0 Views

DEM 3 : หลานสาวคนโตของตระกูลหยุน (3)

 

         “คุณปู่ นี่คือความคิดเห็นของท่านงั้นหรอ?”

 

         “ปู่งั้นหรอ?”

 

         หยุนลั่วเฟิงหัวเราะก่อนจะพูดว่า “ตอนที่ท่านไปปกป้องพรมแดน ท่านเคยสนใจข้า ข้าที่เป็นหลานสาวของท่านด้วยงั้นหรอ ? ตอนที่ข้าต้องอดทนกับความอัปยศอดสูมีใครสนใจข้าบ้าง? ตอนที่มีคนพยายามวางแผนจะใส่ร้ายข้า ข้าก็แค่หวังว่าจะมีใครลุกขึ้นมาปกป้องข้าบ้าง แล้วตอนนั้นท่านไปอยู่ที่ไหนล่ะ ?”

 

         ถ้าหากนายพลหยุนเหล่าไม่ไปเฝ้าระวังชายแดนตั้งแต่แรก ชีวิตของหยุนลั่วเฟิงอาจจะไม่ต้องพบเจอความทุกข์ทรมานมากมายขนาดนี้

 

         และเพราะแบบนั้นเธอจึงไม่พอใจที่ปู่ของเธอออกไปจากบ้านตั้งแต่เธออายุสี่ขวบและหลังจากนั้นก็ไม่กลับมาหาเธออีกเลย……..

 

         เป็นเพราะความไม่พอใจของอดีตเจ้าของร่างกายนี้ทำให้เธอพูดแบบนั้นกับชายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ……

 

         อย่างไรก็ตาม เมื่อ หยุนลั่วเฟิงพูดจบแล้วเธอก็รู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายผ่อนคลายราวกับได้รับการปลดปล่อยจากเรื่องบางอย่าง เธอรู้ว่ามันเป็นเพราะเธอได้พูดในสิ่งที่อดีตเจ้าของร่างกายต้องการจะพูด ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำให้ความเศร้าเสียใจหายไปจากอดีตเจ้าของร่างกายนี้

 

         คำพูดของหญิงสาวทำให้ความโกรธของ หยุนเหล่าค่อยๆสงบลง ร่างกายของชายสูงวัยผ่อนคลายลง เขาพิงไปบนเก้าอี้ด้วยท่าทางอ่อนแรงด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม

 

         เขารู้ว่าตัวเองเป็นหนี้หลานสาวมานานหลายปี

 

         โดยเฉพาะคำพูดของเธอเมื่อครู่นี้ มันเหมือนกับหัวใจของเขาโดนตีด้วยของแข็ง มันทำให้เขาอึดอัดและเจ็บปวด ท้ายที่สุดก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง……

 

         ตั้งแต่สมัยโบราณ มันเป็นเรื่องยากที่จะต้องจงรักภักดีต่อพระราชาและรับผิดชอบภาระหน้าที่ต่อครอบครัวไปในเวลาเดียวกัน  สำหรับเขาแล้วเพื่อแสดงถึงความภักดีต่อพระราชา เขายอมที่จะทอดทิ้งหลานสาวที่อายุเพียงสี่ขวบและเดินทางไปที่ชายแดน เขาหายตัวไปเป็นเวลาสิบปี ช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมานี้เธอเติบโตขึ้น โดยที่เขาไม่ได้เป็นคนเลี้ยงดูเธอเลย

 

         แต่เมื่อเขากลับมา เขากลับไม่สนใจว่าอะไรถูกหรือผิด และยังตำหนิหลานสาวของตัวเองเพียงเพราะว่าเชื่อข่าวลือเสียๆหายๆนั่น !

 

         “เฟิง…” หยุนเหล่าพยายามเอื้อมมือที่สั่นเทาออกไปหา หยุนลั่วเฟิงก่อนที่จะวางมันลงในที่สุด “ปู่ทำผิดต่อหลานและยังทำผิดต่อตระกูลหยุนด้วย พ่อแม่ของหลานเสียสละตัวเองเพื่อประเทศ แต่ปู่กลับไม่สามารถดูแลหลานได้ดีพอ”

 

         ในตอนนี้ใบหน้าของนายพลหยุนเหล่า กลับมาดูมีชีวิตชีวาราวกับว่าเขามีอายุไม่มากนักอีกครั้ง…….

 

         ก่อนหน้านี้เขาโกรธเพราะผิดหวังในตัวเธอ! แต่ดูเหมือนเขาจะลืมว่าเธอสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่อายุสามขวบ และตัวเขาเองก็ออกจากบ้านไปเมื่อเธออายุสี่ขวบ ไม่มีใครคอยอบรมเรื่องระเบียบวินัยให้เธอตั้งแต่ยังเยาว์วัย ดังนั้นเธอจะตอบสนองต่อความคาดหวังของเขาได้อย่างไรกันล่ะ ?

 

         เขายังคงจำได้อย่างเลือนรางในวันที่เขาต้องจากไปเสี่ยวลั่วเฟิงไปในวัยสี่ขวบ เธอพยายามดึงชายเสื้อเขาเพื่อขอร้องให้เขาไม่ไป

 

         แต่สุดท้ายแล้วเพื่อความปลอดภัยของผู้คนในอาณาจักรหลงเหยียน เขาเลือกที่จะทิ้งเธอเอาไว้อย่างเลือดเย็นเพื่อไปทำหน้าที่ของตนเอง

 

         “ถ้าไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวกลับไปพักผ่อน” หยุนลั่วเฟิงหยีตาและกล่าวด้วยเสียงอ่อนเพลีย

 

         เมื่อเห็นใบหน้าที่เฉยเมยของหญิงสาว ทำให้ความรู้สึกผิดยิ่งท่วมท้นในใจของ หยุนเหล่า เขาเปิดปากเพื่อจะพูดอะไรบางอย่างแต่คำพูดทั้งหมดก็ติดอยู่ในคอ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเปล่าเสียงออกไปได้แม้แต่คำเดียว

 

         “ไปเถอะ”

 

         เขาถอนหายใจเบาๆอย่างอ่อนแรงและโบกมือเพื่ออนุญาตให้เธอออกไป ดูเหมือนแค่คำพูดทั้งสองคำนี้จะสูบเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาออกไป เขาฟุบตัวและหลับตาลง

 

         ในเวลานี้นายพลหยุนเหล่า ไม่ได้ดูมีอำนาจเหมือนตอนที่อยู่ในสนามรบ เขาดูอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับเปลวไปจากเทียนไขที่ถูกลมพัดมันแทบจะทำให้หยุนลั่วเฟิงทนมองดูต่อไปไม่ได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้วเธอก็ไม่ได้พูดอะไรและหันหลังเดินออกไปจากห้องหนังสือ

 

         เมื่อร่างสีขาวลับตาไป หยุนเหล่าก็ลืมตาอีกครั้ง เขามองไปที่พื้นว่างเปล่าด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความเจ็บปวดและรู้สกผิดจึงเอ่ยถามว่า ชิงเหยิน นี่ข้าทำผิดไปจริงๆหรอ?”

 

         ติดตามตอนต่อไป………….