0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 88 : สมบัติหายาก (2)

 

“เหอะ….” คิ้วของโส่วเจี่ยขมวดเข้าหากัน เมื่อได้ยินคำกล่าวของอีกฝ่าย เขาไม่ยอมถูกหลอกเป็นอันขาด โส่วเจี่ยเคยพบเจออาวุธระดับสูงมาหลากหลาย เขาพอจะแยกมันได้ว่าอันไหนสมควรจะซื้อหรือไม่ซื้อ ตอนนี้แค่สีของพวกมันก็ทำให้เด็กชายพอที่จะตัดสินใจลางๆแล้ว ซึ่งเมื่อเด็กชายกวาดตามองซากอุปกรณ์ที่สุมกันเป็นภูเขา เขาก็เลิกให้ความสนใจต่อพวกมันในทันที อุปกรณ์เวทมนตร์ที่ดี ส่วนมากจะถูกทำขึ้นมาจากแร่เงิน หากเป็นโลหะธรรมดา เมื่อระยะเวลาผ่านไปอุปกรณ์เหล่านั้นย่อมต้องเกิดสนิมขึ้น

 

เมื่อเห็นการแสดงออกอย่างดูถูกของโส่วเจี่ย เจ้าของร้านก็ไม่ได้แสดงปฏิกริยาใดๆออกมา เพียงแต่กล่าวขึ้น “เพื่อนตัวน้อยของข้า ข้าก็ไม่ได้ต้องการที่จะโอ้อวดอันใดนัก แต่ร้านมาดี้ของข้า ถือเป็นร้านอันทรงเกียรติ ซึ่งถูกควบคุมโดยกลุ่มนักฆ่ามีโอกาสยิ่งที่จะพบเจอเข้ากับอุปกรณ์ล้ำค่า ชื่อของกลุ่มพวกเรานั้นถือได้ว่าเป็นกลุ่มนักฆ่าที่มีความแข็งแกร่ง และมีเพียงกลุ่มนักฆ่าอีกเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่มีความสามารถเหนือกว่าพวกข้า พวกเขายอมเสี่ยงตายเพื่อเข้าไปค้นหาและนำสมบัติเหล่านั้นออกมา

 

ได้ยินคำกล่าวจากเจ้าของร้าน โส่วเจี่ยก็เริ่มรู้สึกมีความหวังขึ้น ก่อนถามคำถามกลับไปยังเจ้าของร้านด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม “เจ้าต้องเป็นกลุ่มที่น่ากลัวมากแน่ๆ? ข้านั้นสงสัยยิ่ง ว่ากลุ่มนักฆ่าของพวกเจ้าได้ถูกจัดไว้ในลำดับที่เท่าไหร่ของเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์กัน?”

 

“ฮ่าฮ่า…”เจ้าของร้านยิ้มขึ้นและกล่าวอย่างภาคภูมิออกมา “กลุ่มมาดี้ของข้านั้นถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 28 จากการจัดอันดับครั้งล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานของเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์  เจ้าคิดว่าอย่างไร? มันสุดยอดใช่ไหมละ?”

 

“เอ๊ะ…อันดับที่ 28” เมื่อเห็นการแสดงออกอย่างภาคถูมิใจจากสีหน้าท่าทางเจ้าของร้าน โส่วเจี่ยนั้นคาดไว้ว่ากลุ่มของพวกเขาจะถูกจัดอยู่ในลำดับต้นๆ เขาไม่เคยคิดว่าสถานที่แห่งนี้จะถูกควบคุมโดยกลุ่มนักฆ่าลำดับที่ 28 เพียงเท่านั้น เขาอาจจะได้รับสิ่งที่ดีและมีโอกาสสูงจากกลุ่มที่มีลำดับต่ำกว่า 20 ลงไป!

 

เห็นการแสดงออกของโส่วเจี่ย เจ้าของร้าน รู้สึกโกรธจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ เขาตะโกนออกมาอย่างไม่ใยดี “ไอ้เด็กสารเลว ถ้าพวกข้าถูกจัดอันดับไว้ต่ำกว่า 20 พวกข้าจะมาตั้งร้านที่นี่ทำไม? พวกข้าคงไม่ต้องมาเปิดร้านที่ไม่ว่าจะเป็นใครที่เดินผ่านมาก็สามารถเข้ามาดูได้อย่างนี้หรอก”

 

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เจ้าของร้านจึงได้กล่าวเสียงดังขึ้นอีกครั้ง “ไป ไป ไป…..ถ้าเจ้าไม่ต้องการซื้อสิ่งใดก็อย่ามาก่อปัญหาให้กับข้า หากเจ้าสามารถซื้อสิ่งที่ดี แล้วเจ้าจะมาทำไมที่ย่านตลาดแห่งนี้? ถ้าเจ้ามีเงินจริง เจ้าควรจะไปที่ร้านของกลุ่มหลินเซน พวกเขาเป็นกลุ่มนักฆ่าอันดับต้นๆ เจ้าคงจะพอใจกับมันนะ? มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เด็กเหลือขออย่างเจ้าจะสามารถซื้อสิ่งที่ต้องการจากที่นั่นได้?”

