0 Views

เมื่อหลิวหมิงได้เห็นสิ่งนี้ เขาก็เหลือบมองไปที่ชายคนนั้นก่อนที่จะดำเนินการต่อในสิ่งที่เขาทำมาในก่อนหน้านี้ หลิวหมิงหยิบสร้อยลูกปะคำที่ยังเปล่งแสงสีขาว หินจิตวิญญาณและยาจากซากศพที่ไม่มีหัว ก่อนจะเก็บพวกมันเข้าไปในแขนเสื้อของเขาทั้งหมด

 

คนที่เดินออกมาจากทะเลหมอกค่อยๆมองไปรอบๆ และหลังจากที่แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่รอบๆตัวแล้ว เขาก็ปล่อยลมหายใจยาวออกมา จากนั้นเขาโบกมืออย่างรวดเร็วพร้อมด้วยเคล็ดวิชาบางอย่างลงไปในทะเลหมอกที่อยู่ข้างหลังเขา ก่อนที่เขาจะมองไปที่หลิวหมิงด้วยความเคารพและป้องมือ

 

“ขอบคุณสหายที่ให้ความช่วยเหลือ ท่านทำงานภายใต้อ๋องสาม?”

 

ชายคนนี้มีอายุประมาณสี่สิบปี และสวมเสื้อผ้าที่ดูคล่องตัว เขามีกระบี่สะพายอยู่ด้านหลังของเขา มันดูคมมาก

 

“อ๋องสาม? ไม่ใช่อย่างแน่นอน เจ้าไม่ได้ยินพวกเขาพูดถึงข้าในก่อนหน้านี้หรอกหรือ? ข้าคือเฉียนหมิง และเป็นแขกของบ้านร้อยจิตวิญญาณ ข้าเพิ่งเข้าร่วมมาได้ไม่นานนัก และได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าของร้านเชี่ยนให้มาที่นี่ อีกไม่นานคนของอ๋องสามน่าจะมาถึงที่นี่” ในเวลานี้หลิวหมิงได้ตรวจสอบซากศพเสร็จแล้ว เขาลุกขึ้นยืนก่อนจะตอบกลับไปโดยไม่ลังเลแต่อย่างใด

 

“อะไรนะ พี่เฉียนเป็นแขกของบ้านร้อยจิตวิญญาณจริงๆ ข้าคิดว่าสหายกำลังโกหกพวกเขาเหล่านั้น ข้ามีนามว่าไป่ชิงไห่ และเป็นแขกของบ้านร้อยจิตวิญญาณ แต่ปกติข้าจะประจำอยู่ที่สาขา” เมื่อได้ยินแบบนี้ชายคนนั้นก็ดูมีความสุขเป็นอย่างมาก

 

“สหายไป่ แล้วสหายคนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง? สินค้าสำหรับการประมูลได้รับความเสียหายหรือไม่?” หลิวหมิงพยักหน้าและยิ้มออกมา

 

“ฮี่ฮี่ พี่เฉียนไม่ต้องเป็นห่วง ข้าเก็บสินค้าการประมูลทั้งหมดไว้ที่ข้า พวกมันย่อมปลอดภัยและไม่มีปัญหาใดๆ เพียงแค่ว่าคนอื่นๆที่ควบคุมลานอักขระอาคมนี้ได้ถ่ายเทพลังเวทมากจนเกินไป ในตอนนี้พวกเขาต้องการพักผ่อนสักครู่หนึ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถออกมาพบกับพี่เฉียนได้ในขณะนี้”

 

“ถ้ามันเช่นนั้นแล้ว ข้าก็คงวางใจและไม่ต้องกังวล เราก็รอที่นี่ไปก่อน”

 

แม้ว่าน้ำเสียงของสหายไป่จะมีความสุภาพ แต่หลิวหมิงก็ยังคงสามารถสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงยังแฝงด้วยคำเตือนอยู่ในที มันทำให้เขาตอบออกในแบบง่ายๆ

 

มันย่อมเป็นสิ่งธรรมดาของคนที่เพิ่งได้พบกับหลิวหมิง พวกเขาย่อมจะไม่เปิดลานอักขระอาคมหลังจากที่พูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ

 

ดังนั้นหลิวหมิงและสหายไป่ชิงไห่จึงยังคงนั่งอยู่นอกลานอักขระอาคมและพูดคุยกัน

 

เมื่อเห็นว่าหลิวหมิงไม่ต้องการที่จะทำลายลานอักขระอาคมนี้ ไป่ชิงไห่ เริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่หลิวหมิงกล่าวมาในก่อนหน้านี้ อีกทั้งไป่ชิงไห่ได้เห็นว่าหลิวหมิงสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังสามารถบีบให้ชายชราหลบหนีไป สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกศรัทธาหลิวหมิงด้วยหัวใจของเขา ในตอนนี้เขาตอบคำถามที่หลิวหมิงถามออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

