0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 68 : วิธีมอบของขวัญ

 

ในค่ำคืนของวัน โส่วเจี่ยสงบสติอารมณ์ของตนลงได้ แม้เขาจะรู้สึกเสียใจแต่ก็ไม่ได้นึกถึงมันอีกต่อไป ในโลกใบนี้ยังมีสิ่งที่ดีและสวยงามอยู่อีกมาก และมันก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะสามารถครอบครองพวกมันได้ทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญก็คือสิ่งที่เขามีในตอนนี้และต้องรักษามันไว้

 

ในขณะที่เขากำลังจะเดินไปฝึกเวทมนตร์ที่ห้องใต้ดินนั้น ข้ารับใช้ก็ได้เดินมาและกล่าวกับโส่วเจี่ย “ท่านเหวินหยาได้พาท่านเอ็มมม่ามาขอเข้าพบ” เมื่อโส่วเจี่ยได้ยินดังนั้น มันก็ไม่มีทางเลือกให้กับเขา ถ้าเป็นเอ็มม่าเพียงคนเดียวตัวเขาสามารถที่จะปฏิเสธมันได้ แต่กับท่านพี่เหวินหยา เขาไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้

 

ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปพบกับเหวินหยาและเอ็มม่า โส่วเจี่ยมองทั้งสองอย่างใจเย็นและได้กล่าวว่า “ท่านพี่เหวินหยานี่ก็ดึกมากแล้ว มีเรื่องเร่งด่วนอันใดหรือ?

 

“ฮ่า ฮ่า…” เหวินหยาหัวเราะและเริ่มกล่าวว่า “แน่นอน พี่สาวคนนี้ย่อมมีสิ่งสำคัญที่จะต้องบอกกับเจ้า ไม่งั้นพี่คงไม่มาในเวลาดึกขนาดนี้”

 

ในขณะที่กำลังพูดนั้น เธอก็ดึงตัวเอ็มม่าออกมาข้างหน้าเธอ ก่อนที่เธอจะยิ้มและเริ่มกล่าว “เหตุผลที่พี่สาวมาหาเจ้าในวันนี้ เพราะอยากให้พวกเจ้าทั้งสองได้ลองมานั่งพูดคุยกัน เอ็มม่าเป็นน้องสาวที่สนิทใกล้ชิดกับพี่ และเจ้ากับเอ็มม่านั้นน่าจะมีความเข้าใจผิดกันเล็กน้อย พี่สาวคนนี้อยากให้พวกเจ้าทั้งสองลองเปิดใจพูดคุยกัน ดีไหม?”

 

โส่วเจี่ยมองไปทางเหวินหยาและหันกลับมามองที่เอ็มม่าอย่างช่วยไม่ได้ “ตกลง ท่าพี่เหวินหยาพูดถึงขนาดนี้ข้าคงไม่มีทางปฏิเสธได้? ถ้ามันเป็นเพียงการพูดคุยกันมันคงไม่มีอะไรที่จะต้องเสียหาย”

 

เมื่อได้ยินคำกล่าวของโส่วเจี่ย เหวินหยาก็ตบเบาๆไปที่ไหล่ของเอ็มม่าและเดินมากล่าวกับโส่วเจี่ยว “องค์ชายสี่นั้นรอพี่อยู่ด้านนอกพี่คงต้องไปแล้ว อย่างไรก็ดี โส่วเจี่ย เจ้าควรพูดคุยกันดีๆอย่าใช้อารมณ์เด็ดขาด พี่สาวคนนี้ขอแนะนำให้พวกเจ้าทั้งสองได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

 

โส่วเจี่ยได้แต่หัวเราะและพยักหน้าของตน เขาได้โบกมือขึ้นเพื่อเป็นอันตกลงและกล่าวว่า “โอเค โอเค …ข้าสัญญา ข้าจะไม่ใช้อารมณ์ในคืนนี้ เพียงพอไหม?”

 

เหวินหยายิ้มและหยิกเบาๆไปที่แก้มของโส่วเจี่ยและกล่าวว่า “เยี่ยมมาก….พี่สาวคนนี้ไม่สามารถปล่อยให้องค์ชายสี่รอพี่นานได้ พี่ต้องไปแล้ว”

 

หลังจากเหวินหยาเดินจากไป ในขณะนั้น ทั้งห้องก็เงียบสงัดเป็นเวลานาน มันเป็นความเงียบที่แปลกประหลาด ซึ่งมันก็ได้ทำให้โส่วเจี่ยและเอ็มม่ารู้สึกอึดอัดจนทำอะไรไม่ถูก โส่วเจี่ยได้ทำการรินชาทั้งสองถ้วยและวางถ้วยหนึ่งลงด้านหน้าของเอ็มม่า และเริ่มจิบชาของตนเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “วันนี้ที่ท่านได้มาหาข้า ท่านคงต้องมีเรื่องที่จะพูด ท่านสามารถพูดได้ในตอนนี้”

 

“อึ่ม..” เอ็มม่าไม่เคยคิดว่าโส่วเจี่ยนั้นจะตรงไปตรงมาขนาดนี้ เธอจึงนิ่งอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะขบฟันเล็กน้อยและระมัดระวังในทุกๆอย่างที่เธอจะทำ เธอได้หยิบสร้อยคอจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และคทาเสียงคำรามของวัลแคน ออกมาวางบนโต๊ะด้านหน้าของเธอ

 

เมื่อเห็นการกระทำของเอ็มม่า โส่วเจี่ยนั้นรู้สึกตกใจและเริ่มหัวเราะออกมาก แต่เมื่อเอ็มม่าเห็นดังนั้น เธอก็ได้รวบรวมความกล้าที่จะกล่าวต่อ “ของเหล่านี้มันเป็นของขวัญที่ข้านั้นต้องการจะซื้อให้เจ้า ข้าหวังว่า… หวังว่าเจ้า….” ในตอนนี้ความกล้าของเอ็มม่าก็เหมือนถูกแช่แข็งไว้เช่นเดียวกับปลายลิ้นของเธอ ซึ่งมันทำให้เธอนั้นไม่สามารถพูดจนจบประโยคได้

 

เห็นปฏิกิริยาของเอ็มม่า โส่วเจี่ยไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่หัวเราะออกมา ฮ่า ฮ่า ฮ่า.. เขามองไปที่สร้อยคอจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่วางนอนอยู่บนโต๊ะและเริ่มกล่าวว่า “ท่านจะเอามันมาติดสินบนข้าหรืออย่างไร”

 

เมื่อเผชิญกำคำพูดของโส่วเจี่ย เอ็มม่าเริ่มรู้สึกหวาดกลัว ตั้งแต่เอ็มม่ายังเด็ก เธอนั้นไม่เคยพบหรือรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งใดมาก่อน ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่สำหรับเธอ มันก็เป็นแค่เพียงเรื่องเล็กๆเท่านั้น และไม่เคยคิดว่ามันจะทำให้เธอประสาทเสียได้ขนาดนี้ นอกจากนั้น ความหวาดกลัวยังมาจากเด็กที่มีวัยเพียง 8 ปี มันชั่งเป็นเรื่องน่าอายยิ่ง

 

โส่วเจี่ยมองดูเอ็มม่าที่กำลังตัวสั่นจนทำอะไรไม่ถูก เขาได้แต่ส่ายศีรษะตน ซึ่งตอนนี้เอ็มม่าก็เริ่มตัวสั่นเทาและรู้สึกหวาดกลัวยิ่งขึ้น เธอทำได้เพียงภาวนาให้โส่วเจี่ยเห็นถึงความดีในตัวเธอ สุดท้ายโส่วเจี่ยก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ “เอาละ ข้าไม่สามารถรับของที่นำมาเพื่อหวังผลประโยชน์พวกนี้ได้ มันไม่สมควร และข้าต้องการให้ท่านนำสิ่งเหล่านี้กลับไป”

 

“ไม่” เมื่อเอ็มม่านึกถึงคำพูดของเหวินหยาก็เริ่มส่ายศีรษะของเธออย่างรุนแรง “สิ่งเหล่านี้เป็นแค่ของขวัญและข้าไม่ต้องการที่จะนำมันมาเพื่อหวังสิ่งตอบแทน  ข้าแค่อยากจะเป็นเพื่อนกับเจ้า แค่..แค่เท่านั่น!”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของเอ็มม่า โส่วเจี่ยทำได้แค่มือสั่นเล็กน้อย ใบหน้าของเขาก็เงยขึ้นและหดมือของเขากลับมาพร้อมกับกล่าว “ท่านเอ็มม่า ท่านยังมีบางสิ่งที่ท่านยังไม่เข้าใจ มิตรภาพนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นจากการให้ของขวัญ แต่หากท่านเพียงต้องการนำของทั้งสองสิ่งมาให้ข้าเพื่อหวังให้ข้านั้นลดน้ำหนักให้กับท่าน ข้าขอบอกว่ามันเป็นไปได้ แต่หากท่านต้องการที่จะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อสร้างมิตรภาพระหว่างเรา ข้าต้องขอโทษด้วย ข้าไม่ต้องการที่จะแลกความสัมพันธ์กับวิธีการเช่นนี้”

 

เมื่อพูดจบ โส่วเจี่ยก็ได้มองไปที่สร้อยคอจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วยความเศร้าใจและหัวเราะอย่างขมขื่น “มิตรภาพ ไม่ได้เป็นวัตถุ ไม่สามารถมองเห็นมันได้ และก็ไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้ เพราะเหตุนี้ มิตรภาพมันจึงเป็นสิ่งที่มีค่า!”

 

เมื่อต้องเผชิญกับการปฏิเสธของโส่วเจี่ย,เอ็มม่าตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก และรีบมองมาทางโส่วเจี่ยแล้วจึงถามขึ้น “แล้วต้องทำอย่างไร? ต้องทำอย่างไรจึงจะได้มิตรภาพนั้นมา?”

 

“มิตรภาพ” เมื่อได้ฟังคำถาม โส่วเจี่ยก็สับสนเล็กน้อยและพูดต่อไปว่า “ข้าไม่สามารถพูดอย่างชัดเจนได้ ตามความเข้าใจของข้านั้น มันเป็นสิ่งที่คนผู้หนึ่งได้ยอมเสียสละเวลาของตน เสียสละเวลาของให้กับสหายของตน เขาจะเป็นกังวลอย่างมากถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นกับเพื่อนของตน และจะช่วยเหลือทุกอย่างโดยไม่ต้องการสิ่งใด มิตรภาพของพวกเขา เป็นการเต็มใจเสียสละทุกอย่างเพื่อให้เพื่อนของตนนั้นผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่ามิตรภาพ”

 

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ โส่วเจี่ยได้แต่ยิ้ม “มันเหมือนข้ากับพี่เหวินหยา เมื่อรู้ว่าแม่ของข้าต้องการอยู่ในบ้านที่ดี เธอหาบ้านให้โดยไม่ต้องบอกสิ่งใด รู้ว่าผมจำเป็นต้องมีสถานะที่สูงขึ้น เธอให้ยศขุนนางขั้น 8 กับข้าทันทีและไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน ถึงมิตรภาพจะไม่มีรูปแบบเหมือนสิ่งของ แต่มันสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน

 

“แต่..” เอ็มม่ามองมาทางโส่วเจี่ยอย่างระมัดระวังและถามในความสับสนว่า “ข้ารู้สึกว่ามันคล้ายๆกัน เมื่อเห็นเจ้าต้องการใช้อุปกรณ์เวทมนตร์เหล่านี้ ข้าจึงรีบไปหามันมาให้เจ้า มันไม่เป็นเหมือนกับเหวินหยาหรือ?”

 

โส่วเจี่ยยิ้มและตอบกลับว่า “ไม่แน่นอน..มันไม่เหมือนกัน เมื่อพี่เหวินหยากระทำ เธอไม่เคยคิดว่าจะได้รับผลประโยชน์อันใดตอบแทนจากสิ่งที่เธอทำ เธอเป็นเพียงคนเดียวที่ให้ของขวัญเหล่านี้ด้วยความห่วงใย เธอไม่เคยคิดว่าจะได้รับสิ่งใดตอบแทนหลังจากการกระทำของเธอ”

 

ณ ตอนนี้ โส่วเจี่ยก็ได้มองไปที่เอ็มม่าอย่างลึกซึ้ง “แต่ท่านแตกต่าง เหตุผลที่ท่านให้ของขวัญเหล่านี้กับข้า เพราะท่านต้องการให้ข้าช่วย การกระทำของท่าน มันเป็นการหวังประโยชน์ ซึ่งมันไม่เหมือนกับของขวัญแห่งมิตรภาพ!?

 

“เยี่ยม..” เมื่อได้ยินคำพูดของโส่วเจี่ย เอ็มม่าก็กัดฟันแล้วหยิบกล่องออกมา ซึ่งกล่องดังกล่าวนั้นเปล่งรัศมีวูปวาปออกมา กล่องนั้นทำจากทองและประดับไปด้วยอัญมณีอีกมากมาย เธอทำสีหน้าจริงจังจดจ้องไปที่โส่วเจี่ย “ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าจะให้ของชิ้นนี้เพื่อแสดงความรู้สึกของข้าที่ต้องการจะเป็นเพื่อนกับเจ้า เจ้าคิดว่ามันจะคุ้มค่าพอไหม?

 

เมื่อเห็นว่าเอ็มม่ายื่นกล่องบางอย่างให้กับตน ดวงตาของโส่วเจี่ยก็เป็นประกาย เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่มากขึ้น โส่วเจี่ยรับกล่องดังกล่าวมาจากเอ็มม่า ก่อนจะค่อยๆเปิดมันออก แสงสีฟ้ากลับทอประกายส่องสว่างมาจากด้านใน เผยให้เห็นวัตถุบางอย่างที่ดูโดดเด่น ซึ่งสิ่งที่อยู่ตรงหน้าโส่วเจี่ยก็คือ “หมวก” ยามเห็นคราแรก โส่วเจี่ยก็คาดการณ์ได้ทันทีว่าหมวกใบนี้ย่อมเป็นของล้ำค่าอย่างไม่ต้องสงสัย

 

“นี่คือ..” โส่วเจี่ยพินิจพิเคราะห์มันอยู่นาน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ทราบว่ามันคือหมวกอะไร โส่วเจี่ยก็รู้สึกว่าว่าหมวกใบนี้ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ และหมวกใบนี้น่าจะเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่มาก ….แต่เขาก็ไม่ทราบว่ามันจะสูงค่าขนาดไหน?

 

เมื่อเห็นถึงความสนใจของโส่วเจี่ย เอ็มม่าก็ได้ตอบว่า “นี่เป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ระดับมหากาฬที่สามารถสร้างความสะท้านสะเทือนทั้งโลกได้ ข้ามั่นใจเป็นอย่างมากว่าเจ้าจะต้องเคยได้ยินเชื่อของมัน  ซึ่งชื่อของมันก็คือ หมวกปัญญาแห่งแอตแลนติส”

 

“อะไรนะ” ได้ยินคำพูดของเอ็มม่า โส่วเจี่ยก็สะดุ้งด้วยความตกใจ เขาจ้องมองหมวกตรงหน้าด้วยความเหลือเชื่อ ตัวเขานั้นไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน นี่…นี่เป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์เวทมนตร์แห่งแอตแลนติส หมวกปัญญาแห่งแอสแลนติส! ทุกคนรู้ว่าอุปกรณ์เวทมนตร์แห่งแอตแลนติสนั้นเป็นอุปกรณ์ระดับมหากาฬ!

 

โส่วเจี๋ยตัวสั่น ลูบคลำไปที่หมวกดังกล่าวในขณะที่ปิดตาของตัวเองลงด้วยความตื่นเต้น ในฐานะที่ตัวเขานั้นเป็นนักเวทธาตุน้ำ เขารู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เห็นมัน สำหรับนักเวทธาตุน้ำอุปกรณ์เวทมนตร์ชุดแอสแลนติสนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด มันเหมือนเป็นการได้รับพรจากพระเจ้า

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha