกนี้ด้วย เมื่อผ่านเรื่องราวระหว่างเสี่ยวหยุนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ เขาได้ตระหนักถึงความจริงว่า หากว่าไม่มีความมั่งคั่งหรือพลังอำนาจแล้วสาวงามก็เปรียบได้ดั่งฟองสบู่ในอากาศที่พร้อมจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ

ตอนนี้ เขาไม่เหลืออะไรเลยดังนั้นสำหรับเขาแล้วสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น

ขณะที่อยู่ภายในคฤหาสน์แห่งนี้นั้นหัวใจเขาแกร่งดั่งหินผา ไม่ว่าอะไรก็มิสามารถสั่นคลอนมันได้

ตอนนี้สิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำคือการบ่มเพาะพลัง มีเพียงพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น

ข้างๆสนามนี้โม่ยี่เองก็กำลังกอดอกของตัวเองเอาไว้ขณะที่ข้างกายเขามีผู้อาวุโสสองคนจากสำนักแห่งนี้ที่มีชื่อว่ามู่ชิงและฉีดง

“การทดสอบครั้งนี้มีผู้มากพรสวรรค์อยู่มากมาย เจ้าว่าใครจะเป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบด่านที่สองนี้เป็นคนแรกกัน ”

มู่ชิงได้เอ่ยปากออกมา

ชายคนนี้ได้แต่จ้องมองไปยังหลินเทียนที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่วางตา

ชายชราที่รับผิดชอบการมดสอบด่านที่หนึ่งได้รายงานกับเขาและผู้อาวุโสคนอื่นๆซึ่งสำหรับเขาแล้วผู้มีพรสวรรค์ระดับเก้าดารานี้เป็นเหมือนดั่งความหวัง

“ตอบยากเหมือนกันแหะ สภาพจิตใจและพรสวรรค์เองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันดังนั้นบางคนถึงแม้ว่าพรสวรรค์จะสูงมากๆแต่กลับมีสภาพจิตใจที่เปราะบาง บางคนแม้จะไม่มีพรสวรรค์ด้านการบ่มเพาะพลังเลยแต่กลับมีจิตใจที่มั่นคงและแน่วแน่จนน่ากลัว ”

ฉีดงได้ส่ายศีรษะของเขา

“โม่ยี่ ท่านคิดว่าไง ”

“เหมือนกัน ”

ฉีดงเองก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“แต่ไม่ว่าพรสวรรค์ของเด็กพวกนี้จะกล้าแกร่งขนาดไหนแต่สภาพจิตใจคงไม่สามารถเทียบเคียงกับเจ้าหนูโม่จี่ได้ สำหรับข้าแล้วเขาเป็นเด็กที่แข็งแกร่งที่สุดที่ข้าได้เคยพบเจอตั้งแต่เกิดมาเลยก็ว่าได้ ”

“นี่ก็จริง จิตใจของเจ้าหนูนั่นน่ากลัวมากเหมือนว่าเกิดมาเพื่อการต่อสู้เลยก็ว่าได้ ”

มู่ชิงได้ให้การสนับสนุนความคิดเห็น

โม่จี่นั้นเป็นหลานของโม่ยี่ดังนั้นหลังจากที่ได้ยินพวกเขาสองคนพูดแบบนี้แล้วก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมา

“เจ้าหนูโม่เซินเองก็ได้รับอิทธิพลจากพี่ชายมาด้วยดังนั้นคงไม่ห่างชั้นกันมาก ข้าว่าผู้ที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดที่จะผ่านการทดสอบเป็นคนแรกต้องเป็นเจ้าหนูโม่เซินอย่างแน่นอน ”

โม่ยี่ได้พูดออกมา

ฉีดงเองก็ได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“มีความเป็นไปได้อยู่สูงมาก ”

“ก่อนหน้านี้โม่จี่ใช้เวลาไปเท่าไหร่กันนะ รู้สึกว่าจะเป็นครึ่งชั่วโมงสินะ ”

“ใช่ ครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ก็ผ่านไปสิบห้านาทีแล้ว เรายังไปพักผ่อนกันก่อนได้ ”

พวกเขาทั้งสามคนได้พูดออกมา

อย่างไรก็ตามชั่ววินาทีนี้เองที่ท่าทางของทั้งสามคนได้เปลี่ยนไปอย่างมาก

หลินเทียนที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาได้ลืมตาตื่นขึ้นมา

“นี่มันอะไรกัน ? ”

“นี่…..”

ท่าทางของพวกเขาทั้งสามคนถึงกับเปลี่ยนสีไปทันที

ในลานนี้หลินเทียนได้กวาดตามองไปที่ผู้รับการทดสอบคนอื่นๆอย่างราบเรียบก่อนที่จะหยุดอยู่ที่ผู้ตัดสินซึ่งกำลังจ้องมองที่เขาด้วยนัยน์ตาเบิกกว้าง

“นี่….”

ผู้ตัดสินที่มีหน้าที่รับผิดชอบการทดสอบนี้เองก็ถึงกับแข็งค้างไปกับฉากตรงหน้านี้โดยทันที

ผ่านการทดสอบได้ภายในสิบห้านาที !