ในเวลานี้หลิวหมิงรู้ว่า มีกลุ่มคนที่เป็นอัครสาวกจิตวิญญาณที่ส่งเข้ามาซุ่มโจมตี อีกทั้งยังมีผู้ฝึกตนมากกว่าร้อยคนที่ใช้ธนูและหน้าไม้ พวกเขาซุ่มโจมตีจากด้านข้างของเส้นทางของรัฐ กว่าครึ่งหนึ่งของผู้พิทักษ์เงาถูกฆ่าตายจากพวกมัน จากนั้นชายชราที่มีรอยตกกระร่อนลงมาจากท้องฟ้าและเริ่มโจมตี

 

เมื่อมีผู้บ่มเพาะจำนวนมากโจมตีพร้อมกัน ในขณะที่พวกเขามีอัครสาวกจิตวิญญาณเพียงสี่คนเท่านั้นเอง พวกเขาย่อมที่จะไม่สามารถป้องกันการโจมตีดังกล่าวได้ พวกเขาสามารถนำคนที่เหลือถอยออกมาทางด้านข้างของเส้นทางรัฐอย่างช้าๆ

 

หลังจากที่ประสบกับปัญหาเหล่านี้ พวกเขาก็ถอยจนมาถึงจุดนี้ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสำหรับสร้างลานอักขระอาคม ทั้งสี่คนนั้นได้ใช้ป้ายธงของลานอักขระอาคมซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าประมูล เพื่อเปิดใช้งานลานอักขระอาคมกงจักรสี่ธาตุอย่างรวดเร็ว

 

ในเวลานี้ ไม่เพียงแต่จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บสี่คนจากทั้งหมดแล้ว ผู้พิทักษ์เงาทั้งหมดได้ถูกสังหารไปในการต่อสู้ก่อนหน้านี้

 

“เมื่อข้าเข้ามา ข้าไม่เห็นซากศพใดๆ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำความสะอาดแล้ว จากน้ำเสียงของสหายไป่ เจ้าสามารถยืนยันตัวตนของพวกเขได้หรือไม่ พวกเขามาจากศาลารวมทรัพย์มั่งคั่งใช่หรือไม่?” หลิวหมิงยังคงตั้งคำถามต่อไป

 

“ข้ายังจำเป็นที่จะต้องยืนยันอยู่อีกหรือ? หยางคุนเป็นหนึ่งในผู้ช่วยที่เก่งที่สุดขององค์ชายเก้า อีกสองสามคนก็เป็นคนขององค์ชายเก้าด้วย” ไป่ชิงไห่ส่งรอยยิ้มขมออกมาเมื่อเขาได้ยินเรื่องนี้

 

“เมื่อมันเป็นเช่นนี้! อย่าเศร้าใจไปสหายไป่ เราสามารถปกป้องสินค้าประมูลเอาไว้ได้ และพวกเขาก็สูญเสียอัครสาวกจิตวิญญาณไปสี่คน อาจกล่าวได้ว่าการสูญเสียของพวกเขาค่อนข้างมาก” หลิวหมิงกล่าวด้วยเสียงหัวเราะ

 

“พี่เฉียนพูดถูก คราวนี้องค์ชายเก้าได้แลกกับเรื่องเล็กน้อยด้วยความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะต้องอยู่อย่างเงียบๆไปอีกนาน” หมอกขาวในทะเลหมอกม้วนออกจากกัน ก่อนที่จะปรากฏชายชรา เขามีรูปหน้าเป็นสี่เหลี่ยม อายุราวๆหกสิบปีเดินออกมา เมื่อเขาออกมาแล้วเขาก็ป้องมือไปยังหลิวหมิง

 

“ขอให้ข้าแนะนำ นี่คือสหายซุ่นอิน มีสถานะเช่นเดียวกับอาวุโสเมียน เขาเป็นหนึ่งในมือขวาของท่านของเจ้าของร้านเชี่ยน” เมื่อไป่ชิงไห่ เห็นชายชราที่มีรูปหน้าสี่เหลี่ยมเดินออกมา เขารู้สึกยินดีและรีบทำการแนะนำอย่างรวดเร็ว

 

“สหายซุ่น ยังเป็นอัครสาวกจิตวิญญาณขั้นปลายไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมพวกท่านถึงยังปลอดภัยภายใต้การโจมตีของคนจำนวนมาก” หลิวหมิงมองคนที่อยู่ด้านหน้าก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาจางๆ

 

“ฮี่ฮี่ ต้องมีความสามารถมากแค่ไหน ข้าถึงจะกล้าแสดงออกต่อหน้าท่านได้ ข้าได้เห็นพลังของของสหายในก่อนหน้านี้ และข้าสามารถบอกได้เลยว่ามันยากที่จะต่อกรได้” ซุ่นอินโบกมือและพูดออกมา

 

หลิวหมิงยิ้มและกำลังจะพูดอะไรบางอย่างออกมา ฉับพลันปรากฏเสียงลมพัดดังออกมาจากขอบฟ้า เรือเหาะสีเทาบินพุ่งมาในทิศทางที่พวกเขาอยู่

 

ไป่ชิงไห่จ้องมองไปที่เรือบินอย่างรวดเร็วและตะโกนออกมาด้วยความยินดี:

 

“มันเป็นคนจากอ๋องสาม!”

 

“ฮื้ม พวกเขามาช้าเกินไป ถ้าไม่ใช่พี่เฉียนมาทันเวลา พวกเราอาจจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้” ใบหน้าของซุ่นอินบิดเบี้ยวดูน่าเกลียดเล็กน้อย

 

ในเวลานี้เรือเหาะสีเทาได้เข้ามาใกล้พวกเขา ร่างเงาของคนสองคน หนึ่งชายและหนึ่งหญิงกระโดดลงมาจากเรือเหาะ ตามมาด้วยยามรักษาการณ์อีกมากกว่ายี่สิบคน พวกเขาสวมเสื้อผ้าสีดำ แต่ละคนต่างพกดาบหรือไม่ก็คันธนู และทั้งหมดดูคล่องตัวเป็นอย่างมาก

 

“พี่ซุ่นพวกท่านปลอดภัยดีหรือไม่ พวกโจรเหล่านั้นอยู่ที่ไหน?” ชายที่กระโดดลงมาจากเรือ ใบหนาปกคลุมไปด้วยหนวดเครา เมื่อเขาเห็นซุ่นอินและคนอื่นๆปลอดภัยดี เขาก็อดที่จะถามถึงกลุ่มโจรไม่ได้

 

“สหายหมิน พวกเจ้ามาสายไปแล้ว หยางคุนและคนอื่นๆต่างเกรงกลัวสหายเฉียนจนหลบหนีไปแล้ว พวกเจ้ามาในตอนนี้ก็คงไม่ต้องช่วยอะไร” ซุ่นอินกล่าวอย่างไร้อารมณ์

 

“แม้กระทั่งหยางคุนก็ยังถูกบีบให้หลบหนี…โดยใคร? เป็นไปได้อย่างไร” ชายที่มีเคราได้ยินเรื่องนี้ มันทำให้เขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ ในขณะที่เขามองไปที่หลิวหมิง

 

ในบรรดาทั้งสามคน ใบหน้าของหลิวหมิงนั้นไม่เป็นที่คุ้นเคยมากที่สุด นอกจากนี้ก่อนที่พวกเขาจะมาที่นี่ ท่านเจ้าของร้านเชี่ยนได้บอกเขาล่วงหน้าแล้วว่า แขกของบ้านร้อยจิตวิญญาณได้เดินทางมาล่วงหน้า และชื่อของแขกก็คือเฉียน

 

หญิงสาวที่กระโดดลงมาจากเรือเหาะนั้นมีอายุราวๆยี่สิบสี่ถึงยี่สิบห้าปี แววตาที่ดูอบอุ่นของเธอรวมกับรูปร่างที่สมส่วน มันทำให้เธอดูสวยมาก เมื่อเธอได้ยินคำพูดของซุ่นอิน เธอก็แสดงออกด้วยอาการที่ไม่เชื่อ

 

“ข้าคือ เฉียนหมิง โจรก่อนหน้านี้ได้ถอยกลับไปแล้วอย่างแน่นอน” หลิวหมิงตอบโดยไม่แสดงอาการใดๆออกมา

 

“เป็นจริงหรือไม่ที่สหายเฉียนเพียงคนเดียวสามารถขับไล่ให้พวกเขากลับไปได้?” ชายที่มีเครามองไปที่หลิวหมิง และยังคงถามออกมาด้วยความสงสัย

 

“ฮี่ฮี่ถ้าสหายสามารถฆ่าอัครสาวกจิตวิญญาณทั้งสี่คนได้ในครั้งเดียวและยังสามารถรับการโจมตีจากสิบสามดาบงูกินหางของหยางคุนได้ บางทีเจ้าอาจจะทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้เช่นกัน” ซุ่นอินกล่าวออกมาเบาๆ

 

อย่างไรก็ตามเนื้อหาในคำพูดของเขาทำให้ทั้งสองคนตกใจเป็นอย่างมาก

 

