0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 50 : จุดเริ่มต้นของความแข็งแกร่ง

 

เมื่อกล่าวถึงชีวิตประจำวัน ทุกอย่างได้พัฒนาขึ้นมาหลายระดับ และภายใต้การจัดแจงของพี่ใหญ่ผู้มากความสามารถ ทุกสิ่งก็ยิ่งเข้าที่เข้าทางขึ้น ถึงจุดนี้ โส่วเจี่ยก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลถึงเรื่องนี้อีกต่อไป เมื่อทุกอย่างล้วนมั่นคง นับแต่บัดนี้ การพัฒนาความแข็งแกร่งของเขาย่อมมาเป็นอันดับแรก

 

เด็กชายต้องพัฒนาความสามารถของเขาให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะรับมือกับการประลองประจำปีที่กำลังจะมาถึง แม้ว่าเขาจะสามารถใช้เวทย์บอลน้ำแข็งได้แล้ว และมีความสามารถเหนือกว่าเพื่อนร่วมรุ่นในวัยเดียวกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงในชั้นเรียนของตนเท่านั้น

 

ความจริงแล้ว ธาตุไฟ-บอลไฟ ธาตุดิน-หอกดิน และธาตุลม-คมมีดวายุ ล้วนแต่เป็นศาสตร์ระดับเดียวกันกับศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำ นั่นคือเวทมนตร์ขั้นไร้ระดับ แต่ในด้านของพลังโจมตี พวกมันกลับเทียบเท่าเวทย์บอลน้ำแข็งที่อยู่ระดับ 1 ของนักเวทธาตุน้ำ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ธาตุน้ำนั้นดูด้อยกว่าเมื่อเทียบกับธาตุอื่นๆ

 

ทว่า แม้ทุกสิ่งจะเป็นเช่นนั้น กลับไม่มีนักเวทธาตุน้ำผู้ใดรู้สึกอิจฉานักเวทธาตุอื่นแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันไม่สำคัญว่าจะเป็นธาตุไฟ ดิน หรือลม แต่ตรงกันข้าม พวกเขากลับอิจฉาธาตุน้ำจนแทบคลั่ง ในบรรดาธาตุทั้งสี่นี้ มีเพียงธาตุน้ำเท่านั้นที่มีความสามารถในการรักษา

 

แน่นอนว่านักเวทอีกสามธาตุที่เหลือ ล้วนแต่มีความสามารถเฉพาะตน นักเวทธาตุดินจะสามารถสร้างเกราะดินเพื่อเพิ่มพลังป้องกัน นักเวทธาตุไฟจะสามารถเพิ่มพลังโจมตีด้วยพลังในการเผาไหม้ของเปลวไฟ และนักเวทธาตุลมจะสามารถเพิ่มความเร็วของตนด้วยสายลมที่ปกคลุมร่างกาย ทุกธาตุต่างมีความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันไป

 

ในด้านของการสัมผัสพลังธรรมชาติ โส่วเจี่ยได้ล้ำหน้าเหล่าสหายของตนแล้ว ส่วนพลังโจมตีทางเวทย์นั้น เด็กชายก็เป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถร่ายเวทย์บอลน้ำแข็งได้ แล้วผู้ใดในหมู่นักเวทธาตุน้ำที่จะสามารถเอาชัยเหนือตนได้กัน? ผู้อื่นเอาแต่เล่นสนุกในวัยเยาว์จนกระทั่งตอนนี้ ดังนั้นความเชี่ยวชาญย่อมห่างไกลจากเขาผู้ซึ่งสามารถเรียนรู้เวทย์บอลน้ำแข็งได้ และยังความสามารถในการควบคุมธาตุน้ำอีก ในหมู่นักเวทธาตุน้ำในวัยเดียวกันย่อมไม่มีผู้ใดที่จะประมือกับเด็กหนุ่มได้แล้ว

 

ปัจจุบัน การโจมตีหลักของเด็กชายคือเวทย์บอลน้ำแข็ง ส่วนเวทย์สนับสนุน เขาก็ยังมีเวทย์โคลนดูด และเวทย์รักษาก็ไม่ใช่อื่นใดนอกเสียจากเวทย์ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำ แต่สำหรับการป้องกัน เขากลับไม่มีสิ่งใดเลย

 

บางคนอาจจะนึกถึงโล่น้ำ ทว่านั่นเป็นได้เพียงปาหี่ ไม่อาจเรียกได้ว่าเวทมนต์เสียด้วยซ้ำ มันแทบจะไม่ลดทอนพลังโจมตีของอีกฝ่ายเลย ความแข็งแกร่งของเวทมนตร์ธาตุน้ำนั้นมีจำกัดยิ่ง แต่เดิม พลังป้องกันของนักเวทธาตุน้ำนั้นล้วนมาจากเวทน้ำแข็งทั้งสิ้น!

 

แม้ว่ามันอาจจะถูกเรียกว่าเป็นเวทระดับสาม แต่ตามความเป็นจริงแล้ว เวทย์บอลน้ำแข็งเมื่อเทียบกับเวทมนตร์ของธาตุอื่นมันก็เป็นได้เพียงเวทมนตร์ระดับหนึ่งเท่านั้น และเท่าที่โส่วเจี่ยได้ศึกษามา เวทระดับสามบทอื่นยังมีเวทย์เกราะน้ำแข็ง ทั้งยังเป็นเวทมนตร์ระดับสามที่มีผลค้างเคียงที่คล้ายคลึงกับเวทย์โคลนดูดซึ่งทุกคนต่างเรียกมันว่า ไอเหมันต์เยือกแข็ง!

 

กล่าวตามตรง เวทย์ที่มีพลังโจมตีมากที่สุดคือบอลน้ำแข็ง และในด้านของเวทย์สนับสนุนก็คือการแผ่ชั้นบรรยากาศอันหนาวเหน็บเพื่อแช่แข็งทุกสิ่งที่อยู่ในบริเวณโดยรอบจากเวทย์ไอเหมันต์เยือกแข็ง และการป้องกันด้วยเวทเกราะน้ำแข็ง  มีเพียงการฝึกฝนเวทมนตร์พื้นฐานทั้งสามบทนี้เท่านั้น รวมกับศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำ ถึงจะทำให้ผู้อื่นนั้นให้การยอมรับว่าเป็นนักเวทธาตุน้ำอย่างแท้จริง

 

เวทย์โคลนดูดนั้นได้ถูกอธิบายไปแล้ว บางคนเรียกมันว่าเวทย์น้ำ ในขณะที่บางคนเรียกมันว่าเวทย์ดิน นั่นจึงเป็นเหตุผลให้มันนับเป็นเวทย์ธาตุผสมและไม่เข้าเงื่อนไขที่กล่าวมา

 

อย่างแรก โส่วเจี่ยได้ร่ายเวทศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำติดต่อกัน 10 ครั้งในคราเดียว สร้างเป็นสายฝนแห่งการฟื้นฟูอันบริสุทธิ์ หลังจากเพิ่มพลังวิญญาณด้วยวิธีนี้ เขาจึงร่ายเวทย์โคลนดูดติดต่อกันอีก 10 ครั้ง ก่อนที่เขาจะนำเป้าเวทมนต์ไปวางไว้ที่กำแพงฝั่งตรงข้าม และปล่อยบอลน้ำแข็งออกมาสามลูก ซึ่งกระแทกเขากับเป้าเวทมนต์ดังปัง บัดนั้นเอง ที่อุณหภูมิของห้องใต้ดินได้ลดลงอย่างชัดเจน

 

แม้ว่าพลังเวทย์ของเด็กชายจะเพิ่มมากขึ้นด้วยวิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้า ทว่า หลังจากใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำ 10 ครั้งและเวทย์โคลนดูดอีก 10 ครั้ง เขากลับสามารถใช้เวทย์บอลน้ำแข็งได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น หลังจากที่ร่ายเวทย์บอลน้ำแข็งจำนวน 3 ครั้งเสร็จสิ้น พลังวิญญาณและพลังเวทย์ของเขาก็หมดสิ้นลง

 

โส่วเจี่ยไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เขารีบทิ้งตัวลงที่พื้น นั่งขัดสมาธิและเริ่มสัมผัสพลังธรรมชาติอีกครั้ง สำหรับผู้เชี่ยวชาญ การสัมผัสพลังธรรมชาติก็เหมือนกับการนอนหลับ ยิ่งเหนื่อยอ่อนมากเท่าใด ก็ยิ่งเข้าสู่ห้วงแห่งจิตใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้น รวมทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพของการสัมผัสพลังธรรมชาติไปพร้อมๆกันอีกด้วย

 

ในเวลาไม่กี่อาทิตย์ เด็กชายไปโรงเรียนทุกวันเฉกเช่นปกติ ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ห้วงแห่งจิตใจ ตำหนักขาวได้อยู่ภายใต้การควบคุมของพี่ใหญ่ และงานบริการทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่น ทำให้ธุรกิจของเขายิ่งงอกเงยขึ้นไปอีก

 

หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ก็ถึงช่วงเวลาอันสมควรที่จะเปิดกิจการของตน ทว่า เพื่อรอการตอบรับของเหล่าผู้ปกครองของเด็กหญิง ทำให้พวกเขาต้องเลื่อนเวลาเปิดออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์ หลังจากสองสัปดาห์ผ่านไป ผู้ส่งสารจึงได้ส่งจดหมายนับร้อยมายังตำหนักขาว

 

เด็กชายอ้าปากค้างเมื่องมองเห็นกองจดหมายที่สุมอยู่บนโต๊ะ เขารู้สึกสงสัยยิ่งนัก ว่าเหตุใดจดหมายเหล่านี้จึงถูกส่งกลับมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ หลังจากเอ่ยถาม เด็กชายจึงรู้ได้ทันที จักรวรรดิแสงศักดิ์สิทธิ์มีบริการส่งสารที่รวดเร็วอยู่ ด้วยการใช้สัตว์ปีกขนาดใหญ่ที่ถูกเรียกว่าวิหคอัสนีซึ่งถูกใช้ในการส่งสาร ตราบใดที่อยู่ในจักรวรรดิ ไม่ว่าจะไกลเพียงใด 2 สัปดาห์ก็นับว่าเพียงพอแล้ว

 

ใบหน้าของโส่วเจี่ยฉายแววกระวนกระวายปนเปไปด้วยความตื่นเต้น เด็กชายและพี่ใหญ่ได้ช่วยกันเปิดจดหมายทีละฉบับ ค่อยๆ พิจารณามันเป็นเวลาพักใหญ่ ในที่สุด ทั้งสองจึงได้อ่านจดหมายทั้งหมด แม้ว่าพวกเขาจะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว ทว่าก็อดที่จะปลาบปลื้มไม่ได้

 

จดหมายทุกฉบับล้วนตอบรับข้อเสนอของพวกเขา อย่างไรก็ไม่มีตัวเลือกอื่นสำหรับพวกเขา เมื่อมันถูกส่งไปในนามขององค์ชายสี่ แม้ว่าข้อความในจดหมายจะสั่งให้พวกเขาต้องไปอยู่ในนรก พวกเขาก็ต้องให้บุตรหลานของตนต้องกระโดดลงไปอย่างมิอาจปฏิเสธได้! นอกจากนั้น แล้วจะมีโอกาสใดอีกเล่า ที่พวกเขาจะได้รับผลประโยชน์มากมายถึงเพียงนี้

 

วันที่เขาได้รับจดหมายตอบกลับ คือวันที่เด็กชายได้ขออนุญาตต่ออาจารย์ของตน เพื่อขอกลับก่อนเวลาราวๆชั่วโมงครึ่ง จากนั้นเขาจึงรีบมุ่งตรงไปยังสถานที่เรียนของเหล่านักรบธาตุผสม เขาอยากจะรีบไปบอกข่าวดีให้พวกนางได้รับรู้

 

เด็กชายยืนอยู่บริเวณด้านนอกอาณาเขตของนักรบธาตุไฟด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เด็กชายไม่อาจหยุดคิดได้เลย ว่าเด็กสาวเหล่านั้นจะแสดงท่าทางเช่นไรเมื่อได้ทราบข่าวนี้? น่าเศร้านักที่ผ้าคลุมผืนใหญ่ได้บดบังใบหน้าของพวกนางไปจนสิ้น มิเช่นนั้น เด็กชายคงได้สนุกสนานกับสีหน้าอันตื่นตะลึงของพวกนางเป็นแน่

 

หลังจากรออยู่ชั่วครู่ เวลาเลิกเรียนก็มาถึง สิ่งที่น่าแปลกประหลาดก็คือช่วงเวลานี้สมควรที่ผู้คนจะพุ่งตัวออกมา แต่มันกลับเงียบเชียบจนน่าแปลกประหลาด อาจเป็นว่า…พวกนางไม่ได้กลับบ้านและออกไปฝึกฝนนอกสถานที่?

 

โส่วเจี่ยนั้นอยากจะพุ่งตัวเข้าไปด้านในเพื่อจะดูว่าพวกนางยังอยู่หรือไม่ ทว่า ทางสถาบันนั้นมีกฎที่ว่าไม่อาจฝ่าฝืน หากไม่ใช่ธาตุของตนเองจะไม่สามารถเข้าไปยังสถานที่ที่เป็นของธาตุอื่นได้ แลกหากผู้ใดฝ่าฝืนก็จะถูกไล่ออกจากสถานบันโดยที่ไม่อาจโต้แย้งได้

 

เด็กชายนั่งลงที่ม้านั่งด้านนอกอย่างจนใจ รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งในขณะที่มองผู้คนจำนวนมากกำลังทยอยเดินออกมา คนแล้วคนเล่า เด็กชายเฝ้ารอการปรากฏตัวของนักรบธาตุผสมอย่างอดทน

 

เมื่อเห็นว่ามีนักเรียนเดินผ่านหน้าเขาไปทีละคน เด็กชายก็ทำได้เพียงถอดถอนใจอย่างชื่นชม สถานบันแสงศักดิ์สิทธิ์นั้นมีนักเรียนอยู่ทุกรูปแบบ ตั้งแต่เด็กที่อายุยังไม่ถึง 8 ขวบ กระทั่งผู้ที่มีเลขสองหลัก ทั้งน่าเกลียด งดงาม สูง เตี้ย ผอม อ้วน รูปลักษณ์ต่างๆ สามารถถูกพบเห็นได้ในสถานที่แห่งนี้

 

ในขณะที่เฝ้ามองอย่างตั้งใจ ประกายแสงก็สว่างวาบผ่านดวงตาของเด็กหนุ่ม เขาเห็นนักเวทในชุดยาวสีเหลืองสว่างเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและลื่นไหล ราวกับเด็กหญิงผู้นั้นสามารถโบยบินได้ นางเคลื่อนตัวมาจากอีกฝาก มุ่งหน้าตรงมาทางเขา

 

เด็กหญิงผู้นี้งดงามยิ่งนัก และเรือนร่างของนางเองก็สะโอดสะองอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ควรใหญ่ก็ใหญ่ ส่วนที่ควรเล็กก็เล็ก ริมฝีปากอวบอิ่มสีกุหลาบ ทำให้บุรุษจำนวนมากรู้สึกอยากจะลิ้มลองมันอย่างยิ่ง

 

ทว่าสิ่งที่ทำให้เด็กชายรู้สึกสนใจไม่ใช่ความงดงามของนาง อย่างแรก นางยังไม่ถึงช่วงวัยที่จะผลิบาน และอย่างที่สอง ไม่ว่านางจะงดงามเท่าใด นางจะงดงามไปกว่าเหวินหยาได้เยี่ยงไร? กระทั่งต่อหน้าหญิงสาว โส่วเจี่ยยังสามารถรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ แล้วเด็กหญิงที่เพิ่งพบหน้า จะสามารถขโมยดวงวิญญาณของเขาได้เช่นไร?

 

สิ่งที่เขาสงสัยคือเหตุใด เด็กหญิงผู้นั้นจึงได้คล่องแคล่วนัก ท่าเท้าของนางก็นับว่าประหลาดยิ่ง แม้ว่าภายนอก นางจะดูเหมือนกำลังก้าวเดินไปเบื้องหน้า ทว่าการเคลื่อนไหวกลับสร้างความรู้สึกพลิ้วไหวและรวดเร็ว ทำให้ยากที่จะจับการเคลื่อนไหวของนางได้ และหากเขาเผชิญหน้ากับนางในการต่อสู้ นั่นย่อมเป็นเรื่องยากที่จะโจมตีใส่นาง

 

เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าของเด็กชายก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ก่อนหน้า เขาคิดว่าคงไม่เสียหายอันใดหากจะยังคงฝึกฝนเช่นเดิม แต่บัดนี้ หลังจากได้เห็นเด็กหญิงผู้แปลกประหลาดนางนี้ โส่วเจี่ยจึงตระหนักได้ทันที ไม่ว่าเวทมนต์จะแข็งแกร่งหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือเวทมนต์เหล่านั้นต้องกระทบกับเป้าหมาย!

 

เด็กชายจ้องมองเด็กหญิงที่กำลังก้าวเดินด้วยท่าเท้าอันแปลกประหลาด ซึ่งมันทำโส่วเจี่ยรู้สึกทรมานดวงตาตนเองอยู่เล็กน้อย ดวงตาของเขาพิจารณาอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ  และบัดนั้นเอง ที่เขาต้องพิจารณาถึงเป้าหมายในการฝึกฝนใหม่ ก่อนที่จะเข้าสู่งานประลองที่กำลังจะมาถึง ดูเหมือนจะมีหลายสิ่งที่เขาต้องปรับเปลี่ยนเสียยกใหญ่

 

“เปรี้ยง!” ในขณะที่เด็กชายยังจมอยู่ในห้วงความคิดนั้น เสียงกระแทกก็ดังขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกชาหนึบในศีรษะ ก่อนที่เงาสีดำจะทาบทับลงมา ดวงดาวลอยว่อนอยู่เบื้องหน้า

 

ในขณะที่เด็กชายกำลังซึมซับความรู้สึกอันไม่ธรรมดานั้น เสียงน่ารังเกียจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

 

“เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้าจ้องมองอันใดอยู่? นั่นเป็นคนที่เจ้าควรจะมองอย่างนั้นรึ? หากไม่เป็นเพราะเจ้าตัวเล็ก ข้าย่อมไม่ยั้งมือ”

 

โส่วเจี่ยค่อยๆฟื้นตัวขึ้นจนกระทั่งมีแรงพูด ในขณะนั้นเองที่ความมืดทึมได้เลือนหายไปอย่างเนิบช้า วินาทีถัดมา ร่างสีดำก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเด็กหนุ่ม

 

เสียงนั้นดังขึ้นจากร่างอันหนาเตอะแลดูแข็งแกร่งยิ่ง เขาสวมใส่เสื้อผ้าสีแดงของนักรบ อายุราวๆ 20 ปี หลังโก่ง ฝ่ามืออันใหญ่โตแตะอยู่บนศีรษะของเด็กหนุ่ม มันชัดเจนยิ่ง ว่าสาเหตุที่ทัศนะวิสัยของเด็กชายต้องสั่นไหวนั้นมาจากฝ่ามือของบุรุษผู้นี้

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha