0 Views

หลินเทียนได้ตื่นขึ้นในช่วงเช้าของอีกวันก่อนที่จะเดินออกไปที่ลานบ้านเพื่อรับแดดยามเช้า

หลังจากนั้นจี่หยวนฉานได้เดินออกมาจากห้องพร้อมกับพบหลินเทียนที่กำลังฝึกฝนอยู่ที่ลานถึงได้แสดงแววตาที่เปล่งประกายออกมา

“น้องชายนี่ตื่นเช้าจริงๆเลยนะ ”

จี่หยวนฉานได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้ตอบกลับไปว่า

“ที่ไหนกัน ข้าเพิ่งตื่นเหมือนกัน ”

หลังจากนั้นจี่หยวนฉานเองก็ได้เดินออกมายืดเส้นยืดสายแล้วฝึกฝนเช่นกัน

ผ่านไปได้ไม่นานจี่หยูก็ได้เดินออกมาในเวลาเดียวกันพร้อมกับพูดว่า

“ท่านปู่ อาหารเช้าเตรียมเสร็จแล้วค่ะ ”

จี่หยวนฉานได้พยักหน้าออกมาพร้อมกับมองไปยังหลินเทียนด้วยรอยยิ้มแล้วพูดต่อว่า

“น้องชาย ไปทานอาหารฝีมือของหยูเอ๋อกันเถอะ ”

“ทำด้วยตัวเอง ? ”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาพร้อมกับมองไปทางนางด้วยท่าทางแปลกๆ

ที่นี่ไม่มีคนเตรียมอาหาร ? จี่หยูกลับไปเตรียมอาหารเช้าด้วยตัวเอง ? จะบอกว่านางตื่นเช้ากว่าเขาอีก ?

อาหารเช้าเป็นอะไรที่ธรรมดามากๆอย่างข้าวต้มแต่รสชาติของมันพิเศษเป็นอย่างมาก

“เป็นไง ? ”

จี่หยวนฉานได้ถามออกมา

“อร่อยมาก ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไปตรงๆ

จี่หยวนฉานได้หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขพลางพูดว่า

“งั้นก็ทานต่อเถอะ พูดก็พูดนะคนที่ได้ทานอาหารฝีมือหยูเอ๋อนอกจากเฒ่าคนนี้แล้วก็มีน้องชายนี่แหละ ”

หลินเทียนเองก็ได้ชะงักไปเพราะว่ามันเป็นอะไรที่หายากจริงๆ

การทานอาหารได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วขณะที่หลินเทียนได้บอกลาจี่หยวนฉานเพื่อเตรียมตัวจะจากไป

“ให้ข้าไปส่งไหม ? ”

จี่หยูได้พูดออกมาอย่างกะทันหัน

หลินเทียนและแม้แต่จี่หยวนฉานเองก็ได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาพร้อมกับพูดว่า

“หยูเอ๋อ รู้สึกว่าช่วงนี้เจ้าแปลกๆไปนะ ดูเหมือนว่าจะ……..อบอุ่นแปลกๆนะ ”

ให้พูดกันตามตรงแล้วจี่หยวนฉานเองก็ไม่เคยเห็นนางปฏิบัติแบบนี้กับใครเลย

ใบหน้าของนางได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำพร้อมกับพูดว่า

“มันเป็นเพราะว่าเขาเป็นผู้มีพระคุณ ”

“อ่อหรอ ? ก็ใช่ ”

จี่หยวนฉานได้พูดต่อว่า

“งั้นก็ไปส่งสิ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาทันทีเลยว่า

“ท่านแม่ทัพข้าว่ามัน……….”

ให้หญิงสาวไปส่งที่พักนี่มันดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่นะ

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีอะไรแย่นักหรอก ”

จี่หยวนฉานเองก็พอเดาความคิดของหลินเทียนออกดังนั้นถึงได้หัวเราะออกมาพลางพูดว่า

“น้องชายยังจำเรื่องที่ข้าเคยพูดไปวันนั้นได้ไหม ? ดูเหมือนว่าจะมีชะตาร่วมกันจริงๆ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้พูดต่อว่า

“ไปเถอะหยูเอ๋อ ”

เขาได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะเดินไปทางหลังคฤหาสน์

หลินเทียนเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่อึดอัดออกมาและไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี นี่แม่ทัพกำลัง……..คิดอะไรกันแน่ !

“ไปกันเลยไหม ? ”

จี่หยูได้ถามออกมา

“ไม่เป็นอะไรจริงๆงั้นรึ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ให้พูดกับตามตรงแล้วเขารู้สึกไม่คุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้มากๆแถมนางเองยังบอกด้วยว่าจะไม่แค่ไปส่งที่ร้านอาหารแต่ต้องการจะเข้าไปดูที่พักของเขาด้วยซึ่งนี่มันดูแปลกๆมากๆ อย่างไรก็ตามในเมื่อนางได้พูดออกมาแลวหากว่าเขายังปฏิเสธก็จะเป็นการหักหน้านางอย่างมาก

“เป็นอะไร ? มีปัญหาอะไร ? ”

จี่หยูได้พูดขึ้น

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าหมดหนทางออกมาพร้อมกับพูดว่า

“งั้นก็ไปเถอะ ”

พวกเขาได้เดินออกจากคฤหาสน์แม่ทัพไปก่อนที่หลินเทียนจะเดินนำไปยังร้านอาหาร

เหล่าทหารยามด้านหน้าเองก็ได้แต่มองไปด้วยท่าทางที่ตกตะลึง

“นี่……”

“นายหญิงอยู่เคียงข้างหนุ่มคนนั้นมา 2 วันเต็มแล้วนะ หรือว่า….”

พวกเขาได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

ที่นี่มีคนชราอยู่มากมายซึ่งเรียกได้ว่าเห็นจี่หยูโตมาตั้งแต่ยังเล็กและไม่เคยเห็นว่านางจะปฏิบัติกับใครแบบนี้ ไม่แม้กระทั่งเจ้าชายด้วยซ้ำ

หลินเทียนและจี่หยูได้เดินตามกันไปจนถึงที่ร้านอาหาร

“จะเข้าไปจริงๆ ? ”

หลินเทียนได้หยุดเท้าลง

“อื้ม ”

จี่หยูได้พยักหน้าตอบ

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่หมดหนทางออกมาพร้อมกับนำนางเข้าไปในร้าน

หลังจากที่เดินเข้าไปถึงแล้วพนักงานชายก็ได้รีบเดินเข้ามาทักทายด้วยใบหน้าที่เคารพว่า

“ท่านลูกค้ากลับมาแล้ว เมื่อวานท่านไม่อยู่ข้าน้อยเลย………”

หลังจากที่เขาได้หันไปมองจี่หยูที่อยู่ข้างๆแล้วก็ได้แต่แข็งค้างไปพร้อมกับโห่ร้องออกมาว่า

“แม่………..แม่นางจี่ !!!! ”

พนักงานได้แต่สั่นสะท้านไปจนเกือบที่จะคุกเข่าลงกับพื้น

นี่คือหลานสาวของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเป็นหญิงงามเบอร์ 1 ซึ่งมีใครบ้างที่ไม่รู้จัก ?

ทันใดนั้นเองไม่เพียงแต่พนักงานเท่านั้นเพราะว่าทุกคนในร้านก็ได้แข็งค้างไปตามๆกัน

หลินเทียนได้แต่เอามือกุมหน้าผากเพราะรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้

“แล้วไงต่อ ?”

“ไปที่ห้องของเจ้า ”

จี่หยูได้พูดออกมาตรงๆโดยไม่อ้อมค้อม

หลินเทียน

“…………”

หลินเทียนได้แต่คิดไปกว่าหญิงนางนี้ดูแปลกๆไปหรือเปล่า ? ทำไมถึงได้ดูอบอุ่นกับเขาขนาดนี้ ?

“ได้”

เขาไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไรดังนั้นถึงได้แต่เดินขึ้นไปที่ชั้น 2

จี่หยูเองก็ยังคงแสดงสีหน้าราบเรียบขณะที่เดินตามเขาขึ้นไป

จนถึงช่วงที่พวกเขาเดินขึ้นไปแล้วก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู

“เจ้าหนุ่มนั่นเป็นใครกัน ทำไมถึงได้……. เดินมาด้วยกัน ? ”

หลายๆคนได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

พนักงานชายเองก็ได้แต่เหงื่อท่วมพร้อมกับพึมพำว่า

“ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมถึงได้ไม่เห็นนายน้อยเซี่ยอยู่ในสายตา ที่แท้ก็……..”

หลินเทียนได้นำนางเข้ามาในห้องซึ่งนางเองก็ได้เดินเข้าไปพร้อมกับมองซ้ายทีขวาที่

“เป็นไง ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

“อะไร ? ”

จี่หยูได้พูดออกมาด้วยท่าทางแปลกๆ

“ห้องไง ก็ไหนบอกว่าอยากมาดูห้อง ?”

จี่หยูได้แต่ชะงักไปพร้อมกับพึมพำออกมาด้วยเสียงกระซิบว่า

“ซื่อบื้อ !”

ณ ตอนนี้เองที่ม้านิลมังกรได้ส่งเสียงร้องออกมาหลังจากที่ได้ยินเสียงของหลินเทียน

หลินเทียนเองก็ได้เปิดหน้าต่างพร้อมกับอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

จี่หยูได้มองออกไปพร้อมกับถามว่า

“ม้านิลมังกรนั่นของเจ้า ? ”

“อื้ม เพื่อนให้มาน่ะ เจ้านี่ฉลาดมากๆ ”

“เพื่อน ? ”

นางได้เงียบไปพร้อมกับถามต่อว่า

“ชายหรือหญิง ? ”

“หญิง”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

เมื่อนึกถึงใบหน้าของซูชูวแล้วเขาก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เขาจากเมืองเฟิงเจียนมานานแล้วและรู้สึกคิดถึงหลินซี่เหมือนกัน ไม่รู้ว่านางจะเป็นอย่างไรบ้างแล้วและเมื่อนึกถึงหน้าน้องสาวก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าอ่อนโยนออกมา

เมื่อเห็นสีหน้าของหลินเทียนแล้วใบหน้าของจี่หยูก็ซีดเผือดลงทันทีพร้อมกับรีบถามออกมาว่า

“ผู้หญิง……… เจ้ามีคนรักแล้ว ? ”

“เปล่า นางเป็นเพียงเพื่อนที่ดีมากๆของข้าเท่านั้น นางช่วยข้ามาหลายๆเรื่องเลยล่ะ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

“แต่ก่อนหน้านี้เจ้า……ดูอ่อนโยนมากๆ ”

“ข้าคิดถึงน้องสาวข้าน่ะ ”

“น้องสาว ? ”

จี่หยูได้ชะงักไปพร้อมกับพูดต่อว่า

“เจ้ามีน้องสาวด้วย ? ”

“อื้ม ทำไม ? ”

“เปล่า ! ”

นางได้แต่ส่ายศีรษะซ้ำๆพร้อมกับถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางพูดต่อว่า

“งั้นมีเวลาว่างก็นำข้าไปพบบ้างนะ ได้หรือเปล่า ? ”

“… อื้ม ได้ ”

หลินเทียนก็ได้แต่พยักหน้าตามและคิดว่าบทสนทนานี้มันแปลกๆยังไงพิกล

จี่หยูได้อยู่ภายในห้องนี้กับเขาประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนที่จะจากไป

แน่นอนว่าเป็นหลินเทียนที่ได้เดินกลับมาส่งนางที่คฤหาสน์แม่ทัพ

“ต้องรบกวนเจ้าด้วย ”

นางได้พูดออกมาด้วยใบหน้าอับอาย

“ไม่เป็นไรหรอก ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

ครั้งนี้เขาไม่ได้เข้าไปในคฤหาสน์พร้อมกับบอกลานางแล้วเดินจากไป

จี่หยูเองก็ยังคงยืนอยู่ด้านหน้าทางเข้าขณะที่มองเงาของเขาค่อยๆจางหายไป

“ซื่อ ! บื้อ ! บื้อจริงๆ ! ”

นางได้แต่พึมพำกับตัวเองพร้อมกับหันหลังเดินกลับเข้าไปด้านใน

………

หลินเทียนได้เดินจากมาไกลแล้วในตอนนี้และเมื่อคิดถึงเรื่องที่นางมาส่งเขาแล้วเขาต้องกลับไปส่งนางนี่มันก็รู้สึก……ตลกมากๆ

เขาได้ส่ายศีรษะพร้อมกับมองไปยังตำหนักที่อยู่ข้างๆ

“สมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมสาขาเมืองหลวง ”

เขาได้พูดกับตัวเองก่อนที่จะเดินเข้าไปทันที

ด้านหน้าทางเข้านั้นไม่มีทหารยามเฝ้าดังนั้นเขาถึงได้เดินเข้าไปอย่างง่ายดาย

“ท่านคะ มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่ ? ”

พนักงานต้อนรับสาวได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่ชำนาญ

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ข้ามาเพื่อขอทดสอบระดับปรมาจารย์ ”

ตอนที่อยู่เมืองเฟิงเจียนนั้นเขามีความสามารถอย่างน้อยก็ระดับ 3 แต่น่าเสียดายที่สมาคมสาขานั้นมีอำนาจให้ตราระดับ 2 เท่านั้น เกินกว่านี้จะต้องให้สาขาหลักที่เมืองหลวงเป็นคนออกให้เท่านั้น

“ทดสอบระดับปรมาจารย์ ? ”

พนักงานสาวได้ชะงักไปพร้อมกับถามต่อว่า

“ท่านแน่ใจ ? ”

ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมนางถึงได้แสดงสีหน้าแบบนั้นออกมาเพราะว่าหลินเทียนดูอายุน้อยมากๆ

“แน่ใจมาก ช่วยไปจัดการให้ข้าด้วย ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

การตอบสนองแบบนี้เป็นสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว

แม้ว่าพนักงานสาวจะไม่เชื่อแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธพร้อมทั้งโค้งคำนับให้เขาแล้วพูดต่อว่า

“ได้ค่ะ โปรดรอสักครู่ ”

หลังจากที่พูดจบนางก็ได้เดินหายเข้าไปทางด้านหลังทันที

หลินเทียนได้กวาดตามองไปรอบๆพร้อมกับพบว่าที่นี่กว้างกว่าสาขาเมืองเฟิงเจียนอย่างน้อยๆก็เป็นสิบๆเท่า เครื่องใช้ตกแต่งภายในก็ดูหรูหราแถมยังมีมุมสำหรับรับภารกิจที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย

ณ ตอนนี้ชายชราสามคนได้เดินออกมาจากทางด้านหลัง

พวกเขาดูอายุราวๆ 60 ปีแต่กลับดูแข็งแรงอย่างมากโดยเฉพาะชายที่อยู่ตรงกลาง

“ผู้อาวุโสเนี่ย ผู้อาวุโสจิน……..ท่านรองเจ้าสมาคม ! ”

“พระเจ้า ทำไมพวกท่านทั้งสามถึงได้ออกมานี่กัน ? ”

“มีเรื่องสำคัญอะไร ? ”

ผู้คนทั้งหลายภายในสมาคมต่างแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

ขณะที่ทุกคนกำลังแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมานั้นก็เห็นว่าชายชราทั้ง 3 ได้เดินเข้าไปหาหลินเทียน

“หนุ่มน้อยมาจากเมืองเฟิงเจียน ? ”

ชายที่อยู่หน้าสุดได้ถามออกมา

ชายคนนี้มีชื่อว่าชินเฟิงซึ่งเป็นรองเจ้าสมาคมนี้

“เจ้ารู้ได้ไง ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยความสงสัย

“จริงด้วย ! ”

ชินเฟิงและชายชราคนอื่นๆเองก็ได้มองไปที่กันและกันด้วยรอยยิ้มพร้อมกับพูดว่า

“ก่อนหน้านี้ทางสาขาเมืองเฟิงเจียนได้แจ้งเรามาก่อนแล้วว่าเจ้าจะมาที่เมืองนี้ถึงได้ส่งข้อมูลของเจ้ามาล่วงหน้าแล้ว ก่อนหน้านี้เราได้รับแจ้งว่ามีชายหนุ่มอายุราวๆ 16 ปีจะมาทดสอบถึงได้เดาว่าน่าจะเป็นเจ้า ”

ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้รับข่าวจากสาขาเมืองเฟิงเจียนนั้นทำให้พวกเขาได้แต่ชะงักไปและรอการมาถึงของหลินเทียนอย่างใจจดใจจ่อ ต้องรู้ก่อนนะว่าอายุ 16 ปีกับระดับ 3 นี่มันถือเป็นตัวตนระดับสูงในอนาคต ! ดังนั้นเมื่อได้รับแจ้งจากพนักงานว่ามีชายหนุ่มอายุ 16 ปีมาขอทดสอบดังนั้นพวกเขาถึงได้คิดว่าน่าจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ไร้เทียมทานจากเมืองเฟิงเจียนอย่างแน่นอนถึงได้ออกมาต้อนรับด้วยตัวเองอย่างตื่นเต้น

“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ”

หลินเทียนเข้าใจได้ในที่สุด

เมื่อเห็นหลินเทียนแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมาพวกเขาก็ได้แต่ยิ้มไปตามๆกัน

“มานี่น้องชาย ”

ชินเฟิงได้พูดออกมา

“อื้ม”

หลินเทียนได้พูดออกมา

หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้เดินตามชายทั้ง 3 คนไปที่พื้นที่ด้านหลัง