“พวกเขาหลบหนีไปเอง อาจเป็นเพราะว่าพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาจะไม่สามารถทำลายลานอักขระได้อย่างรวดเร็วและไม่มีเจตนาที่จะอยู่ที่นี่นาน ข้าเข้ามามีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” หลิวหมิงกล่าวโดยไม่ได้ยืนยันคำพูดของซุ่นอิน

 

เมื่อชายชายที่มีเคราและหญิงสาวได้ยินเรื่องนี้ มันทำให้พวกเขาต่างมองหน้ากันอย่างช่วยไม่ได้

 

“เอาล่ะ มันไม่สำคัญว่าจะเป็นอย่างไร ในตอนนี้พวกเราทุกคนต่างเป็นหนี้บุุญคุณสหาย ในตอนนี้คนอื่นๆก็น่าที่จะฟื้นตัวแล้ว และข้าจะได้ทำการเก็บลานอักขระอาคมก่อนที่พวกเราจะกลับไปที่ซวนจิ้ง แล้วเราค่อยพูดถึงเรื่องอื่นๆ” ซุ่นอินหัวเราะและพูดออกมา

 

ไม่มีใครคัดค้านกับความคิดนี้

 

จากนั้น ซุ่นอินเปิดใช้เคล็ดวิชามือเดียวและเดินกลับเข้าไปในทะเลหมอก

 

ในช่วงเวลาที่ทะเลหมอกผันผวน หมอกสีขาวค่อยๆหดตัวและในช่วงเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ก็ปรากฏชายสองคนกำลังโบกป้ายธงอักขระอาคมออกมา

 

ครึ่งวันต่อมา ทุกคนได้กลับมาถึงบ้านเชี่ยนในเมืองซวนจิ้ง และเมื่อเจ้าของร้านเชี่ยนเห็นว่าทุกคนยังคงอยู่ในสภาพปกติ เขาก็รู้สึกดีใจ

 

นอกจากนี้เมื่อเขาได้ยินว่าหลิวหมิงได้สังหารอัครสาวกจิตวิญญาณสี่คนเพียงลำพัง และบีบบังคับให้คนอื่นหลบหนีไป เขาทั้งรู้สึกประหลาดใจและยินดี

 

ในเวลานี้ คนของอ๋องสาม ชายที่มีเคราและหญิงสาว ในที่สุดพวกเขาก็เชื่อในคำพูดของซุ่นอินและมองไปยังหลิวหมิงด้วยความเคารพ

 

หลิวหมิงพูดเพียงไม่กี่คำกับคนอื่นก่อนที่จะกลับไปยังที่พักของเขา

 

ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไป ร่างเล็กๆก็พุ่งเข้าใส่เขา สองแขนผอมกอดขาของเขาไว้แน่น และจะไม่ปล่อยเขาไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

“เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง เห็นหรือไม่ว่าข้าได้กลับมาแล้ว!” หลิวหมิงยิ้มเล็กน้อยขณะที่เขาตบหัวของเฉียนยู่ปิงเบาๆ

 

“พี่ชายหมิง ข้าต้องการที่จะเรียนรู้ทักษะลานอักขระอาคม!” ในเวลานี้เฉียนยู่ปิงเงยหน้าขึ้นและพูดด้วยท่าทางที่ดื้อดึง

 

เมื่อได้ยินเรื่องนี้ มันทำให้หลิวหมิงหยุดชะงักไปชั่วครู่

 

……

 

ไม่กี่วันต่อมามีข่าวลือว่าบ้านร้อยจิตวิญญาณมีแขกระดับอัครสาวกจิตวิญญาณขั้นปลายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนเริ่มแพร่กระจายไปทั่วเมืองซวนจิ้ง

 

นอกจากนี้ข่าวที่เขาได้สังหารอัครสาวกจิตวิญญาณทั้งสี่คนก็ได้แพร่กระจายไปในกลุ่มคนจำนวนมากและทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างระมัดระวังตัวมากขึ้น

 

ไม่นานหลังจากนั้นข่าวที่ว่าชิงหลงจื้อเคยร่วมประลองฝีมือกับหลิวหมิงและแพ้ก็เริ่มแผ่กระจายไป

 

ด้วยเหตุนี้ผู้คนจำนวนมากจึงเริ่มระวังตัวมากขึ้นและเฝ้าดูการกระทำของบ้านร้อยจิตวิญญาณเป็นพิเศษ

 

……

 

ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ การประมูลของบ้านร้อยจิตวิญญาณก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

ในวันนี้ผู้บ่มเพาะนับหลายพันคนได้มารวมตัวกันในห้องโถงขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นอยู่ใต้พื้นดินหลายร้อยฉื่อโดยตลาดสีเทา