 

โส่วเจี่ยไม่ได้ใส่ใจกับคำกล่าวจากเจ้าของร้าน ในทางตรงกันข้าม โส่วเจี่ยไม่ต้องการซื้อสิ่งใด แต่เขาต้องการไปทำข้อตกลงทางการค้าเพราะกริชที่เขามี ณ ตอนนี้ โส่วเจี่ยอยากรู้ยิ่ง ว่าร้านค้าของกลุ่มนักฆ่าหลินเซน ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆจะมีอุปกรณ์ที่ดีเพียงใด เขาจะสามารถทำการค้าร่วมกันได้หรือไม่?

 

เมื่อพูดถึงกลุ่มนักฆ่าหลินเซน โส่วเจี่ยก็โชคดียิ่ง เพราะพี่หกนั้นรู้ตำแหน่งของกลุ่มการค้าหลินเซนแห่งนั้น ในตอนแรกเธอไม่รู้ว่ากลุ่มการค้าหลินเซนเป็นตัวตนแบบใด มันจึงเป็นเรื่องปกติที่เธอจะไม่ได้ให้ความสนใจกับร้านดังกล่าว แต่ตอนนี้ แม้นายน้อยของเธอต้องการที่จะไป มันก็ไม่มีปัญหาอันใด เมื่อเธอศึกษามาอย่างดี และรู้ตำแหน่งที่ตั้งของมันอย่างชัดเจน

 

หลังจากผ่านไปสามสิบนาที พวกเขาทั้งสองก็มาถึงด้านหน้าประตูทางเข้าของกลุ่มการค้าหลินเซน กลุ่มของเหล่านักฆ่าชั้นสูง จะมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก และกลุ่มการค้าหลินเซนก็ได้ตั้งร้านอยู่ในเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ด้วย ชั้นที่สองของร้านจะทำการจัดเอกสารหรือการติดต่อเพื่อทำการค้าต่างๆ และในชั้นที่หนึ่งจะทำการขายอุปกรณ์จำนวนมหาศาล

 

ทันทีที่พวกเขาเดินผ่านประตูทางเข้า โส่วเจี่ยก็รู้สึกแสบตาเล็กน้อยจากแสงที่ส่องประกายออกมาจากตัวร้าน อาวุธและชุดเกราะส่องแสงออกมาอย่างเจิดจ้า ทุกคนสามารถบอกได้ทันทีว่าอุปกรณ์เหล่านี้เป็นของที่มีคุณภาพขนาดไหน

 

สมาคมการค้าหลินเซนนั้นมีชีวิตชีวายิ่ง ซึ่งมีผลสืบเนื่องจาก การที่มีผู้คนเข้าออกสถานที่แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง และเด็กตัวเล็กๆย่างโส่วเจี่ย จึงไม่มีใครให้ความสนใจนัก ส่วนใหญ่พวกเขาจะคิดว่า โส่วเจี่ยเป็นเด็กที่มาพร้อมกับพ่อแม่ของตน และไม่เคยคิดเลยว่าโส่วเจี่ยนั้นจะกลายมาเป็นลูกค้ารายใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ เด็กชายไม่เหมือนกับผู้ที่จะมาซื้อสิ่งใดจากสถานที่แห่งนี้ได้ และคงไม่มีใครคาดคิดว่าตัวเขาจะมีสมบัติของเหล่านักฆ่าที่เป็นดั่งความฝันของพวกเขาอยู่ในครอบครอง!

 

หลังจากที่มองไปรอบๆ โส่วเจี่ยกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แม้ว่าในจำนวนอุปกรณ์ต่างๆจะถือได้ว่าเป็นสมบัติและมีแม้กระทั่งสิ้นค้าที่ถูกจัดไว้ในระดับปัญญา แต่มันก็ชัดเจนอย่างยิ่ง ว่าไม่มีสิ่งใดที่เขาต้องการอยู่เลย

 

โส่วเจี่ยนั้นเลิกสนใจสิ่งที่อยู่รอบข้าง และเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ของผู้ดูแลร้านพร้อมกับถามอย่างไม่พอใจขึ้น “ท่านผู้ดูแล ในร้านมีสินค้าอยู่เพียงเท่านี้หรือ? ท่านมีสิ่งใดที่ดีกว่าอุปกรณ์เหล่านี้อีกหรือไม่? พวกท่านสมาคมการค้าหลินเซนอย่างน้อยก็น่าจะมีอุปกรณ์ระดับตำนานขายอยู่ใช่ไหม?

 

ผู้ดูแลของสมาคมการค้าปรายตามองไปที่โส่วเจี่ยเล็กน้อยและกล่าวขึ้น “เด็กน้อย เจ้าไม่ควรกล่าวเยี่ยงนั้น แน่นอนว่าเรามีอุปกรณ์ระดับตำนาน แต่…. ไม่มีเหตุจำเป็นใดที่จะต้องนำมันมาจัดวางไว้ยังที่แห่งนี้? หากเจ้าไม่มีอะไรก็จงไปหาที่เล่นที่อื่นซะ เจ้าไม่เห็นหรือว่าพวกข้ากำลังยุ่งอยู่?”

 

ได้ยินคำกล่าวของผู้ดูแล โส่วเจี่ยพยายามระงับความโกรธของตนไว้ เมื่อตนเป็นเด็ก มันแน่นอนที่จะไม่ได้รับความเคารพจากผู้ใด ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปที่ไหน มันก็จะเป็นเช่นเดียวกันหมด

 

“นั่น! นั่นมันน้องโส่วเจี่ยนี่!” โส่วเจี่ยได้ยินเสียงที่ดังออกมาจากภายนอกร้าน ร่างเล็กๆได้ลอดผ่านบานประตูเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส จนสามารถทำให้ผู้คนล้วนแต่หยุดหายใจได้

 

โส่วเจี่ยไม่จำเป็นต้องหันหน้าไปมองก็สามารถจำเสียงที่ดังขึ้นได้ เพราะเสียงแบบนี้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น ‘เอ็มม่า’ เด็กชายหันกลับไปมอง ก็เห็นเอ็มม่ากำลังเดินผ่านพี่เลี้ยงของตนมาด้วยใบหน้าที่สดใส เมื่อเห็นท่าทางของเธอ โส่วเจี่ยได้แต่รู้สึกโอดครวญขึ้นมาทันที เนื่องจากเธอนั้นโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ทำไมท่าทางการเดินของเธอถึงเป็นเสมือนเด็กเช่นนี้

 

แม้ว่าโส่วเจี่ยจะยอมรับว่าภายนอกของเธอ ได้รับการเปลี่ยนแปลงจนดูเหมือน อายุ 13 – 14 ปี แต่อายุของเธอก็ยังคงเหมือนเดิม มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

 

โส่วเจี่ยได้แต่ขมวดคิ้วของตน ไม่นาน เอ็มม่าก็ได้เดินมาหยุดที่ด้านหน้าของโส่วเจี่ย เธอดึงแขนของเด็กชายขึ้นมาและถามอย่างตื่นเต้นขึ้น “ทำไมเจ้าไม่ไปโรงเรียน และมาทำอะไรที่นี่กัน เจ้ามาซื้อของหรือ? ถ้ามีสิ่งใดที่ถูกใจ ข้าจะซื้อให้เจ้า”

 

เมื่อเห็นการตอบสนองของเอ็มม่า โส่วเจี่ยจึงเหลือบไปมองผู้ดูแลร้านซึ่งกำลังทำอะไรไม่ถูก พร้อมกับกล่าวขึ้น “ข้าไม่ได้ต้องการซื้ออะไร แต่พวกเขากลับบอกว่าข้าเป็นเพียงแค่เด็กน้อย และจะไม่ยอมให้ข้าเห็นสิ่งที่ข้าอยากดู”

 

“อะไรนะ….” ได้ยินคำกล่าวของโส่วเจี่ย เอ็มม่าหันไปหาผู้ดูแลร้าน นำมือจับที่เอวของตนด้วยความโกรธ เธอเริ่มตะโกนใส่ผู้ดูแลร้าน “ข้าไม่สนใจจะเป็นหลินเซนหรือหมาเซน แต่ถ้าตราบใดที่พวกเจ้ายังทำงานอยู่ในเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์ การปฏิบัติของเจ้าถือเป็นสิ่งสำคัญภายในเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์ ตามกฎที่ถูกออกมา ลูกค้าทั้งหมดจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ซึ่งมันได้ถูกเขียนไว้ในบรรทัดแรกของกฎหมาย พวกเจ้ายังกล้าที่จะ….”

 

ผู้ดูแลร้านเข้าใจและยอมรับคำกล่าวของเอ็มม่าทันที ที่จริงแล้ว ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่ปฏิบัติเยี่ยงนี้เมื่อเจอเหล่าเด็กๆ แต่ทุกๆคนก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน แม้การกระทำแบบนี้จะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่จะมิมีผู้กล้าที่จะกล่าวมันขึ้น คำที่ออกมาจากปากของเอ็มม่า ย่อมหมายถึงว่าพวกเขาจะไม่สามารถเปิดธุรกิจภายในเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์ต่อไปได้!

 

“ท่านหญิง ท่านคงไม่ต้องการลดตัวลงมาถกเถียงกับข้าน้อยซึ่งมีสถานะต้อยต่ำกว่า ข้าจะรีบไปนำสมบัติที่มีค่าของร้านเล็กๆแห่งนี้ออกมาให้พวกท่านได้ยลโฉม ไม่ทราบว่ามันจะเพียงพอหรือไม่” เจ้าของร้านกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร

 

เมื่อเห็นว่าผู้ดูแลร้านนั้นปฏิบัติกับพวกเขาด้วยความจริงใจอีกครั้ง เอ็มม่าจึงไม่ได้เอาความอันใดอีก เธอไม่ต้องการที่จะใช้กฎหมายเพื่อบีบบังคับเช่นนี้ เธอทำเพียงเพื่อให้เขาเกิดความกลัวเล็กน้อย และเมื่ออีกฝ่ายยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย การเลิกแล้วต่อกันถือเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม

 

เมื่อเห็นการแสดงออกของผู้ดูแลที่เปลี่ยนไป โส่วเจี่ยเริ่มรู้สึกดีขึ้น ในขณะนั้น เอ็มม่าได้ขยับเข้าไปใกล้เจ้าของร้าน และพูดด้วยเสียงจริงจังขึ้น “ในตอนนี้ ข้าได้ช่วยเจ้าไว้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าผู้นี้คือใคร? เขาคือลอร์ดโส่วเจี่ย เขาไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นสามัญเช่นเจ้าจะแสดงความดูถูกดูแคลนออกมาได้ เมื่อเจ้าทำกริยาอันเลวทราม เจ้าจะต้องถูกลงโทษ เจ้าทำได้เพียงแต่ภาวนาเท่านั้นว่าหัวของเจ้าจะไม่หลุดจากบ่า

 

ได้ยินคำกล่าวของเอ็มม่า ผู้ดูแลร้านก็เริ่มเหงื่อไหลออกมา ถึงแม้ว่าตัวเขาจะเป็นสมาชิกของสมาคมการค้าหลินเซน แต่ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมีสถานะหรืออำนาจเทียบเท่ากับเหล่าขุนนางและราชวงศ์ได้ พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำกริยาใดๆเพื่อเป็นการล่วงเกินแก่บุคคลชั้นสูง

 

เมื่อใดที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด พวกเขาจะถูกขึ้นบัญชีดำว่าเป็นอาชญากรของจักรวรรดิในทันที และหากอาชญากรผู้นั้นต้องการดำรงชีวิตอยู่ พวกเขาก็ทำได้เพียงหลบหนีออกไปจากจักรวรรดิแห่งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม คงไม่มีจักรวรรดิใดที่เต็มใจให้สถานที่หลบซ่อนแก่บุคคลที่เป็นศัตรูกับเหล่าขุนนางของจักรวรรดิใกล้เคียงเป็นแน่

 

แม้ไม่ต้องกล่าวถึงยศถาบรรดาศักดิ์ เพียงแค่ความสัมพันธ์ของโส่วเจี่ยกับเหวินหยา ก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่อยาก ว่าหากมีเรื่องด้วย นั่นแสดงว่ามันผู้นั้น ล้วนไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่ในเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้แล้ว และจะมีใครหน้าไหนในเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์ ที่จะกล้าลูบคมเหวินหยา บุตรตรีของดยุคเหวินฉากัน

 

ผู้ดูแลร้านได้ตกอยู่ในความหวาดกลัว เขารีบวิ่งเข้าไปในห้องเก็บของ พร้อมกับรีบแบกกล่องไม้ออกมาทันที เขาเริ่มกล่าวกับโส่วเจี่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ “ท่านลูกค้า นี้เป็นสมบัติของร้านเรา มันคือคทาวิญญาณแห่งสายลม มันถูกจัดให้อยู่ในระดับตำนาน เชิญตรวจสอบมันได้ตามที่ท่านต้องการ”

 

กล่องไม้ดังกล่าวก็ค่อยๆเปิดออกช้าๆ….แสงสีทองถูกสาดออกมาจากกล่องไม้ มันกระทบกับสายตาของโส่วเจี่ยที่กำลังจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่ภายใน โส่วเจี่ยได้แต่ขมวดคิ้วของตน อุปกรณ์ชิ้นนี้ถือว่าเป็นคทาที่ดีอีกด้ามหนึ่ง แต่มันกลับไม่จำเป็นสำหรับโส่วเจี่ย

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha