0 Views

DEM 109 : เสน่ห์เย้ายวน !

 

          ขณะที่พระสนมมู่กำลังรอคอยหยุนลั่วเฟิงด้วยความจดจ่อนางก็มองเห็นมู่หวู่เฉินเดินเข้ามาในห้องโถงเพียงคนเดียว ทันใดนั้นใบหน้างดงามของนางก็เปลี่ยนไปเป็นมืดมิดลงในทันทีแววตาของนางเต็มไปด้วยความเย็นชา

 

          “หยุนลั่วเฟิงอยู่ที่ไหน? ทำไมเจ้ากลับมาเพียงคนเดียว?”

 

          มู่หวู่เฉินรายงานด้วยความอึดอัดใจ “เหนียงเหนี่ยง หยุนลั่วเฟิงปฏิเสธพระราชโองการขอรับนางยังให้ข้าไปถามองค์จักรพรรดิด้วยว่าทำไมเขาไม่มอบโอกาสอันมีเกียรติในครั้งนี้ให้กับลูกสาวของนายกรัฐมนตรี

 

          “อะไรนะ?”

          ทันใดนั้นใบหน้าของพระสนมมู่ก็เปลี่ยนไปเป็นซีดเผือดมือขาวราวกับหยกของนางเอื้อมไปจับพนักเก้าอี้ในขณะที่พูดอย่างเย็นชาว่า “ขยะไร้ค่าอย่างหยุนลั่วเฟิงพูดเช่นนี้จริงงั้นหรือ?”

 

          “จริงขอรับ!” มู่หวู่เฉินพยักหน้า “เหนียงเหนี่ยง หยุนลั่วเฟิงเป็นเพียงขยะไร้ค่า ทำไมท่านจึงสนับสนุนนางเช่นนี้? ด้วยความสามารถของนางแล้วนางไม่เหมาะสมที่จะเป็นพระสหายขององค์หญิง!”

 

          สำหรับบุคคลที่อยู่ในชนชั้นสูงอย่างองค์หญิงการที่คนอย่างหยุนลั่วเฟิงได้เป็นพระสหายร่วมศึกษากับนางจะเป็นเรื่องถูกต้องไปยังไง? โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขยะไร้ค่าคนนั้นปฏิเสธความหวังดีของพระสนมเหนียงเหนี่ยง

 

          ดวงตาของพระสนมมู่หรี่ลงเล็กน้อยในขณะที่นางเคาะแหวนหยกบนนิ้วมือเบาๆ ทุกคนไม่อาจรู้ได้ว่าในขณะนี้นางคิดอะไรอยู่

 

          ในขณะนั้นเองเสียงดังจากภายนอกก็ขัดจังหวะความคิดของพระสนมมู่

 

          “องค์จักรพรรดิเสด็จ”

 

          เมื่อได้ยินดังนั้นพระสนมมู่ก็ลุกขึ้นยืนและสำรวมกิริยาท่าทางอย่างรวดเร็ว นางมองไปยังร่างในชุดสีเหลืองสง่างามที่เดินเข้ามาอย่างรวดเร็วและเอ่ยคำทักทาย “ถวายบังคมฝ่าบาท”

 

          “สนมที่รักของข้า” เกาถู่มองพระสนมมู่ที่มีรอยยิ้มงดงามเต็มใบหน้าและพูดอย่างเย็นชาว่า “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าไปที่คฤหาสน์นายพลเพื่อบังคับให้หยุนลั่วเฟิงมาเป็นพระสหายร่วมศึกษากับองค์หญิงงั้นหรือ?”

 

          พระสนมมู่เงยหน้าขึ้นมาด้วยความตื่นตกใจ “ฝ่าบาท พระองค์รู้ได้ยังไง…”

 

          “เรื่องนี้เขารู้กันทั่วทั้งพระราชวัง” เกาถู่ หัวเราะเบาๆ “ทุกคนบอกว่าเจ้ากำลังกลั่นแกล้งหลานสาวเพียงคนเดียวของนายพลหยุนเหล่าและเจ้ายังทำแม้กระทั่งบีบบังคับให้นางเข้าวังเพื่อมาเป็นสหายร่วมศึกษากับองค์หญิง! พระสนมที่รักยิ่งของข้า ในอดีตครอบครัวของเจ้าเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกชายและลูกสะใภ้ของหยุนเหล่าถึงแก่ความตายและข้าไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยที่จะอยู่ข้างครอบครัวของเจ้าโดยไม่สนใจคำพูดของใครๆ อย่างไรก็ตามในขณะนี้หยุนลั่วเฟิงเป็นเพียงหลานสาวคนเดียวที่เขาเหลืออยู่หากเกิดอะไรขึ้นกับนาง ชายชราคนนั้นจะสู้กับราชวงศ์จนมีใครตายกันไปข้างหนึ่งอย่างแน่นอน! และในตอนนี้เราก็ไม่สามารถทำอะไรชายชราคนนั้นได้ ข้าจึงไม่อยากให้เจ้าทำอะไรลงไปโดยที่ยังคิดไตร่ตรองไม่รอบคอบ”

 

          พระสนมมู่หลับตาลงช้าๆและกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ข้าจะปฏิบัติตามรับสั่งของฝ่าบาท”

 

          “พระสนมที่รักของข้า” ท่าทางของเกาถู่เปลี่ยนไปเป็นการแสดงออกว่าเขาหลงใหลหญิงคนนี้มากขณะนี้แววตาของเขาไร้ซึ้งความเข้มงวดใดๆ 

 

          “ข้ารู้ว่าเจ้ามีความแค้นต่อหยุนลั่วเฟิง ถ้าไม่ใช่เพราะนางมู่หวู่ซางก็คงไม่ต้องพบกับความเศร้าโศกเช่นนี้! อย่างไรก็ตามในตอนนี้องค์ชายรัชทายาทกำลังป่วยหนัก และข้าเองก็ยุ่งและเหน็ดเหนื่อยจากงานที่มีเข้ามามากมาย ข้าจึงไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องเหล่านี้ แต่เจ้าจงมั่นใจได้ว่าข้าจะทวงความยุติธรรมให้กับครอบครัวของเจ้าอย่างแน่นอน!”

 

          ความยุติธรรม?

 

          ถ้าหยุนลั่วเฟิงมาที่นี่และได้ยินคำพูดนี้ออกมาจากปากของเกาถู่นางคงจะไม่สามารถอดกลั้นเก็บเสียงหัวเราะเอาไว้ได้!

 

          นางไม่เข้าใจว่าจักรพรรดิที่มักมากในกามอย่างเกาถู่มีหน้าพูดคำว่า ‘ควายุติธรรม’ ออกมาได้ยังไง

 

          “ฝ่าบาท ได้ยินท่านพูดเช่นนี้ข้าก็สบายใจ”

 

          พระสนมมู่ค่อยๆยกยิ้มมุมปากใบหน้างดงามของนางปรากฏรอยยิ้มจางๆ ดวงตาของนางอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเสน่ห์หาขณะจ้องมองใบหน้าของชายที่อยู่ตรงหน้า

 

          ไม่มีชายคนใดสามารถต้านทานหญิงที่อ่อนหวานและนุ่มละมุนเหมือนสายน้ำอย่างนางได้ดังนั้นเกาถู่จึงโยนการงานต่างๆทิ้งไว้ด้านหลังและอุ้มพระสนมมู่ไว้ในอ้อมแขนก่อนจะเดินตรงไปยังเตียงนอน

 

          มู่หวู่เฉินหลบออกมาอย่างช้าๆและค่อยๆปิดประตูห้องนอน……

 

          ติดตามตอนต่อไป……………