0 Views

บรรยากาศภายในป่าสัตว์อสูรนั้นค่อนข้างอึมครึมแถมตอนนี้ยังเป็นช่วงกลางคืนดังนั้นถึงมีแสงที่ลอดผ่านใบไม้ลงมาอย่างเบาบางและมันทำให้พื้นที่โดยรอบปกคลุมไปด้วยความมืดมิด หลินเทียนและซินเชิงหยุนที่เพิ่งเข้าไปนั้นสามารถได้ยินเสียงคำรามขอสัตว์อสูรพร้อมทั้งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอสูรอันเข้มข้นได้อย่างชัดเจน

“ส่วนตรงนี้เป็นของสัตว์อสูรระดับ 1 และ 2 , เราผ่านมันไปเลย ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“เข้าใจแล้ว ”

ซินเชิงหยุนได้พยักหน้าตอบ

ส่วนรอบนอกของป่านั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับต่ำที่อ่อนแอซึ่งสามารถให้ซินเชิงหยุนจัดการได้สบายๆดังนั้นถึงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ละแวกนี้ ณ ตอนนี้หลินเทียนได้นำซินเชิงหยุนเดินเขาไปด้านในอย่างรวดเร็ว

“โฮ๊ก!! ”

สัตว์อสูรได้กระโจนเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว

มันเป็นสัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลายซึ่งร่างกายปกคลุมไปด้วยขนสีแดงเข้มแถมสายตาของมันยังดูน่ากลัวอย่างมาก

“ให้เจ้าจัดการแล้วกัน ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

สัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลายนั้นมีพลังเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ซึ่งการมอบให้ซินเชิงหยุนจัดการก็สามารถช่วยเพิ่มความสามารถให้กับอีกฝ่ายได้

“ได้ ! ”

ซินเชิงหยุนได้ตอบกลับไปพร้อมทั้งก้าวไปด้านหน้าโดยทันที

หลังจากที่ผ่านไปไม่นานคลื่นกระบี่ก็ได้พุ่งสังหารสัตว์อสูรตัวนั้นจนตกตายลง

หลินเทียนได้ก้าวออกไปชำแหละเอาแก่นอสูรส่งให้ซินเชิงหยุนพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“เวลาต่อสู้อย่าพยายามเคลื่อนไหวอย่างสิ้นเปลือง จำเอาไว้ว่าให้สังหารศัตรูให้ได้อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญอย่าให้ต้องเคลื่อนไหวครั้งที่สองเพราะยิ่งเคลื่อนไหวเยอะก็จะเปลืองพลังฉีมากขึ้นแถมยังไม่ได้ประโยชน์อะไรด้วย ”

ซินเชิงหยุนได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ข้าจะจำเอาไว้ ”

“เอาล่ะ ไปกันต่อเลย ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ตรงจุดที่เขาอยู่นั้นอยู่ห่างจากขอบป่าประมาณ 3 กิโลเมตรซึ่งภายในเขตนี้มีแต่สัตว์อสูรระดับ 3 เป็นส่วนใหญ่ เขาและซินเชิงหยุนได้ออกตามหาสัตว์อสูรต่างๆเพื่อต่อสู้จนช่วงเวลากลางคืนได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว วันนี้ซินเชิงหยุนได้สังหารสัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลายเพิ่มไปกว่า 6 ตัว

“พี่เขย พักก่อน”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาก่อนที่จะทรุดลงกับพื้น

หลินเทียนได้กระโดดลงมาจากต้นไม้พร้อมทั้งยิ้มออกมาเล็กน้อย พูดก็พูดแล้วความสามารถของซินเชิงหยุนนี่ก็ถือว่าดีมากๆหากเทียบกับคนอื่นๆในระดับเดียวกัน เขาได้กวาดตามองไปเล็กน้อยพร้อมทั้งเริ่มการหมุนวนเคล็ดวิชาเพื่อรวมพลังฉีมาที่หมัดขวาและฝึดทักษะหมัดสังหารต่อไป

หลังจากที่อยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 5 แล้วหลินเทียนก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญระดับ 9 แล้วและตอนนี้เขาสามารถเริ่มฝึกทักษะหมัดสังหารได้อย่างจริงๆจังๆโดยไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะไม่สามารถรับไหว

ขณะที่พลังฉีได้ถ่ายเทไปที่ฝ่ามือนั้น กำปั้นของเขาได้ส่องแสงและปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่ากลัวออกมา

“พี่เขย ท่าน….”

ซินเชิงหยุนได้แต่ผงะไป

“ข้ากำลังฝึกฝนทักษะหมัดน่ะ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ส่ายศีรษะอยู่ภายในใจเพราะหากว่าเทียบกับตอนที่สู้กับมู่จี่เซียงนั้นแม้ว่าตอนนี้หมัดของเขาจะสามารถรวมพลังฉีเอาไว้ได้มากมายก็จริงแต่เขาก็ไม่สามารถควบคุมพลังที่ปั่นป่วนนั้นได้

“ดูเหมือนว่ายังต้องใช้เวลาฝึกฝนอีกสักระยะ ”

หลินเทียนได้คิดอยู่ภายในใจ

ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆก่อนที่ซินเชิงหยุนจะฟื้นฟูพลังกลับมาได้ทั้งหมดตอนที่พระอาทิตย์อยู่กลางศีรษะ

“บ่ายแล้ว ”

ซินเชิงหยุนได้ส่งเสียงออกมา

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบพร้อมทั้งพูดว่า

“ไปกันต่อเลย ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้นำซิงเชิงหยุนเดินไปอีกทางเพื่อหาสัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลายตัวต่อไป

หลังจากที่เป็นช่วงบ่ายนั้นทำให้ภายในพื้นที่นี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรและผู้เชี่ยวชาญมากมาย บางคนมาที่นี่ก็เพราะต้องการจะมาหาประสบการณ์ล้วนๆแต่บางคนก็มาเพื่อจะหาสมบัติเพราะถึงอย่างไรก็ตามภายในพื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นสรวงสวรรค์ของสัตว์อสูรแต่มันยังเป็นแหล่งรวมสมบัติล้ำค่าด้วย

หลังจากที่ผ่านไปอีก 2 ชั่วโมงแล้วซินเชิงหยุนก็ได้สังหารสัตว์อสูรไปมากมาย

ณ ตอนนี้สัตว์อสูรอีกตัวได้กระโจนเข้ามาด้วยดวงตาสีเขียวมรกตพลางปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่ากลัวออกมา

สัตว์อสูรระดับ 5 ช้างทมิฬ !

“ถอยกลับไป ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของซินเชิงหยุนก่อนที่จะเหวี่ยงหมัดออกไปด้านหน้า

โครม ! หมัดนี้ได้ปะทะเข้ากับร่างของช้างทมิฬอย่างจัง !

มันได้กระเด็นออกไปเล็กน้อยแต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย

“ช้างทมิฬมีระดับพลังเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 5 หนังของมันหนาและเหนียวเหมือนกำลังสวมเกราะของเทพเอาไว้ ขนาดผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ตอนปลายยังยากต่อการสร้างบาดแผลให้มันเลยด้วย แล้วที่นี่มันมีสัตว์อสูรแบบนี้หลุดเข้ามาได้ไงกัน ! ”

ซินเชิงหยุนได้โห่ร้องออกมาด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

สัตว์อสูรระดับ 5 อย่างช้างทมิฬนั้นต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ตอนปลายยังต้องปวดหัวเพราะว่ามันสามารถเป็นภัยคุกคามอีกฝ่ายได้แต่อีกฝ่ายต้องใช้ความสามารถไม่น้อยเพื่อที่จะฆ่ามัน

“เราหนีกันก่อนไหมพี่เขย ? ”

ซินเชิงหยุนได้ส่งเสียงออกมา

“ไม่เป็นไรหรอก ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะของเขา

เขาให้ซินเชิงหยุนถอยกลับไปก่อนที่จะก้าวเท้าไปข้างหน้า ก่อนหน้านี้เขาสัมผัสได้จากการโจมตีว่าสัตว์อสูรตนนี้แข็งแกร่งมากๆเพราะถึงอย่างไรก็ตามร่างกายในตอนนี้ของเขาเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 แต่ทำได้แค่ให้มันกระเด็นกลับไปไม่กี่ก้าวซึ่งมันเหมาะต่อการฝึกทักษะของเขาอย่างมาก

เขาจะต้องใช้ทักษะหมัดสังหารกับมัน !

“โฮ๊กกกก ! ”

มันได้ส่งเสียงคำรามออกมาอย่างดังก่อนที่จะจ้องมองไปทางหลินเทียนแล้วพุ่งเข้าใส่อย่างไว

หลินเทียนไม่ได้หลบแม้แต่น้อยแต่กลับพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายแทน

กระบี่ในมือขวาของเขาได้กวัดแกว่งออกไปพร้อมทั้งส่งทักษะกระบี่วายุสะท้านเข้าปะทะกับอีกฝ่ายจนก่อให้เกิดเสียง แกร๊ง แกร๊ง แกร๊ง ขึ้นทว่าก็ไม่สามารถทิ้งบาดแผลให้อีกฝ่ายได้ซึ่งสำหรับเขาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร, ตอนที่เขาได้ส่งคลื่นกระบี่ออกไปนั้นตัวเขาก็ได้ถ่ายเทพลังไปยังหมัดขวาไว้อย่างรวดเร็วก่อนแล้ว

หลังจากที่ผ่านไปได้ประมาณ 100 ลมหายใจเขาก็ได้ถอยกลับไปแล้วเหวี่ยงหมัดขวาอย่างรวดเร็ว

“โครม ! ”

ลำแสงได้พุ่งออกมาจากกำปั้นของเขาเหมือนสายฟ้าขนาดใหญ่ที่รวดเร็วและรุนแรง

การโจมตีนี้ได้ปะทะเข้ากับร่างของช้างทมิฬพร้อมทั้งส่งผลให้เกล็ดสีดำของมันหลุดออกโดยทันที

“พระเจ้า ! ”

ซินเชิงหยุนที่อยู่ห่างออกไปเองก็ได้แต่มองด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

นี่มันเป็นครั้งที่ 2 ที่หลินเทียนได้ใช้หมัดลำแสงนี้ซึ่งแม้ว่าตัวเขาจะได้เห็นอีกครั้งแต่ก็ยังรู้สึกประหลาดใจเช่นเคยเพราะว่าหมัดลำแสงนี้มันสร้างความเสียหายระยะไกลที่ดูแล้วน่าทึ่งยังไม่พอแต่ยังป้องกันได้ยากอีกด้วย ซินเชิงหยุนได้พบว่าการโจมตีครั้งนี้ของหลินเทียนมันดูรุนแรงกว่าครั้งก่อนมากๆแถมยังทำลายเกล็ดบนผิวของช้างทมิฬไปมากมาย

หลินเทียนได้จ้องมองไปทางช้างทมิฬพร้อมทั้งกำหมัดอีกครั้ง

“มาต่อกัน ”

เขาได้พูดออกมาอย่างราบเรียบ

ความโกรธของช้างทมิฬได้ปะทุออกมาก่อนที่ดวงตาสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำพร้อมทั้งกระโจนเข้าใส่หลินเทียนอย่างบ้าคลั่ง

ซินเชิงหยุนรีบกระโดดขึ้นไปอยู่บนต้นไม้อย่างไวพร้อมทั้งจดจ่อไปที่ร่างของหลินเทียน

“แกร๊ง ! แกร๊ง ! แกร๊ง ! ”

กระบี่ของหลินเทียนได้ฟาดฟันไปบนร่างของสัตว์อสูรช้างทมิฬ

อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ต้องการจะสังหารมันในตอนนี้แต่ที่ฟาดฟันออกไปก็เพื่อเบนความสนใจของมันเท่านั้น

หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ , เขาก็ได้ส่งหมัดลำแสงออกไปอีกครั้ง

ช้างทมิฬได้ส่งเสียงโอดครวญออกมาอย่างน่าสังเวชเพราะว่าการโจมตีครั้งนี้มันรุนแรงกว่ามาก เกล็ดของมันถูกขอดออกไปแถมยังมีเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุดซึ่งเป็นเหตุให้มันยิ่งคลั่งกว่าเดิม

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่ราบเรียบพร้อมทั้งจัดการกับมัน

เมื่อผ่านไปได้ประมาณ 15 นาทีแล้วหลินเทียนก็ได้ส่งหมัดออกมาอีกหลายครั้งจนทำให้ช้างทมิฬรู้สึกได้ถึงความกลัวเพราะว่าเกล็ดของมันหลุดออกจนเกือบจะหมดแล้วแถมทั้งตัวยังชโลมไปด้วยเลือด

