0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 49 : ความเห็นแก่ตัว

 

หลังจากกลับถึงบ้าน โส่วเจี่ยได้เรียกตัวพี่ใหญ่ให้เข้ามาพบที่ห้องทันที เด็กชายอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างละเอียด เมื่อหญิงสาวได้ยินว่าโส่วเจี่ยนั้นได้กลายเป็นขุนนางขั้นแปด นางตกใจจนกระทั่งไม่อาจหุบปากที่อ้าค้างของนางได้

 

ทว่าข่าวที่น่าตกใจไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เมื่อได้ฟังต่อไปนางจึงค่อยๆผ่อนคลายลงเรื่อยๆ ด้วยความประหลาดใจที่ทับซ้อนกันหลายครั้ง ทำให้นางรู้สึกมึนงงเล็กๆ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเซื่องซึม

 

ขุนนางขั้นแปดสามารถมีผู้ติดตามได้ถึง 100 คน และยังมีอำนาจที่จะแต่งตั้งพลเรือนทั้งหนึ่งร้อยให้ได้รับยศทหารซึ่งเป็นตำแหน่งอันส่งเกียรติของประชาชนทั่วไป สิ่งนี่นับได้ว่าอุกอาจนัก กระทั่งเจ้าเมืองเหวินฉาผู้มากด้วยอำนาจยังไม่อาจมีได้ นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงความหลักแหลมของเด็กชาย ตอนนี้นายน้อยของนางได้เป็นขั้วอำนาจที่ไม่อาจหยุดยั้ง

 

บางทีในสายตาของคนทั่วไป ของขวัญทั้งสามชิ้นนี้อาจดูเหมือนจะทรงคุณค่าอย่างยิ่ง แต่หญิงสาวที่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็สามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเปลือกนอก ด้วยการกระทำของเด็กชาย สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดที่เด็กหนุ่มได้รับก็คือความไว้วางใจจากองค์ชาย การที่องค์ชายสี่มองว่าโส่วเจี่ยเป็นคนสำคัญของตน นั่นก็ถือว่าเป็นของขวัญสุดพิเศษที่เด็กชายนั้นได้รับอย่างแท้จริง

 

เวลานี้นับว่าโส่วเจี่ยได้พึ่งใบบุญขององค์ชายสี่แล้ว ตราบเท่าที่องค์ชายสี่ยังไม่อับเฉา สิ่งที่เด็กชายปรารถนาย่อมสำเร็จอย่างราบรื่นด้วยการหยิบยืมชื่อเสียงขององค์ชายสี่ เด็กชายย่อมมีสถานะที่พิเศษแตกต่างจากเหล่าขุนนางทั่วไป ในอนาคต หากองค์ชายสี่ได้ครองบัลลังก์ก็นับได้ว่าโส่วเจี่ยนั้นโชคดีอย่างหาที่เปรียบมิได้ อาจเรียกได้ว่าเด็กหนุ่มนั้นน่ากลัวยิ่ง

 

แน่นอนว่าผลตอบแทนที่สูงค่าย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากมาย หากองค์ชายสี่ตกต่ำลง เด็กชายย่อมหลีกหนีผลกระทบไม่ได้ อาจกล่าวได้ว่า หากผู้หนึ่งรุ่งโรจน์ทุกคนก็จะรุ่งโรจน์ แต่หากผู้หนึ่งสูญเสีย ทุกฝ่ายก็ต้องเดือดร้อนไม่ต่างกัน สิ่งที่เด็กชายทำได้ในตอนนี้ ก่อนที่จะถึงเวลาของการช่วงชิงบัลลังก์ คือการรีบเร่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตนเอง เมื่อใดที่สามารถสร้างฐานอำนาจได้มากพอ เขาก็สามารถช่วยองเหลือค์ชายสี่เพื่ออ้างสิทธิ์ในการครอบครองราชบัลลังก์ได้

 

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น นางมองไปยังอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ขณะที่นางกำลังขบคิดและจมจ่อมอยู่ในห้วงภวังค์ เด็กชายได้กล่าวออกมาอย่างเบิกบาน

 

“พี่ใหญ่ ในตอนนี้ปัญหาทุกอย่างได้ถูกแก้ไขได้แล้ว ทหาร 100 นาย เท่านี้ ครอบครัวของพวกนางก็ย่อมไม่ปฏิเสธที่จะมาทำงานเพื่อช่วยเหลือข้าใช่หรือไม่”

 

“นี่ท่าน!” ด้วยคำพูดของเด็กชาย ทำให้หญิงสาวตื่นจากความคิดของตัวเอง สิ่งที่โส่วเจี่ยกล่าวทำให้นางเบิกตากว้างก่อนจะหัวเราะอย่างขมขื่น

 

“ข้าชักจะสงสัยแล้ว การที่องค์ชายสี่ตั้งความหวังไว้กับท่านนั้นอาจเป็นการตัดสินใจที่ย่ำแย่นัก!”

 

“อ่า!” ได้ยินหญิงสาวกล่าวถึงตนเช่นนั้น ขากรรไกรของเด็กชายตกลงด้วยความตะลึงงัน คำพูดเหล่านี้มาจากที่ใดกัน?

 

เห็นเด็กชายแสดงท่าทางประหลาดใจเช่นนี้ หญิงสาวจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

 

“ท่านกำลังถูกความสะดวกสบายบังตาอยู่ ท่านคิดหรือว่าขุนนางที่ได้ชื่อว่ามีทหารในปกครองเป็นอันใดที่ด้อยค่า? ท่านรู้หรือไม่ ว่าหากคหบดีต้องการยศทหาร เขาต้องจ่ายถึงหนึ่งล้านทองเพื่อที่จะได้รับมัน และหากนำตำแห่งทั้งหมดมานับรวม มันย่อมเกินกว่าร้อยล้านทองเป็นแน่ ผู้ใดจะแจกตำแหน่งนี้เป็นของขวัญดั่งค่าขนมเช่นนั้นกัน?”

 

พูดถึงจุดนี้ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกด้วยความพยายามทำจิตใจของตนให้สงบลง ก่อนที่จะกล่าวต่อ

 

“ไม่ต้องเอ่ยถึงผู้ติดตามทั้งหนึ่งร้อยคน ท่านจะต้องการพวกเขาไปเพื่อสิ่งใด? ท่านเข้าใจจริงๆหรือไม่? ตราบใดที่ยังเป็นพลเรือน ท่านก็สามารถใช้อำนาจสั่งการพวกเขาหรือนางให้กลายเป็นผู้ติดตามอย่างเป็นทางการของท่านได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดหรือแข็งแกร่งขนาดไหน พวกเขาก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะถูกมองว่าเป็นกบฏต่อทางการและต้องถูกกำจัด”

 

ได้ยินข้ารับใช้สาวกล่าวเช่นนี้ ขากรรไกรของเด็กชายก็เปิดกว้างออกอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความงุนงงอย่างสิ้นเชิง โส่วเจี่ยกล่าวเสียงขม

 

“หากเป็นเช่นนั้น เราควรจะใช้สิ่งใดเพื่อให้ครอบครัวของพวกนางต่างยอมรับ?”

 

ฟังคำของเด็กชาย หญิงสาวจึงกล่าวออกมาอย่างไม่ลังเล

 

“สำหรับตอนนี้ เพียงแค่ใช้นามขององค์ชายสี่ในการส่งจดหมายและรับสมัครพวกนางเข้าทำงาน สำหรับค่าจ้างให้ใช้จำนวนเดิมที่เราเคยตั้งเอาไว้ ต่อจากนั้นจงเขียนในจดหมายว่าหากพวกนางทำงานหนักและขยัน ท่านสามารถประดับยศให้พวกนางเป็นทหารได้ นี่ย่อมเพียงพอแล้ว”

 

“อ่า! ง่ายเช่นนี้! จะสำเร็จจริงหรือ?” โส่วเจี่ยที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้กล่าวออกมาอย่างสงสัย

 

หญิงสาวพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา เอ่ยออกมาอย่างขุ่นเคืองว่า

 

“นายน้อย เหตุใดท่านจึงไม่เข้าใจกัน? ประการแรก นี่คือจดหมายที่เขียนโดยการหยิบยืมชื่อขององค์ชายสี่ ยิ่งไปกว่านั้นค่าจ้างที่เราได้มอบให้ก็ไม่นับว่าต่ำ ทั้งพวกนางจะยังได้รับการปฏิบัติอย่างดี ไม่ว่าพวกนางต้องการสิ่งใด พวกเราก็สามารถหามาให้ได้ ประการสุดท้าย การมอบตำแหน่งขุนนางเป็นอำนาจของเชื้อพระวงศ์ที่มีเพียงกลุ่มเล็กมิใช่ว่าทุกคนจะทำได้ แต่บัดนี้ท่านกลับมีอำนาจเช่นนั้น สำหรับคนธรรมดาแล้วท่านนับเป็นตัวแทนของราชสำนัก ผู้ใดจะอาจหาญต่อต้านท่าน?”

 

นางหยุดพักชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อไปอย่างจนใจ

 

“จุดประสงค์ที่ข้าต้องการบอก โอกาสดีๆเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะได้รับแม้ว่าท่านจะอ้อนวอนขอร้อง และถึงแม้จะไม่ได้อ้างถึงองค์ชายสี่หรือตำแหน่งขุนนาง ข้าก็ยังมั่นใจว่าท่านจะสามารถเชื้อเชิญพวกนางได้ ในเมื่อเรายังสามารถให้ผลประโยชน์ได้อย่างมากมาย ย่อมไม่มีผู้ใดปฏิเสธ”

 

โส่วเจี่ยแย้มรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข เขาผงกศีรษะแล้วกล่าว

 

“เช่นนั้นก็เอาตามนี้ ทว่าในจดหมายต้องบอกทางครอบครัวของพวกนางไว้ด้วย ว่าอย่าได้เอ่ยถึงสถานะของข้าแก่พวกนาง ข้าไม่ต้องการให้สหายรู้สึกว่าข้านั้นแตกต่างและแปลกแยกจากพวกเขา ข้าพอใจกับสถานะความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ ไม่อยากให้พวกนางปฏิบัติต่อข้านั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม”

 

หลังจากคิดถึงเรื่องนี้ชั่วครู่ หญิงสาวก็ได้ผงกศีรษะแล้วกล่าวว่า

 

“วิธีนี้นับว่าดีเช่นกัน มีเพียงเงื่อนไขนี้เท่านั้นที่ท่านจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดได้ หากชื่อเสียงและความร่ำรวยอยู่ด้วยกัน ไม่สำคัญว่าพวกนางจะรู้สึกเช่นไร แต่มันยอมเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจ ว่าสิ่งที่เรากระทำนั้นแฝงมาด้วยการหลอกลวงอยู่ระดับหนึ่ง”

 

“อืม…” เด็กชายผงกศีรษะคล้อยตาม พร้อมทั้งกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า

 

“ตกลง สำหรับแผนการที่ว่า ข้าจะปล่อยให้ท่านจัดการ รีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นเถอะ ข้าต้องไปฝึกฝนแล้ว” ระหว่างที่พูดนั้นเด็กชายก็ได้ลุกขึ้นแล้วเดินไปยังประตู

 

ขณะที่กำลังเปิดประตู ร่างเล็กก็หยุดกะทันหันก่อนจะสะบัดใบหน้ากลับไป

 

“โอ้ใช่แล้ว หากท่านต้องการ ข้าสามารถให้ยศทหารแก่ท่านได้นะ!”

 

“หา!” ได้ยินคำของเด็กชาย หญิงสาวรู้สึกตกตะลึงในทันที นางมองไปอย่างไม่เชื่อใบหูของตน

 

เมื่อเห็นสีหน้ากระอักกระอวลของอีกฝ่าย โส่วเจี่ยก็คลี่ยิ้มแล้วเอ่ยซ้ำอีกรอบ

 

“ข้าบอกว่า หากท่านปรารถนา ข้าสามารถให้ยศทหารแก่ท่านได้”

 

ในที่สุด เมื่อได้ฟังถึงคำยืนยันของนายน้อย ดวงตาทั้งคู่ของนางก็ได้เอ่อคลอด้วยน้ำตาทันที นี่เป็นสิ่งที่นางไม่เคยคาดฝันมาก่อน ในช่วงชีวิตของข้ารับใช้ผู้หนึ่ง ซึ่งไร้ตัวตน ไร้สถานะ และกระทั่งไร้เสรีภาพ ความคิดหวังที่จะมียศถาบรรดาศักดิ์จะเกิดขึ้นได้เช่นไร! ที่จริงแล้ว สถานภาพของข้ารับใช้นั้น ต่ำต้อยยิ่งกว่าสามัญชนทั่วไปเสียอีก

 

ได้เห็นสายตาจริงใจอันบริสุทธิ์ของเด็กชาย นางแทบอยากจะผงกศีรษะยอมรับมัน หากทว่านายน้อยได้มอบทุกสิ่งที่ดีเยี่ยมให้กับนาง แล้วนางจะยังต้องการยศฐาบรรดาศักดิ์ไปทำไมอีก? แม้ว่าภายนอกนายน้อยนั้นจะมีอำนาจแต่งตั้งได้ถึงหนึ่งร้อยนาย แต่ทั้งร้อยนายนั้นจะต้องเป็นกำลังสำคัญแก่นายน้อย

 

เมื่อได้ไตร่ตรองถึงการตัดสินใจอันยากลำบากเป็นเวลานาน หญิงสาวจึงกล่าวออกมาอย่างกระอักกระอ่วน

 

“ที่สุดแล้ว ข้าคิดว่ามันจะดีกว่าหากข้าไม่รับมัน ถึงแม้ว่าข้ารับใช้จะดูต่ำต้อย แต่ตำแหน่งนี้จำเป็นกับนายน้อยยิ่ง ตราบที่นายน้อยยังมอบความปรารถนาดีและให้ความนับถือข้าอยู่บ้าง ข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยผู้นี้ ย่อมไม่ต้องการสิ่งอื่นใดเพิ่มอีก”

 

นางมองไปยังเด็กชายด้วยสายตาที่พร่ามัว แล้วกล่าวออกมาโดยไม่ปิดบัง

 

“นายน้อย ท่านต้องจำไว้ ผู้ติดตามอย่างเป็นทางการจำนวน 100 คน กับตำแหน่งขุนนางทั้ง 100 ตำแหน่ง ท่านไม่ควรตัดสินใจอย่างผลีผลาม สิ่งนี้ถือเป็นทรัพย์สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของท่าน แม้จะเป็นองค์ชายสี่ก็ไม่อาจมอบอำนาจนี้ให้แก่ท่านอีกครั้งได้”

 

หญิงสาวมองไปยังโส่วเจี่ยแล้วกล่าวขึ้นด้วยความเคารพนับถือ

 

“เอาล่ะนายน้อย ท่านควรรีบไปฝึกฝนได้แล้ว เรื่องนี้ข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยผู้นี้ จะรีบจัดการโดยเร็ว อย่าได้เสียเวลาอันมีค่าอีกเลย”

 

เด็กชายรับคำกล่าวอำลาและตรงไปยังพื้นที่ฝึกฝนใต้ทะเลสาบ แม้ว่าไม่ได้เข้าเรียนในวันนี้ โส่วเจี่ยก็ไม่ต้องการเสียเวลาอันมีค่าไป เขาจะต้องฝึกให้หนักขึ้นเพื่อผลสำเร็จในวันข้างหน้า!

 

เมื่อไปถึงลานฝึกใต้ดิน โส่วเจี่ยยังไม่ได้เริ่มฝึกฝนในทันที เขาได้ตรวจตราสถานที่อย่างรอบคอบ สัปดาห์ก่อนภายใต้การทำงานหนักของลูกจ้างมากมาย สถานที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

ชั้นไม้ที่กระจัดกระจายได้ถูกเก็บออก พื้นที่ภายในกว้างขวาง นอกจากเสาขนาดใหญ่ก็ยังมีเพียงพื้นที่โล่งว่าง เสาสองต้นดูเด่นสะดุดตาถูกฉาบไว้ด้วยลวดลายสีม่วง ให้ความรู้สึกหรูหราและสง่างาม

 

ภายในพื้นที่ว่างอันกว้างขวาง มีเพียงฝั่งตรงข้ามกำแพงทางเข้าที่ดูมีมนต์เสน่ห์เข้มขลัง โคมไฟเวทย์มายมายถูกติดตั้งตามเสาต้นต่างๆจนคลอมคลุมพื้นที่ว่างทั้งหมด เช่นเดียวกับผนังรอบด้าน ทั่วให้ทุกบริเวณของพื้นที่ฝึกตนให้ดูเปล่งประกาย

 

เมื่อมองไปยังห้องฝึกฝนที่ตกแต่งอย่างวิจิตรแล้ว เด็กชายไม่อาจระงับความตื่นเต้นเอาไว้ได้ เขาเหยียดแแขนของตนออก เริ่มทำการอบอุ่นร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมที่จะฝึกฝน

 

เด็กชายไม่ได้เริ่มสัมผัสพลังธรรมชาติในทันที เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์นั้นดีที่สุด ก่อนจะฝึกการสัมผัสพลังธรรมชาติ โส่วเจี่ยได้เริ่มต้นด้วยการฝึกฝนเวทมนตร์ ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำ เวทย์โคลนดูด และบอลน้ำแข็ง จนกระทั่งพลังเวทย์และพลังจิตวิญญาณได้หมดสิ้นลง เด็กชายจึงเริ่มทำสมาธิเพื่อทำการฝึกสัมผัสพลังธรรมชาติ เมื่อนั้นพลังวิญญาณและพลังเวทย์จึงค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมา ด้วยวิธีนี้ เขาจะไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แต่อย่างใด

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha