0 Views

DEM 4 : หลานสาวคนโตของตระกูลหยุน (4)

 

         ประตูลับของห้องหนังสือถูกเปิดออก และชายที่นั่งอยู่ในรถเข็นก็ค่อยๆเคลื่อนที่ไปด้านข้างของหยุนเหล่า

 

         ชายหนุ่มรูปงาม ลักษณะท่าทางราวกับเป็นผู้ดี คิ้วเรียวสวย ผิวของเขาขาวและซีดมาก เขาดูอ่อนแอและเหมือนพร้อมจะล้มลงไปได้ทุกเวลา  แม้ว่าการเห็นเขาจะทำให้คนอื่นรู้สึกสงสาร แต่น่าเสียดายที่ชายรูปงามคนนี้กลับไม่แยแสเรื่องที่เขาต้องนั่งอยู่ในรถเข็นเลย อาการอ่อนแอและร่างกายที่พิการทำให้ดูเหมือนว่าเขาไม่สามารถทนรับภาระหนักใดๆได้

 

         “พ่อเจ้าจากไปตอนที่เธออายุเพียงสี่ขวบ ดังนั้นเจ้าจึงไม่รู้ถึงความทุกข์ทรมานที่เธอต้องพบเจอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และตัวข้าเอง ในฐานะที่เป็นลุงของเธอ ก็ไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาปกป้องอะไรเธอได้ เพราะแบบนี้ที่ทำให้เธอกลายเป็นหญิงสาวที่ไม่แยแสต่ออะไรเลย”

 

         เสียงของเขาไพเราะราวกับเสียงหยดน้ำ ทำให้คนที่ได้ฟังกลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างไม่น่าเชื่อ……

 

         แต่ถ้าหากมีใครอยู่ที่นี่ และได้ยินว่าชายคนนี้พูดอะไรกับหยุนเหล่าพวกเขาจะต้องตะลึ่งกับสิ่งที่ได้ยิน

 

         ทุกคนรู้ดีว่านายพลหยุนเหล่าที่แสนยิ่งใหญ่มีลูกชายเพียงสองคนเท่านั้น ในอดีตลูกชายคนหนึ่งมีพรสวรรค์มากกว่าอีกคน เขาเป็นลูกชายคนที่สอง ชื่อว่า หยุนชิงหย่างเมื่อเขาอายุเพียงแค่สิบห้าปี เขาก็ได้บรรลุระดับสูงสุดของการฝึกจิตวิญญาณระดับสามัญ และเหลืออีกเพียงขั้นเดียวก็จะไปถึงการฝึกจิตวิญญาณระดับเทวะแล้ว !

          

         เป็นที่รู้กันดีในเมืองหลงเซียว่า ผู้ที่สามารถฝึกจิตวิญญาณระดับเทวะได้สำเร็จมีอยู่เพียงแค่สองคนเท่านั้น หนึ่งคือนายพลหยุนเหล่า และอีกหนึ่งคือบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์

 

         แต่ทั้งสองคนก็ต้องใช้เวลาถึงสี่สิบปีเพื่อจะฝ่าฝันปัญหาต่างๆเข้ามาฝึกเพื่อเป็นผู้ฝึกจิตวิญญาณระดับเทวะได้

 

         แต่หยุนชิงหย่างกลับทำได้ภายในเวลาเพียงแค่สิบห้าปีเท่านั้น!

 

         เขาการได้กลายเป็นเด็กอายุเพียงสิบห้าปีที่บรรจุถึงจุดสูงสุดของผู้ฝึกจิตวิญญาณระดับสามัญ เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนภาคภูมิใจมาก แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า หยุนชิงหย่างได้บรรลุจุดประสงค์ของตัวเองแล้ว แต่เขาก็ยังคงมีความทะเยอทะยานจนเหมือนจะลืมไปว่าต้นไม้ที่พยายามจะยื่นกิ่งก้านออกมาจากป่าจะถูกพัดทำลายโดยสายลมอย่างแน่นอน…….

 

         ในการแข่งขันเขาสามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ และทำให้ครอบครัวของคู่ต่อสู้โกรธแค้นเขามาก แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ตกลงมาจากยอดเขา ทุกคนต่างคิดว่าเขาตายไปแล้ว แต่พวกเขาคงคิดไม่ถึงแน่ว่าจริงๆแล้ว หยุนชิงหย่างยังคงมีชีวิตอยู่!

 

         “ชิงเหยิน ปีนี้ลูกก็ยังคงทำงานหนักนะหยุนเหล่าหัวเราะอย่างขมขื่น “ถ้าไม่ใช่เพื่อตระกูลหยุนแล้ว ลูกคงไม่ต้องหลบซ่อนตัว หากคนพวกนั้นรู้ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาคงไม่ปล่อยลูกไปแน่ และคงจะไม่ยกโทษให้กับตระกูลหยุน !”

 

         หยุนชิงหย่างหลับตาลงเล็กน้อยเพื่อปกปิดดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆว่า “ถึงแม้ว่าข้าจะยังคงมีชีวิตอยู่แล้วยังไงล่ะ? สิ่งที่ข้าเป็นอยู่ตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ได้ตายไปแล้ว เรี่ยวแรงของข้าหายไป ข้าทำได้เพียงแค่ใช้ชีวิตอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆกับร่างกายพิการนี้  หลานสาวของตัวเองได้รับความทุกร์ทรมานจากคนอื่นแต่ข้ากลับไม่สามารถปกป้องเธอได้ ถ้าเป็นเมื่อสิบปีที่แล้ว ถึงแม้ว่าข้าและพ่อจะไม่อยู่บ้านก็คงไม่มีใครกล้าทำร้ายลั่วเฟิง แต่ตอนนี้เพื่อตระกูลหยุนข้าไม่สามารถบอกให้ใครรู้ได้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่

 

         ในปีนั้น ตอนที่กำลังถูกไล่ล่าโดยกองกำลังที่ต้องการจะฆ่าเขา เขาพยายามลากร่างกายที่บาดเจ็บอย่างหนักของตัวเองเพื่อหลบหนี ไม่กี่วันต่อมาข่าวการตายของเขาก็แพร่กระจายออกไป แต่กองกำลังนั้นกลับไม่เชื่อว่าเขาตาย ดังนั้นในทุกๆวันพวกเขาจะส่งคนมาคอยสังเกตการณ์ตระกูล หยุน สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องลับครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงตอนนี้เขาได้ซ่อนตัวมาแล้วเป็นเวลากว่าสิบปี

 

         การใช้ชีวิตอยู่ในมุมมืดที่ไม่มีแสงสว่างมานานกว่าสิบปีไม่ได้ช่วยให้อาการเจ็บป่วยของเขาดีขึ้นเลย มันมีแต่แย่ลง…….

 

         สิ่งที่ทำให้เขาหมดหวังมากยิ่งขึ้นคือเมื่อเขารอดพ้นจากการไล่ล่า เขาได้สูญเสีย ระดับจิตวิญญาณไปทั้งหมด พละกำลังของเขาหายไปจนเขาไม่สามารถฝึกตนได้อีกต่อไป

 

         ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของเขาได้สูญเสียลูกชายไปแล้วหนึ่งคน เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าอยากจะให้เขาได้ฝังศพลูกชายของตัวเองอีกสักครั้ง บางทีเขาอาจจะหลุดพ้นจากความทรมานและจากโลกนี้ไปนานแล้ว

 

         “ชิงหย่าง” เมื่อได้ยินคำพูดของ หยุนชิงหย่างหยุนเหล่าก็เงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “แม้ว่าการที่ลูกยังมีชีวิตอยู่จะบอกให้คนภายนอกรู้ไม่ได้ แต่อย่างไรลั่วเฟิงก็เป็นหลานสาวของลูกและตอนนี้เธอก็โตแล้วถึงเวลาแล้วที่จะบอกให้เธอรู้ว่าลุงของเธอยังมีชีวิตอยู่ !”

 

         ติดตามตอนต่อไป………………..