“พระเจ้า ! ”

ซินเชิงหยุนได้แต่กลืนน้ำลายของตัวเองกลับลงไป

สัตว์อสูรที่ได้ชื่อเรื่องการป้องกันกลับได้รับบาดเจ็บมากมายขนาดนี้

หลินเทียนที่อยู่ตรงกลางยังคงแสดงสีหน้าที่ราบเรียบออกมาพร้อมทั้งฟาดฟันกระบี่ในมืออกไปตรงหน้า ความกลัวภายในดวงตาของช้างทมิฬได้ปะทุออกมามากกว่าเก่าก่อนที่จะส่งเสียงคำรามพร้อมทั้งกระโดดถอยหลังแล้ววิ่งหนีไปจนฝุ่นตลบ

หลินเทียนไม่คิดจะไล่ตามไปแม้แต่น้อยก่อนที่ดวงตาของเขาจะเป็นประกาย

เขาได้ยกมือซ้ายขึ้นมาพร้อมทั้งเหวี่ยงหมัดออกไปทางทิศที่ช้างทมิฬวิ่งหนีไป

“โครม ! ”

ลำแสงเจิดจ้าได้พุ่งเป็นเส้นตรงความหนาหนึ่งนิ้วถูกส่งออกไป

มันแผงไปด้วยพลังทำลายที่รุนแรงและรวดเร็ว

พุฟฟฟ ! ช้างทมิฬที่อยู่ห่างออกไปนั้นได้ถูกลำแสงนี้พุ่งทะลุร่างกายก่อนที่จะนอนจมกองเลือดของตัวเอง

ซินเชิงหยุนได้แต่จ้องมองไปยังจุดที่อยู่ห่างออกไปพร้อมทั้งพูดว่า

“นี่……..”

เขาได้แต่มองไปยังซากของช้างทมิฬที่เกล็ดถูกทำลายจนหมด นี่มันการโจมตีอะไรกัน ? ทำไมถึงได้น่ากลัวแบบนี้

หลินเทียนได้กำหมัดของเขาด้วยสีหน้าที่พึงพอใจอย่างมาก

“บรรลุขั้นต้นแล้วสิ ”

ตอนนี้หมัดสังหารที่เขาส่งออกมานั้นรุนแรงอย่างมากแต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมพลังที่ปั่นป่วนได้และนี่ต้องอาศัยการฝึกฝนจากประสบการณ์สู้จริงเท่านั้นจนทำให้ในตอนนี้เขาสามารถควบคุมได้เล็กน้อย

เขาได้เดินไปตรงหน้าของซากช้างทมิฬพร้อมทั้งชำแหละเอาแก่นอสูรออกมาเพราะว่ามูลค่าของมันไม่ใช่น้อยๆเลย

“พี่เขย ท่านนี่มันเกินมนุษย์จริงๆ ”

ซินเชิงหยุนได้เดินเข้ามาหาเขา

“แน่นอนอยู่แล้ว ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

ซินเชิงหยุนได้กวาดตามองไปรอบๆพร้อมกับพูดว่า

“นี่พี่เขย เราอยู่ในเขตสัตว์อสูรระดับ 3 เท่านั้นแต่ช้างนี่น่าจะเป็นเพียงเหตุบังเอิญเท่านั้น เราน่าจะเดินลึกเข้าไปอีกเพื่อที่จะหาประสบการณ์เพิ่มกันนะ ”

“อื้ม ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้นำซินเชิงหยุนเดินลึกเข้าไปในป่ากว่า 6 กิโลเมตรและหลังจากที่เข้าไปถึงแล้วก็พบว่ากลิ่นอายอสูรที่นี่เข้มข้นกว่าเดิมมาก

“อย่าอยู่ห่างตัวข้าเข้าใจไหม ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ที่นี่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับ 4 ซึ่งเป็นอันตรายกับซินเชิงหยุนที่ยังอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 มากๆ

“อื้ม เข้าใจแล้ว ”

ซินเชิงหยุนได้ตอบกลับไป

หลินเทียนพยักหน้าตอบก่อนที่จะเดินต่อไปด้านหน้า

ณ ตอนนี้ด้านหน้าของเขาได้มีพลังฉีปั่นป่วนเป็นอย่างมากเหมือนว่ากำลังมีคนต่อสู้กันอยู่