0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

บทที่ 51 : ทรมานยิ่ง

 

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา โส่วเจี่ยไม่เคยถูกเฆี่ยนตีมาก่อน กระทั่งมารดาของเด็กหนุ่งยังต้องชั่งใจอยู่นานหากจะลงมือลงไม้กับตนแม้เพียงนิด แม้ต่อมา เขาจะต้องเดินทางมายังนครแสงศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่อันแตกต่าง ทว่า สหายร่วมชั้นเรียนของเด็กหนุ่มต่างก็เป็นเด็กหญิงทั้งสิ้น ไม่มีสักคนที่จะใช้ความรุนแรงกับเขา ทำให้ยามนี้เด็กชายจึงไม่มั่นใจว่าเขากำลังถูกคุมคามอยู่หรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเขาจะไม่รู้ถึงความแตกต่างระหว่างการถูกลงโทษกับการข่มขู่ เด็กชายก็ยังคงรู้สึกโกรธอย่างมาก บุรุษผู้นี้คือผู้ใด ถึงกล้าสร้างความเจ็บปวดให้กับเขาถึงเพียงนี้? มันกับข้ารู้จักกันเช่นนั้นหรือ?

 

ด้วยความกราดเกรี้ยว ใบหน้าของโส่วเจี่ยแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ เด็กชายตวัดสายตาแล้วตวาดออกไปด้วยความเดือดดาล

 

“เจ้าทำอันใด เอามือออกไป!”

 

เมื่อเห็นว่าเด็กชายตัวน้อยไม่เพียงไม่หวาดกลัว แต่กลับตะโกนออกมาด้วยความโมโห ชายหนุ่มจึงรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ แต่เดิม เขาแค่เพียงต้องการก่อกวนเพื่อสร้างความหรรษาสักเล็กน้อยเท่านั้น แต่มิคาด ว่าฝ่ายตรงข้ามกลับไม่ไว้หน้าเขา แล้วยังกล้าที่จะมาโกรธใส่เช่นนี้! ในขณะนั้น นักรบชุดแดงก็รู้สึกราวกับศักดิ์ศรีของตนกำลังถูกท้าทาย หากเปลวเพลิงอันน่าเกรงขามของนักรบธาตุอัคคียังไม่อาจสั่งสอนเด็กน้อยผู้หนึ่งได้ นั่นนับว่าเหมาะสมแล้วหรือ?

 

ขณะที่คิดเช่นนั้น นักรบชุดแดงก็เริ่มเกิดโทสะขึ้นในใจ อย่างไรก็ตามเขาได้เก็บอารมณ์ขุ่นมัวนั้นเอาไว้ ก่อนจะนำฝ่ามือออกพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยร้อยยิ้ม

 

“ได้ ได้ ได้… ในเมื่อเจ้าบอกให้ข้าปล่อย ข้าก็จะปล่อย… นี่อย่างไร ข้าปล่อยเจ้าแล้วใช่หรือไม่?”

 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายถอนมือออก แม้ว่าโส่วเจี่ยจะยังโกรธมาก แต่เด็กชายก็ยังมีสติพอ สะกดข่มความเดือดดานเอาไว้ภายใน แต่ในขณะที่เด็กชายคิดจะหันกลับ ตัดสินใจจะไม่เสียเวลากับคนผู้นี้อีก เงาประกายแสงสีทองก็ปรากฏขึ้นในจักษุของเด็กหนุ่มอย่างกะทันหัน กลืนกินสติของเด็กหนุ่มให้พร่าเลือน จนต้องดับวูบลง?

 

ยามที่โส่วเจี่ยเริ่มได้สติขึ้นอีกครั้ง เด็กชายต้องตะลึงงัน เมื่อพบว่าตนเองนั้นได้นอนหมอบอยู่กับพื้นที่ห่างออกไปจากจุดเดิมราว 3 เมตร ปากของเด็กชายได้รสเค็มปะแล่มๆจากของเหลวบางอย่าง ในทันทีที่เขาถุ้ยมันออก สีแดงฉานที่ปรากฏตรงหน้าก็บ่งบอกให้เด็กหนุ่มทราบในทันใด ‘เลือด’ และเมื่อมองอย่างละเอียด เด็กชายก็เห็นฟันของตนที่ปะปนอยู่ในกองเลือดนั้น

 

สมองของโส่วเจี่ยสับสนอย่างยิ่ง ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณปาก หลังจากถูกตบที่แก้มซ้าย บัดนี้ ใบหน้าของเด็กชายปราศจากความรู้สึกโดยสิ้นเชิง ภายในหูด้านซ้ายของเขามีเสียงวิ้งๆดังก้องไม่หยุด ทำให้ไม่อาจได้ยินเสียงรอบข้างได้อย่างชัดเจน

 

เด็กชายไม่รู้ว่าเกิดอันไรขึ้น คนผู้นี้โจมตีใส่เขาด้วยสาเหตุใด เขาทำอันใดผิดเช่นนั้นหรือ? นี่ช่างไม่ถูกต้อง… เขามิได้ทำอันใด แล้วจะเกิดความผิดขึ้นได้อย่างไร?

 

โส่วเจี่ยค่อยๆ กระเสือกกระสนลุกขึ้น เด็กชายต้องการที่จะถามหาคำอธิบายจากนักรบชุดแดงที่อยู่เบื้องหน้า แต่ก่อนที่จะกล่าว เขาพยายามประคับประคองร่างของตนขึ้นด้วยฝ่ามือและฝ่าเท้าทั้งสี่ แต่ทันใดนั้น สมองของเด็กชายก็เริ่มสูญเสียการควบคุมจนต้องนั่งทรุดตัวลงอีกครั้ง ทั้งศอกและเข่าของโส่วเจี่ยได้รับบาดเจ็บ โลหิตไหลทะลักจากบาดแผล ทั้งแขนและขาต่างถูกย้อมไปด้วยคราบโลหิตสีแดงฉาน

 

แม้ว่าเด็กชายยังพอลุกไหว แต่เหนืออื่นใด คือเด็กหนุ่มยังต้องการคำอธิบาย โส่วเจี่ยจึงเชิดศีรษะขึ้น จ้องเขม็งอย่างเกลียดชังไปยังนักรบชุดแดงที่อยู่ด้านหน้า จนเด็กชายตวาด ตะโกนลั่นด้วยความกราดเกรี้ยว

 

“เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงโจมตีใส่ข้า ข้าไปทำอันใดให้เจ้า?”

 

“ตึกๆ ตึกๆ…” ในขณะที่นักรบชุดแดงกำลังจะเอ่ยตอบ เสียงฝีเท้ามากมายก็ดังมาจากด้านหลังของเด็กชายและขัดจังหวะเขา

 

ภายในพื้นที่สีแดง ร่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมทั้ง 36 ร่างต่างก็เดินออกมาอย่างท้อแท้ ผ้าคลุมสีแดงสดใส เย็บปักตกแต่งด้วยดิ้นทองจนก่อตัวเป็นรูปเปลวเพลิงสีทองอร่าม ทั้งใบหน้ารวมทั้งฝ่ามือและปลายเท้าของคนกลุ่มนี้ล้วนถูกซ่อนไว้ในเงามืดใต้ผ้าคลุม ทั่วร่างแผ่ความหนาวเหน็บรวมไปถึงรังสีแห่งการฆ่าฟันที่วนเวียนรอบกายของพวกเธอ จนบรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นอึมครึมในบัดดล

 

“เฮือก…” นักรบชุดแดงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความหวาดกลัวที่มองไปยังเรือนร่างทั้ง 36 นั้น ทำให้เขาไม่ตอบคำถามของโส่วเจี่ยและหันหลังวิ่งออกไปในทันใด

 

ก่อนหน้านี้ยังไม่มีเรื่องเลวร้ายอันใด เพียงแต่เมื่อเร็วๆนี้ หญิงสาวเหล่านี้ไม่ทราบว่ากินยาผิดสำแดงอันใดมา พวกนางจะเริ่มออกอาละวาดไปทั่ว เหล่าผู้ที่เย่อหยิ่งจองหองหลายคนล้วนต้องล้มลงด้วยน้ำมือของพวกนาง และตามข่าวลือที่แพร่หลาย ผู้อยู่ใต้ผ้าคลุมทั้ง 36 ก็คือเหล่านักรบธาตุวายุอัคคี

 

เมื่อเห็นการหลบหนีอย่างน่าละอายของนักรบชุดแดง เหล่านักรบธาตุผสมทั้ง 36 ทำเพียงชำเลืองมองเล็กน้อย ไม่ได้ให้ความสนใจแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามขณะที่พวกนางกำลังจะเดินจากไป หางตาของพวกนางกลับเหลือบไปเห็นโส่วเจี่ยนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น!

 

แม้พวกนางจะเห็นเพียงด้านหลัง ยังไม่ทันเผชิญหน้าโดยตรง แต่ก็พอคาดเดาได้ นั่นคือโส่วเจี่ยใช่หรือไม่? เขาคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกนาง ในหัวใจของพวกนาง รูปโฉมของอีกฝ่ายนับว่าเด่นชัดยิ่งกว่าคนรักของพวกนางเสียอีก แม้พวกนางจะยังไม่มีคนรักก็ตาม

 

เหล่านักรบธาตุผสม รีบปรี่เข้าไปหาโส่วเจี่ยด้วยความรวดเร็ว เมื่อเห็นว่ามุมปากของเด็กชายถูกกลบไปด้วยเลือดและมีท่าทางย่ำแย่ เด็กชายในยามนี้ดูมึนงงเลื่อนลอยยิ่ง เหล่านักรบธาตุผสมทุกนางบังเกิดเพลิงโทสะขึ้นราวกับจะระเบิดออกมา ผู้ใดกัน? ผู้ใดช่างกล้ากำแหงขนาดนี้ กล้าที่จะลงมือลงไม้กับความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกนาง?

 

นักรบสาวธาตุผสมที่ใบหน้าถูกทำลายจนอารมณ์เสียเป็นพื้นเดิมอยู่แล้ว หลังจากถูกเผาอย่างต่อเนื่องด้วยพลังของธาตุวายุและอัคคี ทำให้พวกนางพร้อมที่จะระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทุกเมื่อ ซึ่งไม่มีผู้ใดต้องการที่จะจุดชนวนระเบิดเวลาทั้ง 36 ลูกนี้

 

แต่บัดนี้ กลับมีใครบางคนที่อาจหาญ กล้ากระทำกับโส่วเจี่ยผู้เป็นความหวังของพวกนาง ทำให้สภาพจิตใจของพวกเธอนั้นปั่นป่วนเหลือหลาย หงุดหงิดจนแทนจะบ้าคลั่ง แม้พวกนางจะสามารถอดกลั้นต่อการถากถาง แต่พวกนางจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายโส่วเจี่ยแม้กระทั่งปลายเล็บ หากพวกนางยังคงเคลื่อนไหวได้ แล้วจะให้ผู้อื่นเข้ามาจัดการทำไม? พวกนางจะต้องจัดการด้วยสองมือของตน

 

เหล่าหญิงสาวช่วยโส่วเจี่ยขึ้นมาอย่างรีบเร่ง หญิงสาวนางหนึ่งได้ถามด้วยความกราดเกรี้ยว

 

“โส่วเจี่ย โปรดรีบบอกพวกข้า ผู้ใดมันกล้ากระทำต่อท่านถึงเพียงนี้?”

 

“ฮ่าๆ…” โส่วเจี่ยแค่นยิ้มอย่างคับแค้น เอ่ยตอบอย่างอ่อนแรงว่า

 

“ข้าเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใด นี่คงเป็นทัณฑ์จากสวรรค์ ยามที่ข้าต้องการช่วยเหลือพวกเจ้า แต่คงเพราะไปขัดลิขิตฟ้า พระเจ้าจึงได้ทารุณข้า ให้ข้าได้สัมผัสกับความวิบัติเช่นนี้!”

 

ได้ยินคำพูดของโส่วเจี่ย หญิงสาวทุกนางต่างตกตะลึง จากนั้นเสียงบ่นพึมพำก็ดังขึ้นจากปากของเด็กชาย

 

“บางทีข้าไม่ควรมาที่นี่ในวันนี้ อีกทั้ง ยังไม่สมควรช่วยเหลือพวกเจ้า สวรรค์ได้ส่งคำเตือนนี้มา หากข้ายังฝืนให้ความช่วยเหลือ ข้าคงต้องจบชีวิตเป็นแน่!”

 

ด้วยความช่วยเหลือของนักรบธาตุผสม เด็กชายลุกขึ้นอย่างอ่อนแรง โส่วเจี่ยมองไปยังเหล่าหญิงสาวด้วยความละอายแล้วเอ่ยออกมา

 

“ข้าเสียใจจริงๆ เดิมที… วันนี้ข้ามาเพื่อบอกพวกเจ้า ว่าข้าได้เกลี้ยกล่อมเหล่าสหายของตนจนสำเร็จแล้ว สามารถช่วยเหลือพวกเจ้าในการฟื้นฟูความงามและบำบัดผิวพรรณไปได้ชั่วชีวิตของพวกเจ้า”

 

“เพ้ย!” ได้ยินคำกล่าวของเด็กชาย ภายในศีรษะของบรรดาหญิงสาวทุกนางต่างหมุนติ้วด้วยความมึนงง พวกนางไม่อยากเชื่อเลย ว่าสิ่งที่โส่วเจี่ยเพิ่งกล่าวจะเป็นความจริง แม้ว่าพวกนางจะมีความปรารถนาอย่างยิ่งยวด แต่พวกนางก็เข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเป็นไปได้ ซึ่งในการโน้มน้าวเด็กหญิงทั้ง 100 คนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โส่วเจี่ยต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองของทุกคนเสียก่อน เมื่อนักรบธาตุผสมคิดถึงเรื่องนี้ พวกนางต่างตระหนักว่านี่เป็นการร้องขอที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โส่วเจี่ยกลับบอกพวกนางว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สิ่งนี้ชั่งราวกับปาฏิหาริย์!

 

ขณะที่พวกนางอยู่ในห้วงแห่งความยินดี โส่วเจี่ยกลับเอ่ยออกมาอย่างโศกสลด

 

“เพียงแต่พวกเจ้าก็เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้แล้ว ข้ายังไม่ทันได้ช่วยเหลือพวกเจ้า แต่บทลงโทษกลับมาถึงก่อนแล้ว นี่เหมือนว่า…เหล่าเทพเซียนคงไม่ปรารถนาให้ข้าช่วยเหลือพวกเจ้า ท่านไม่ต้องการให้พวกเจ้ามีทั้งพลังอันแข็งแกร่งและความงดงามในเวลาเดียวกัน หากเจ้ายังต้องการให้ข้าช่วยเหลือต่อไป ข้าจักต้องตายเป็นแน่ ขอให้พวกเจ้าเลิกคิดเถอะ!”

 

กล่าวถึงตอนนี้ โส่วเจี่ยผลักไสหญิงสาวที่ช่วยเขาออกไป เด็กชายกล่าวพร้อมทอดถอนใจ

 

“ไม่ใช่ว่าข้าไม่ต้องการช่วยเหลือพวกเจ้า ข้าได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่หากทวยเทพไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น ข้าก็ทำได้เพียงขออภัยพวกเจ้าแล้ว” สิ้นสุดคำพูด โส่วเจี่ยหันไปรอบๆ แล้วเดินโซซัดโซเซไปยังประตูหลักของสถาบัน

 

หญิงสาวเหม่อมองร่างของเด็กหนุ่มตัวน้อย พวกนางต่างตกอยู่ในความงุนงง เห็นเด็กชายค่อยๆจากไป แต่พวกนางไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมายับยั้งได้ หรือนี่จะเป็น… ประสงค์ของเทพเซียนจริงๆ ที่ไม่ต้องการให้พวกนางได้รับความงดงามกลับคืนมา?

 

“กึ้ด… กึ้ด… กึ้ด…” ในขณะที่มองดูโส่วเจี่ยหายลับไปจากครรลอง พวกนางล้วนเกิดความโกรธาจนเสียงขบฟันดังสนั่นออกมา ภายในดวงตาปรากฏเพลิงโทสะลุกโชตช่วงขึ้น!

 

แม้ไม่อาจจะต่อกรหรือลงทัณฑ์แก่เหล่าทวยเทพได้ แต่อย่างน้อยพวกนางย่อมต้องลงโทษผู้คนที่ก่อให้เกิดปัญหานี้ขึ้น เจ้าสวะที่กล้าลงมือกับโส่วเจี่ยจะต้องได้รับการชดใช้ที่สาสม!

 

หลังจากช่วงเวลาแห่งความเคียดแค้นเข้าปกคลุมพวกนาง หนึ่งในพวกนางคร่ำครวญออก

 

“ผู้ที่ทำร้ายโส่วเจี่ยย่อมต้องเป็นนักรบชุดแดงเมื่อครู่เป็นแน่ มีผู้ใดจดจำมันได้บ้าง?”

 

เหล่านักรบธาตุผสมเมื่อเผชิญกับคำถามนี้ก็เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง จากนั้นเสียงนุ่มนวลได้ดังขึ้นมาว่า

 

“ถึงแม้ข้ามิได้เห็นใบหน้าของมัน แต่ข้าพอจะจดจำมันได้!”

 

“ประเสริฐ!” ได้ยินเช่นนี้ หญิงสาวที่เอ่ยถามได้ผงกศีรษะแล้วกล่าวอย่างมาดร้าย

 

“ในการนี้ แม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิต พวกเราจะต้องตามล่าคนผู้นั้นมาให้ได้ก่อนยามรุ่งสาง หากเราไม่แยกร่างมันให้เป็นแปดส่วน คงไม่อาจลบเลือนความคั่งแค้นในใจได้! บางที มันอาจจะยังไม่ตระหนักถึงความเลวร้ายของสิ่งที่มันได้กระทำ เช่นนั้น พวกเราต้องมอบบทเรียนให้แก่มันอย่างสาสม!”

 

เหล่านักรบธาตุผสมทุกนางผงกศีรษะอย่างยินยอมพร้อมใจ พวกนางต่างรู้ชัด ว่านี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะทำให้โส่วเจี่ยสงบสติอารมณ์และเปลี่ยนความคิดของเขาได้ ยกตัวอย่างเช่น หากนักรบอัคคีธาตุผู้นั้นเป็นผู้ส่งสารจากองค์เทพ เช่นนั้นมันก็ต้องรอดพ้นจากความตายไปได้ แต่หากมันสิ้นชีพลง นั่นย่อมหมายความว่า มันมิใช่ผู้ส่งสารแห่งสวรรค์แต่อย่างใด ไม่ว่าจะอย่างไรนักรบธาตุอัคคีผู้นั้นมันต้องตาย!

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha