0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 82 : ถุงมืออันใหม่ (2)

 

ด้วยกริชเล่มนี้ มันปกปิดเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตราบใดที่นักฆ่าสามารถซ่อนจิตสังหารจากเหยื่อที่หมายตาเอาไว้ได้ เหยื่อจะไม่มีทางได้รับรู้เลยว่าตัวเองนั้นตายลงได้เยี่ยงไร

 

กริชเล่มนี้ถ้าอยู่ในมือของคนปกติทั่วไปมันจะไม่มีความสำคัญเลย แต่ตราบใดที่มันอยู่ในมือของเหล่านักฆ่าที่ชำนาญการ มันจะกลายเป็นเหมือนอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นจากหัตถ์ของพระเจ้า

 

แม้กริชเล่มนี้จะไม่ใช่อาวุธระดับตำนาน ไม่ได้เป็นอาวุธระดับปัญญาหรืออเป็นาวุธระดับสูงก็ตาม แต่มันเป็นสิ่งที่พิเศษ ซึ่งสร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบหายาก โดยบรรพบุรุษของเหล่านักฆ่า

 

ในโลกใบนี้ มีเพียงอัจฉริยะไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้กลายเป็นนักรบหรือนักเวท ส่วนพวกที่เหลือ มีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะเป็นนักผจญภัยหรือกลายเป็นนักฆ่า พวกเขามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะเรียนรู้ศาสตร์การต่อสู้แบบไหน หากไม่ชอบ พวกเขาก็สามารถคิดขึ้นขึ้นมาให่มได้ และสิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือการฝึกฝนและประสบการณ์เท่านั้น

 

โลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ มันมีจำนวนประชากรที่เยอะมาก แต่สำหรับนักรบและนักเวท หากนำมารวมกัน กลับยังมีไม่ถึงครึ่งของจำนวนนักฆ่าเลยก็ว่าได้ ราคาของอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆสำหรับน่าฆ่านั้น แทบจะไม่มีความสมดุลอยู่เลย

 

อาวุธและอุปกรณ์ของเหล่านักฆ่าระดับต่ำนั้นมีราคาที่ต่ำมาก ส่วนอาวุธและอุปกรณ์ของนักฆ่าที่มีระดับสูง ราคาของมันก็สูงจนไม่อาจประมาณค่าได้

 

เนื่องจากเหล่านักฆ่าที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในสายตาของทุกคนย่อมต้องการอาวุธและอุปกรณ์ที่มีศักยภาพสูง แต่อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์หรืออาวุธที่มีคุณภาพนั้นกลับมีอยู่จำนวนไม่มากเท่าใดนัก ซึ่งสวนทางกับความต้องการของเหล่านักฆ่า ซึ่งอุปกรณ์และอาวุธในตลาดส่วนมากจะไร้ค่า และนับได้ว่าเป็นขยะถึง 99 ส่วน และอีก 1 ส่วนจะเป็นสมบัติที่พวกเขาต้องการ

 

สิ่งที่ได้ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษของเหล่านักฆ่า ล้วนแต่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานซึ่งมาพร้อมกับมูลค่าที่สูงมาก โดยปกติแล้ว  เหล่านักฆ่าจะทำการสืบทอดสิ่งของพวกนี้กันมาไม่น้อยกว่า 8 รุ่นเป็นอย่างต่ำ และจะมีเพียงอุปกรณ์หรืออาวุธเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ที่จะถูกสร้างขึ้นจากภายนอก มันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้อุปกรณ์และอาวุธที่มีศักยภาพ ล้วนจะถูกส่งต่อให้กับลูกหลานที่มีเชื้อสายของตนเท่านั้น ส่วนผู้ที่เป็นบุคคลภายนอก เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้รับสืบทอดและพบเห็นมัน

 

แม้จะมีบางชิ้นที่เล็ดรอดออกมา แต่ของเหล่านั้น ล้วนแต่หายากยิ่ง แต่ก็ยังพอเป็นไปได้ที่จะตามหามัน ซึ่งเหล่าอาวุธพวกนี้ได้ถูกขุดขึ้นมาโดยนักผจญภัยตามพื้นที่ต่างๆ จึงทำให้ถูกพบเห็นได้เป็นบางครั้งตามตลาดหรือการประมูล และหากมันปรากฏขึ้น ย่อมเกิดการต่อสู้เพื่อที่จะครอบครองอาวุธเหล่านี้

 

อาชีพนักฆ่านั้นไม่ค่อยมีความสามารถในการต่อสู้ที่เก่งกาจ แต่พวกเขามีความเชี่ยวชาญในการปกปิดตัวตน จึงกล่าวได้ว่า พื้นฐานของพวกเขาจะถูกสั่งสอนให้ทำการปกปิดตัวตนซะส่วนใหญ่ และในการโจมตีหรือป้องกัน พวกเขาจะต้องใช้ความสามารถของอุปกรณ์เป็นหลัก  แต่ถ้าไร้ซึ่งอุปกรณ์ ไม่ว่าจะในการโจมตีหรือการป้องกัน พวกเขาก็เป็นได้แค่สวะดีๆนี่เอง

 

กล่าวได้ว่า นักฆ่านั้นสามารถฆ่าไก่หนึ่งตัวได้ด้วยมีดปลอกผลไม้ แต่ถ้าพวกเขามีกริชก็สามารถสังหารมังกรได้เช่นกัน ความสามารถของพวกเขาจะขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่มี การเป็นนักฆ่าจะไร้ซึ่งอุปกรณ์และอาวุธที่ดีไปไม่ได้ มันเป็นหัวใจสำคัญของอาชีพนี้

 

ในอดีตนั้น เมื่อทุกคนพบเจอเข้ากับเหล่านักฆ่า และหากนักฆ่าพวกนั้นมีอาวุธและอุปกรณ์ที่เพรียบพร้อม มันจึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะค้นหาจุดที่พวกเขาอยู่จากการอำพรางตัวที่แนบเนียน ซึ่งผู้ที่ถูกล่าล้วนเปรียบเสมือนมังกรที่รอคอการลงมีดจากเหล่านักฆ่า

 

โส่วเจี่ยเริ่มใจสั่นสะท้านเมื่อมองไปยังกริชที่อยู่ในมือ แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับมันเท่าไหร่นัก เพราะในโลกนี้ มันยังมีสมบัติของเหล่านักฆ่าอยู่อีกมากมาย ถึงแม้มันจะเป็นสิ่งที่ถูกสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นจะมีคุณภาพที่ดีเสมอไป

 

นับตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นไข่ของสัตว์เวทย์หรืออุปกรณ์ต่างๆที่ถูกนำมาประมูล ส่วนใหญ่จะมาจากนักฆ่าที่ลอบเข้าไปขโมยมันมาจากรังของสัตว์เวทหรือตามสถานที่ต่างๆ เหล่านักฆ่านั้นสามารถเข้าไปขโมยของออกมาได้ แต่สำหรับอาชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะมีความกล้าหาญขนาดไหน ก็ยังไม่อาจเข้าไปได้ถึงครึ่งทางเสียด้วยซ้ำ

 

ยกตัวอย่างเช่น มงกุฎจักพรรดิแห่งแสง ซึ่งเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ระดับมหากาฬที่ได้ถูกเหล่านักฆ่าขโมยออกมาจากถ้ำมังกรดำ โดยที่เหล่ามังกรดำทั้ง 12 ไม่สามารถตรวจพบพวกเขาได้ หากเป็นอาชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนักเวทที่มีอุปกรณ์ระดับมหากาฬที่ได้ร่วมมือกับเหล่านักรบ พวกเขาก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าไปเผชิญหน้ากับเหล่ามังกรดำทั้ง 12 ตัวได้

 

โส่วเจี่ยมองไปที่กริชในฝ่ามือของตน และเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นของสำคัญสำหรับเหล่านักฆ่า พวกเขาสามารถควบคุมมัน เพื่อใช้ในการโจมตีโดยที่ไม่มีแสงสะท้อนในเงามืดได้ ทั้งยังไม่เกิดเสียง มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถป้องกันการโจมตีที่ถูกวาดออกได้ทัน

 

แต่อย่างไรก็ตาม โส่วเจี่ยก็รู้ว่า อาวุธที่เหล่านักฆ่าต้องการ ล้วนต้องมีความคมที่เหนือชั้น เพราะหากไม่มีความคม คงจะไม่สามารถโจมตีผ่านชั้นผิวหนังซึ่งเป็นการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของเหล่าสัตว์เวทย์ได้ และหากผิวของสัตว์เวทย์นั้นแกร่งจนเกินไป กริชอาจจะหักลงได้ ไม่ว่าจะมีการปกปิดตัวตนที่ดีขนาดไหน ถ้ามันไม่สามารถโจมตีได้ มันจะกลายเป็นขยะอย่างไม่ต้องสงสัย

 

โส่วเจี่ยได้ตรวจสอบมันอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งการตรวจสอบที่เกิดขึ้น เด็กชายทำได้เพียงขมวดคิ้วแน่น มัน….กริชเล่มนี้ไม่มีความคมอยู่เลย มันทื่ออย่างเห็นได้ชัด เขาทำการทบสอบโดยการฟันไปที่ตะเกียบไม้ ซึ่งตะเกียบนั้นได้หักลงด้วยความยากลำบาก

 

โส่วเจี่ยได้แต่ส่ายศีรษะอย่างผิดหวัง แต่เขาไม่หยุดความพยายามของตนและเริ่มทำการทดลองอีกครั้ว แต่ในท้ายที่สุดแล้ว โส่วเจี่ยก็ต้องผิดหวัง เมื่อมันไม่ได้มีความคมแตกต่างจากกริชทั่วๆไป และมันยังไม่สามารถที่จะตัดผ่านแผ่นไม้ ที่มีความหนาเพียง 1 เซนติเมตรได้

 

เขาก็มองไปที่กริชอีกครั้งด้วยความหมดหวัง และรู้สึกเสียใจกับมันยิ่ง แม้ว่ากริชนี้เล่มนี้จะมีความสามารถหลากหลาย แต่มันกลับไม่มีความคมอยู่เลย ถ้ากริซนี้มีความคมติดมาด้วย มันจะโดดเด่นไม่น้อย และมูลค่าของมันก็จะดีดตัวสูงขึ้นอย่างมหาศาลในทันที

 

โส่วเจี่ยได้แต่ยืนนิ่งอย่างผิดหวัง!

 

ท่ามกลางความผิดหวัง ประกายตาของโส่วเจี่ยก็สว่างขึ้น เขาคิดว่ามันมีความเป็นไปได้อยู่….ถึงแม้ว่ากริชเล่มนี้จะไม่คม แต่ถ้าใส่พลังปราณเข้าไปละ?

 

ถึงแม้โส่วเจี่ยก็ไม่ได้มีความรู้มากนัก  แต่เขาก็พอทราบ อาวุธของบางคนก็ไม่ได้มีความคมอยู่เสมอไป แต่หลังจากที่พวกเขาใส่พลังปราณเข้าไป อาวุธเหล่านั้นก็จะกลายเป็นอาวุธที่แหลมคมซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากอาวุธที่นักรบส่วนมากใช้ และพวกเขาก็ใช้มันเพื่อผ่านการต่อสู้มาได้โดยไร้ซึ่งอุปสรรค แต่ถ้าอาวุธพวกนั้นไม่ได้รับพลังปราณมันก็เป็นได้แค่ใบมีดทื่อๆเท่านั้น

 

จิตใจของโส่วเจี่ยได้ปรากฏความหวังสุดท้ายขึ้น แต่น่าเสียดายที่โส่วเจี่ยไม่ได้มีพลังลมปราณ…….  เขามีแต่พลังเวทย์และพลังเวทย์ก็ไม่สามารถที่จะใส่มันลงไปยังอาวุธของนักรบหรือนักฆ่าได้ พลังเวทย์นั้นสามารถใช้ได้เพียงกับคทาเวทมนตร์เท่านั้น

 

ตอนนี้ เขาจึงได้แต่โยนกริชเข้าไปในแหวนมิติของตนเท่านั้น และถ้าเขาอยากรู้ว่ากริชเล่มนี้จะสามารถใส่พลังลมปราณเข้าไปได้หรือไม่ เขาจะต้องรอให้เหล่าสาวๆวายุอัคคีกลับมาถึงก่อน เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อสงสัยนี้!

 

โส่วเจี่ยลุกขึ้นยืนและมองออกไปด้านนอก ท้องฟ้านั้นเริ่มมืดลงแล้ว โส่วเจี่ยไม่รอช้า เดินออกจากห้องทำงานของตนอย่างรวดเร็วเพื่อไปยังห้องฝึกของตนที่อยู่ใต้ทะเลสาบ ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น เขาก็ไม่มีทางที่จะหยุดฝึกฝน

 

ไม่นานหลังจากนั้น โส่วเจี่ยก็มาถึงยังห้องฝึกฝนของตน เขาเริ่มใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำ เวทย์โคลนดูด บอลน้ำแข็งและเกราะน้ำแข็งทันที หลังจากที่ได้ฝึกทั้งหมดแล้ว เขาจึงเริ่มหันมาทำความเข้าใจกับพันธสัญญาหิมะเยือกแข็งต่อทันที ซึ่งมันนับได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ณ เวลานี้

 

ตัวเขาเองก็เป็นเหมือนเหล่านักรบวายุอัคคี ถึงแม้ว่าโส่วเจี่ยจะใช้เวทย์ธาตุน้ำแข็ง เขาก็ต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวเย็น ไฟกับน้ำแข็งก็คล้ายๆกัน ทั้งสองสิ่งนี้ มันไม่อาจแยกมิตรหรือศัตรู ถ้าใครอยู่ใกล้ มันก็จะสร้างความเสียหายและอาการบาดเจ็บให้ไม่ต่างกัน ถึงจะควบคุมไฟได้แต่ไฟก็เผาผลาญตัวเองได้เช่นกัน และน้ำแข็งก็ไม่ได้แตกต่างกัน มันสามารถแช่แข็งร่างกายของผู้ใช้ได้

 

มันต้องใช้ความอดทนต่ออาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการฝึกพันธสัญญาหิมะเยือกแข็ง ต้องอดทนต่ออุณหภูมิที่ลดต่ำลง ซึ่งจะมีเพียงผู้ที่เคยประสบมาก่อนเท่านั้น ที่จะรู้ได้ว่ามันทรมานเพียงใด

 

ในขณะที่โส่วเจี่ยกำลังทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์ของมัน โส่วเจี่ยก็ได้โคจรธาตุน้ำแข็งไปมาระหว่างมือทั้งสองข้างของตน หลังจากที่เขาได้สวมถุงมือสีฟ้า โส่วเจี่ยก็พบว่าถึงแม้มันจะไม่ได้มีความสามารถในการป้องกัน แต่มันกลับสามารถปกป้องฝ่ามือของเขาจากความหนาวเย็นได้ มือข้างที่โส่วเจี่ยได้สวมถุงมืออยู่นั้น เด็กชายไม่อาจรู้สึกถึงความหนาวเย็นได้แม้แต่นิดเดียว

 

แต่เพื่อให้เป็นการแน่ใจ โส่วเจี่ยนั้นแทบจะไม่อาจอดกลั้นความสุขของตนได้ เริ่มโคจรพลังไปที่มือซ้าย ก่อนจะทำการก่อไอแห่งความเย็นขึ้นปกคลุมที่ฝ่ามือขวา ผ่านไปไม่นาน โส่วเจี่ยก็รับรู้ได้ทันที ว่าฝ่ามือขวาที่สวมใส่ถุงมืออยู่นั้นไม่อาจสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นจากพลังที่ปลดปล่อยออกมาได้เลย

 

“ถุงมือนี้มันอาจจะ….เป็นไปได้ว่าคุณสมบัติของมันจะสามารถป้องกันความหนาวเย็นได้? ถ้าเป็นเช่นนั้น ถุงมือนี้ถือว่าเป็นสมบัติที่วิเศษยิ่ง มันเหมาะแก่ที่ฝึกฝนพันธสัญญาหิมะเยือกแข็งอย่างที่สุด” โส่วเจี่ยกล่าวอย่างมีความสุข

 

เขาทำการกระตุ้นไอน้ำแข็งจนไหววูบวาบดั่งเปลวเพลิง และยกเลิกการควบคุมหรือปรับสภาพจิตวิญญาณธาตุน้ำแข็งทันที เมื่อความหนาวเย็นได้หายไป โส่วเจี่ยสามารถเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของธาตุน้ำแข็งได้ทันที

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha