0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 52 : มรสุมแห่งสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์

 

เพื่อมิให้มารดาต้องรู้สึกเป็นกังวล โส่วเจี่ยยังไม่ได้กลับบ้านในทันที เด็กชายเลือกที่จะเข้าไปในตรอก ก่อนจะร่ายศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำนับสิบรอบ จนกระทั่งเนื้อตัวของเขากลับสู่สภาพปกติ ในที่สุด เด็กชายจึงเดินออกมา เข้าไปที่ย่านการค้าเพื่อซื้อชุดใหม่ ก่อนจะเดินกลับบ้านของตน

 

เมื่อกลับถึงบ้าน เด็กชายพยายามทำตัวเป็นปกติไม่แสดงอาการผิดแปลกอันใดออกมา ไม่เพียงไม่ต้องการให้ครอบครัวกังวลใจ หากเด็กชายยังต้องการรักษาหน้าตาของตัวเองอีกด้วย ศักดิ์ศรีย่อมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของบุรุษผู้หนึ่ง การถูกทุบตีโดยผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่น่าอวดอ้างเปิดเผยแต่อย่างใด

 

โส่วเจี่ยได้สลักภาพใบหน้าของนักรบชุดแดงไว้อย่างฝังลึกเข้าไปยังจิตใจของตน ในขณะนี้ เด็กชายรู้ว่าเขาไม่สามารถเอาชนะบุรุษผู้นั้นได้ ทว่า วันหนึ่งเขาย่อมตามทันในที่สุด แล้วทุกความเจ็บปวดและความอัปยศนี้ จะต้องถูกส่งคืนกลับเป็นร้อยเท่า!

 

หลังมื้ออาหาร โส่วเจี่ยปลีกตัวจากทุกคนออกมา และมุ่งตรงไปยังห้องฝึกฝนใต้ดินอันเงียบสงบ เด็กชายได้ระบายโทสะที่อัดอั้นทั้งหมดออกมาด้วยเวทมนตร์ไปยังเป้าฝึกซ้อมตรงหน้า นั่นคือสิ่งเดียวที่เขาทำได้ในขณะนี้

 

แน่นอนว่าโส่วเจี่ยมีความคิดที่จะหาตัวช่วย หากเขาได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นเขาก็คงแก้แค้นได้อย่างง่ายดาย  แต่นั่นทำให้เด็กชายไม่อาจระบายโทสะที่สุมอยู่ในอกของตนได้ มีเพียงการใช้สองมือของตน ทุบทำลายฝ่ายตรงข้ามและหักหน้ามันผู้นั้น โทสะที่มีอยู่จึงจะคลี่คลายลง!

 

เช้าวันรุ่งขึ้น โส่วเจี่ยหยิบหนังสือเรียน มุ่งหน้าสู่สถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นปกติ แต่เมื่อเด็กชายมาถึงประตูหน้าของสถาบัน เขาก็พบว่ามีผู้คนจำนวนมากออกันอยู่ด้านหน้า เด็กชายมองอย่างสงสัย นี่ก็ใกล้จะได้เวลาเริ่มเรียนแล้ว เหตุใดพวกเขายังรวมตัวกันอยู่ที่ปากทางเข้า? พวกเขาไม่กลัวว่าจะเข้าเรียนสายหรืออย่างไร?

 

เด็กชายเก็บงำความเคลือบแคลงเอาไว้ และพยายามฝ่าฝูงชนเข้าไปด้านใน เมื่อเขาหลุดมาถึงด้านหน้า ในที่สุดจึงเริ่มสังเกตรอบด้าน ประตูอันกว้างขวางของสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ ได้ถูกปิดกั้นโดยกลุ่มคนที่สวมเสื้อคลุมสีแดง พร้อมด้วยจิตสังหารที่ล้นทะลัก ร่างใต้ผ้าคลุมสีแดงเจตนาเว้นช่องว่างขนาดใหญ่เพียงพอให้ผู้คนเดินทางเข้าสู่สถาบันได้ที่ละหนึ่งคนเท่านั้น!

 

ด้านข้างประตูทางเข้ามีนักรบในชุดสีแดงหลายสิบคนที่ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ร่างใต้ชุดแดงยังคงจับจ้องร่างที่ร้องครวญครางเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นยะเยียบ ส่งคำเตือนว่าหากผู้ใดกล้าเคลื่อนไหวผิดแผก ย่อมได้รับความเจ็บปวดที่มากกว่าปัจจุบันเป็นแน่

 

โส่วเจี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กๆ แต่ไม่นานเด็กชายก็ตระหนักได้ว่าบุคคลกลุ่มนี้คือกลุ่มนักรบธาตุผสม เหตุผลที่พวกนางมาปิดกั้นทางเข้าเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะต้องการหาตัวคนที่ทำร้ายเขาเมื่อวาน เพื่อระบายความแค้นของพวกนางที่สุมดังไฟผลาญ ซึ่งในขณะเดียวกัน พวกนางย่อมหวังว่าการแก้แค้นครั้งนี้จะช่วยเปลี่ยนความคิดของเขาได้

 

เด็กชายมองเหล่านักรบในชุดแดงด้วยดวงตาที่แทบถลนออกจากเบ้า โส่วเจี่ยเผยรอยยิ้มแหยๆ พวกเขาถูกทำร้ายจนถึงขั้นนี้ กระทั่งเด็กชายก็ไม่อาจกล่าวได้แล้วว่าผู้ใดถูกผู้ใดผิด สตรีเหล่านี้เมื่อตัดสินใจจะกระทำสิ่งใดก็สามารถลงมือทำได้อย่างโหดร้าย เมื่อเทียบกับพวกนาง บุรุษเมื่อวันก่อนนับว่าเชื่องราวกับลูกไก่เลยทีเดียว

 

โส่วเจี่ยส่ายศีรษะ แม้ว่าเขาจะรู้สึกดีกับการกระทำของพวกนาง แต่เขาก็เข้าใจว่าการกระทำเหล่านั้นนับว่ารุนแรงเกินไป แม้ว่าพวกนางจะฉลาดพอที่จะไม่สร้างปัญหาภายในสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์และทำเพียงขวางทางเข้าเอาไว้ แต่มันก็ยังคงยากที่จะคาดเดาถึงความคิดของคนระดับสูงภายในสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ดี

 

มีอยู่สองเหตุผล ที่โส่วเจี่ยได้กระทำการเช่นนั้นต่อเหล่าหญิงสาวนักรบธาตุผสมเมื่อวานนี้ อย่างแรกคือเขาไม่อาจโต้กลับนักรบชุดแดงผู้นั้นได้เลย ส่วนอย่างที่สอง คือเขานั้นถูกโจมตีโดยไร้ซึ่งเหตุผล ซึ่งมันทำให้เขายรู้สึกโกรธมาก และเมื่อเขาไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย เขาจึงนำความโกรธที่มีไปลงกับพวกนางแทน

 

ความจริงแล้ว เด็กชายไม่เคยเชื่อเรื่องความต้องการของทวยเทพเลยมาก่อน และต่อให้เขาเชื่อในเรื่องพระประสงค์ของพระเจ้า เขาก็คงไม่กล่าวมันออกมาเช่นนั้นอยู่ดี  โดยเฉพาะ ยามที่ได้ฟังคำอธิบายของพี่ใหญ่ โส่วเจี่ยก็เริ่มเห็นความสำคัญของการมีนักรบธาตุผสมอยู่ข้างกาย มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะปล่อยให้พวกนางนั้นหลุดมือไป!

 

ในเมื่อพวกนางสำคัญต่อเขา เช่นนั้นเขาย่อมไม่ปล่อยให้พวกนางต้องเกิดปัญหา ในขณะเดียวกัน เด็กชายก็ได้พยายามมาตลอด และเมื่อนี่เป็นธุรกิจของเขา เขาก็ต้องแก้ปัญหานั้นด้วยตนเอง หากเขาต้องการพึ่งพาเหล่านักรบธาตุผสม เช่นนั้น นักรบเพลิงเมื่อวานก็คงได้รับการสั่งสอนไปแล้ว

 

ในขณะที่คิด โส่วเจี่ยก็แหวกผ่านกลุ่มคนที่ยืนแอดอัดนั้นเข้าไป และตรงดิ่งไปยังเหล่านักรบธาตุผสมในทันที เมื่อเห็นว่าเด็กชายปรากฏตัวขึ้น ร่างของเด็กสาวทุกคนก็เริ่มสั่นสะท้าน เมื่อความรู้สึกนั้นลดลง พวกนางจึงได้ผลักนักเรียนที่พยายามผ่านช่องว่างด้านหน้าออกไป ก่อนจะหันมาเผชิญกับเด็กหนุ่ม

 

โส่วเจี่ยถอนหายใจออกมาก่อนจะกระซิบอย่างแผ่วเบา

 

“เอาล่ะ พอแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่พวกเจ้าจะต้องกระทำการเช่นนี้ต่อ รีบกลับไปที่ห้องเรียนของพวกเจ้า แล้วก็… วันอาทิตย์ 9 โมง จงนำพี่น้องของพวกเจ้าไปยังตำหนักขาว” ในขณะที่พูดนั้น ฝีเท้าของเด็กชายก็ไม่ได้หยุดชะงักลง เขาเดินผ่านเด็กสาวใต้ผ้าคลุมสีแดงไปอย่างไม่แยแส มุ่งตรงไปยังชั้นเรียนของตน

 

ไม่กี่วันต่อมา โส่วเจี่ยยังคงไปโรงเรียนตามปกติ ทุกสิ่งล้วนดูธรรมดา ทว่า… เมื่อไม่มีผู้อื่นอยู่รอบๆ เด็กชายมักจะกัดฟันกรอดอย่างกราดเกรี้ยวและฝึกฝนอย่างหนักในห้องเก็บของใต้ดินที่ตำหนักขาว

 

เด็กชายไม่ได้ได้รับบาดเจ็บมากมายอันใดจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น หลังจากใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำไม่กี่สิบครั้ง อาการบาดเจ็บก็หายดี ความจริงแล้ว มันก็เป็นแค่การถูกตบเพียงหนึ่งครั้ง มิได้หนักหนาอันใด

 

ทว่า สำหรับโส่วเจี่ย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าน่าอับอายยิ่ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกของเด็กหนุ่ม มันจึงเป็นเสมือนการถูกฉีกหน้าจนย่อยยับ มนุษย์ก็เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เมื่อเป็นครั้งแรกก็ไม่อาจลืมเลือนได้ คำพูดนี้ สามารถใช้ได้กับทุกเหตุการณ์ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะดี ร้าย หรือน่าอับอายขนาดไหนก็ตาม แม้จะเป็นเพียงการถูกตบหน้า แต่มันก็คอยรบกวนจิตใจของเด็กหนุ่มที่ไร้ซึ่งพลังในการต่อต้าน

 

เด็กชายเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาหลายครั้ง ทว่าเขานั้นไร้ซึ่งประสบการณ์จริง ครานี้ เมื่อเขาเป็นคนที่ถูกกระทำ จึงได้รู้สึกถึงความไม่พอใจที่ไม่อาจกักเก็บไว้ได้ เขานึกถึงคำกล่าวของผู้เป็นอาจารย์ที่เคยกล่าวไว้ว่า หากเจ้าไม่ต้องการที่จะถูกกลั่นแกล้ง เช่นนั้นเจ้าก็ต้องมีพลังที่จะปกป้องตนเอง

 

การเรียนรู้เวทมนต์มิใช่เพื่อสร้างความรุนแรง ฆ่าคน และก่ออาชญากรรม แต่เป็นเพื่อเข้าใจในพลังที่มีอยู่และสามารถใช้มันได้ ไม่ว่าจะเพื่อปกป้องผู้อื่น หรือเอาคืนยามที่ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ว่าจะหนทางใด เวทมนต์ก็จะสามารถทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้

 

ตลอดเวลาที่ผ่านพ้น เพื่อท่องไปตามเส้นทางสายไหมและตามหาผู้เป็นบิดา โส่วเจี่ยจึงได้หมั่นฝึกฝนพลังของเขาอยู่เสมอ ทว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ทำให้เด็กชายรับรู้ถึงความสำคัญของพลังยิ่งขึ้นไปอีก หากไร้ซึ่งพลัง ศักดิ์ศรีก็คงมิอาจรักษาไว้

 

แม้ว่าเด็กชายจะทำการฝึกฝนอย่างหนัก แต่การฝึกฝนเวทมนต์ก็มิใช่เรื่องง่าย อย่างน้อย การที่จะทะลวงผ่านเวทย์บอลน้ำแข็งและสามารถร่ายเวทเกราะน้ำแข็งได้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถกระทำในเวลาวันสองวันได้

 

ในขณะที่เด็กชายกำลังฝึกอยู่นั้น เวลาก็ล่วงเลยผ่าน เพียงพริบตา วันอาทิตย์ก็มาถึง เหล่าเด็กหญิงนักเวทธาตุน้ำล้วนได้รับจดหมายจากที่บ้าน ภายในจดหมายนั้นเป็นดังที่โส่วเจี่ยได้คาดการณ์ไว้ ไม่มีผู้ปกครองคนใดกล้ากล่าวถึงตัวตนของเด็กหนุ่ม จดหมายเหล่านี้เพียงระบุเอาไว้ว่า นับแต่นี้ทุกสิ่งที่บุตรีของพวกเขากระทำล้วนเป็นไปตามแต่ที่เด็กชายต้องการ

 

เด็กวัยเพียง 8 ขวบมิจำเป็นต้องเข้าใจอันใดมากมายนัก พวกเขามักยึดถือคำสอนและกระทำตามการตัดสินใจของผู้เป็นบิดามารดา ซึ่งคำสั่งของพวกท่านถือเป็นคำขาดที่เด็กสาวมิอาจปฏิเสธได้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้สิ่งใดเลย หากบิดามารดาของพวกเขาบอกให้กระทำ พวกเขาก็จะกระทำโดยไร้ซึ่งข้อกังขา

 

สำหรับเหล่าเด็กหญิงนักเวทธาตุน้ำ โส่วเจี่ยนับเป็นตัวตนพิเศษ เขาทั้งเรียนเก่ง ประกอบกับความแข็งแกร่งที่เขาได้แสดงออกมา ทั้งยังปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างอบอุ่น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือทุกๆวันอาทิตย์ เด็กชายมักจะพาพวกนางออกไปเล่น ในหัวใจของพวกนาง อีกฝ่ายถือเป็นผู้ดูแลและเพื่อนสนิทที่ไม่อาจสูญเสียไปได้

 

ยามรุ่งสาง โส่วเจี่ยได้สั่งให้พ่อครัวเตรียมสำรับเช้าก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนของตัว เพื่อนำพาเหล่าสหายมาร่วมรับประทานอาหารอย่างพร้อมเพรียง

 

เมื่อเด็กหญิงทุกคนทานอิ่มแล้ว เด็กชายจึงได้ออกไปยังบริเวณหน้าตำหนัก เพื่อนำนักรบธาตุผสมทั้ง 36 เข้ามาด้านใน เขาได้นำพวกนางไปยังห้องฝึกฝนที่อยู่ใต้ทะเลสาบ ก่อนที่พวกนางจะได้รับการรักษา ยังคงมีหลายสิ่งที่เขาต้องปรึกษาพวกนางเสียก่อน

 

ภายในห้องฝึกฝนใต้ดินอันกว้างขวาง เด็กชายได้ส่งสัญญาณให้เด็กสาวทั้ง 36 นั่งลงเบื้องหน้าในแถวตอนเรียงหก

 

เมื่อเห็นเด็กสาวทั้งหมดซ่อนตนใต้ผ้าคลุมสีแดงเพลิง โส่วเจี่ยจึงเอ่ยพึมพำกับตนเองเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงหนัก

 

“ทุกคน แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาจะมีสิ่งที่ไม่น่ายินดีที่สุดเกิดขึ้น… หลังจากที่ข้าได้ทบทวนอยู่นาน ข้าก็ยังมิอาจทนให้พวกเจ้าถูกทำลายลงเช่นนี้ได้ ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจว่าจะช่วยเหลือพวกเจ้า”

 

แม้ว่าพวกนางจะคาดเดาไว้แล้วว่าสาเหตุที่อีกฝ่ายเรียกพวกนางมาคงเป็นเพราะเหตุนี้ แต่เมื่อได้ยินจากปากของเขาเอง ร่างกายของพวกนางก็ยังคงสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่อาจควบคุม หากโส่วเจี่ยไม่อยู่เบื้องหน้า พวกนางอาจจะตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้นแล้วก็เป็นได้

 

เมื่อเห็นว่ากลุ่มคนเบื้องหน้าแสดงอาการตื่นเต้นออกมา เด็กชายจึงเอ่ยต่อด้วยความเคร่งเครียด

 

“ข้าเคยกล่าวไว้ก่อนแล้ว ข้อแลกเปลี่ยนสำหรับชีวิตใหม่นี้ พวกเจ้าจะต้องจ่ายด้วยราคาที่คู่ควร บัดนี้… ข้าจะขอถามพวกเจ้าอีกครั้ง พวกเจ้ายังยินดีที่จะจ่ายด้วยชีวิตอันประเมิณค่ามิได้เพื่อรูปลักษณ์ของพวกเจ้าจริงๆ หรือไม่?

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha