0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 36 : พัฒนาอย่างก้าวกระโดด

 

เมื่อเห็นโส่วเจี่ยแสดงสีหน้าหวาดกลัว น้ำตาของเด็กหญิงในชุดคลุมสีแดงทั้งหกต่างไหลอาบบนใบหน้าจนเปียกปอน พวกนางทุกคนล้วนมองไปที่โส่วเจี่ยด้วยนัยน์ตาเปียกชื้นซึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำขมขื่นและไร้ซึ่งคำพูดใด

 

เด็กชายค่อยๆสงบลงเมื่อผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เบนสายตามองไปที่อีกฝ่ายอย่างละเอียด ร่างกายของเด็กชายก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง คนทั้งหกเบื้องหน้าล้วนเป็นผู้ที่เขารู้จัก!

 

ใช่แล้ว ร่างทั้งหกในผ้าคลุมสีแดงนั้นคือหนึ่งในพี่น้องนักรบธาตุผสมทั้ง 36 คน ซึ่งคนที่โส่วเจี่ยนั้นคุ้นเคยที่สุดก็คือเด็กหญิงในชุดสีแดงที่อยู่เบื้องหน้าและซึ่งเป็นหนึ่งในนางทั้งหก ทว่าการที่จะจดจำนางได้กลับต้องใช้เวลายาวนาน

 

เมื่อเทียบกับสามเดือนก่อนหน้า รูปลักษณ์ภายนอกของพวกนางไม่ได้แปรเปลี่ยนไปมากนัก ทว่า… ใบหน้าของพวกนางที่เคยมีเลือดฝาดๆแสดงถึงสุขภาพที่สมบูรณ์พร้อมกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

หลังจากผ่านไปสามเดือน รอยแดงราวกับใยแมงมุมนั้นได้แตกออก เผยให้เห็นชั้นเนื้อภายใต้ผิวหนัง ดูเหมือนหลังจากที่ถูกลนด้วยไฟมาเป็นระยะเวลานาน ผิวเนื้อภายใต้รอยแตกเหล่านั้นก็กลายเป็นสีม่วง เลือดและของเหลวไร้สีได้ไหลซึมออกมาตามรอยแตกร้าว กระทั่งผีก็อาจไม่น่ากลัวเท่ากับพวกนางในตอนนี้!

 

ใบหน้าทั้งหกเบื้องหน้าโส่วเจี่ยน่าเกลียดน่ากลัวเสียยิ่งกว่าภูตผีเสียอีก เมื่อเทียบกับความงดงามและน่ารักของเด็กสาวเมื่อสามเดือนก่อน เขาไม่อาจทำใจให้เชื่อได้เลยว่าพวกนางเป็นคนเดียวกัน ความแตกต่างมันมากมายจนเกินไป!

 

เด็กชายกลืนน้ำลายของเขาด้วยความยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง

 

“ในช่วงสามเดือนหลังพวกเจ้าไปทำอันใดมา? เหตุใดจึงไม่มาบำบัดผิวเสียเล่า? หากเจ้ายังคงมา ใบหน้าของพวกเจ้าอาจจะไม่เลวร้ายถึงเพียงนี้”

 

เมื่อได้ยินคำกล่าวของเด็กชาย เด็กหญิงก็ร่ำไห้หนักยิ่งขึ้น พวกนางเริ่มร้องไห้โหยหวนดังขึ้นทีละคน หลังจากผ่านไปหลายชั่วยาม เด็กหญิงชุดแดงจึงสามารถเปิดปากเอ่ยตอบได้

 

“อาจารย์ของพวกข้า ได้พาพวกข้าไปยังป่าอสูรเวทย์เพื่อฝึกฝนเป็นเวลาสามเดือน ดังนั้นพวกเราจึงกลับกลายเป็นเช่นนี้ เจ้าต้องช่วยเหลือพวกข้านะ!”

 

เด็กชายหัวเราะเสียงขม ก่อนจะเอ่ยอย่างไร้หนทาง

 

“แล้วเจ้าจะให้ข้าช่วยอย่างไร? ผิวหนังของพวกเจ้าเสียหายถึงเพียงนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถฟื้นฟูได้ด้วยศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำเพียงครั้งเดียว นอกจากนั้นข้ายังมันใจว่าร่างกายของพวกเจ้าย่อมไม่ได้ดีไปกว่าใบหน้าของพวกเจ้าเป็นแน่!”

 

เมื่อได้ยินคำกล่าวของโส่วเจี่ย ร่างกายของเหล่าเด็กหญิงก็สั่นสะท้าน สิ่งที่เด็กชายพูดเป็นเรื่องจริงอย่างชัดเจน แม้ว่าพวกนางจะสวมใส่เสื้อผ้าเพื่อปกปิดร่างกายของพวกนาง แต่เมื่อเสื้อผ้าสัมผัสกับเปลวเพลิง พวกมันจะช่วยได้สักเท่าใดกัน? แม้ว่าผิวกายของพวกนางจะดีกว่าใบหน้า ทว่าร่างกายของพวกนางก็มีร่องรอยปริแตกผุดขึ้นมาไม่ต่างกัน

 

ในความเป็นจริง เหตุผลที่พวกนางใส่ผ้าคลุมนั้นไม่ใช่เพื่อปกปิดใบหน้าของพวกนาง แต่เมื่อผิวกายของพวกนางปริแตก พวกนางจะไม่อาจใส่ชุดที่แนบติดกับผิวหนังของพวกนางได้อีก แม้ว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นจะสร้างขึ้นจากเส้นด้ายที่นิ่มที่สุดก็ทำให้พวกนางเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเมื่อต้องโดนเสียดสีซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พวกนางจะทานทนไหว จุดที่สำคัญที่สุด คือเส้นใยเหล่านั้นอาจจะสัมผัสถูกเลือดของพวกนางแล้วติดหนึบกับผิวหนัง เมื่อถึงครานั้น หากพวกนางถอดเสื้อผ้าออก นั่นย่อมหมายความว่า เนื้อหนังของพวกนางจะถูกดึงออกไปพร้อมกัน!

 

ผู้คนภายนอกไม่เคยรู้ แต่ภายใต้เสื้อคลุมผืนใหญ่พวกนางไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าใดๆแม้แต่น้อย แม้ว่านักรบธาตุผสมจะแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทว่าพวกนางก็ต้องจ่ายสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนไม่อาจจินตนาการได้เพื่อแลกกับพลังอันมหาศาล!

 

เด็กชายมองเหล่าเด็กหญิงทั้งหกด้วยสายตาเย็นชาและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

 

“มันไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะช่วยเหลือพวกเจ้า แต่มันเป็นเพราะว่าพลังเวทของข้าในบัดนี้ ข้าทำได้เพียงรักษาบาดแผลหนึ่งแผลด้วยพลังที่ใช้บำบัดผิวหนึ่งครั้ง พวกเจ้าลองคิดดูเอาเถอะ บาดแผลบนร่างของพวกเจ้ามีเท่าใดกัน? ข้าจะช่วยพวกเจ้าได้อย่างไร?”

 

“นอกจากนี้ แม้ว่าข้าอยากจะช่วยเหลือพวกเจ้า แล้วอย่างไร? พลังของข้าเพียงผู้เดียวย่อมมีขีดจำกัด อย่างมากข้าก็ทำได้เพียงลดความร้ายแรงของบาดแผลเหล่านั้น ในระยะยาว มันก็จะยังกลับเข้าสู่รูปลักษณ์ในปัจจุบันของพวกเจ้าอยู่ดี!” เด็กชายเอ่ยต่อ

 

เมื่อได้ยินคำกล่าวของเด็กชาย เด็กหญิงทั้งหกก็สิ้นคำพูดไป นั่นเป็นความจริง… แม้ว่าอีกฝ่ายจะใจดีเพียงพอที่จะช่วยเหลือพวกนาง ทว่าเขาเพียงผู้เดียวก็ไม่อาจแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ บางทีเด็กชายอาจช่วยเหลือเด็กหญิงคนหนึ่งให้คงความงดงามไว้ได้ ทว่าพวกนางมีกันถึง 36 คน เขาจะแบ่งพลังเพื่อช่วยเหลือทุกคนได้อย่างไร?

 

หากว่าโส่วเจี่ยรักษาเด็กหญิงทั้ง 36 คนพร้อมกัน มันก็จะยังเป็นเช่นที่เขาได้เคยกล่าวไว้อยู่ดี แม้ว่าเขาจะชะลอความรุนแรงของบาดแผลเหล่านี้ได้ แต่ภายใต้สภาพการฝึกฝนของพวกนาง สุดท้ายแล้วมันก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิม ขึ้นอยู่กับเวลา ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

 

เมื่อเห็นเด็กหญิงทั้งหกตกตะลึง โส่วเจี่ยจึงถอนหายใจแล้วกล่าวออกมาอย่างหมดทางเลือก

 

“เอาล่ะ วันนี้ข้าจะใช้ศาสตร์แห่งการฟื้นฟูกับพวกเจ้าสักครั้งโดยไม่คิดเงิน แล้วหลังจากนี้ พวกเจ้าก็ไม่ต้องมาตามหาข้าที่นี่อีก เพราะข้าจะไม่มาตั้งร้านที่นี่อีกแล้ว”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งหกก็มองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง พวกนางเลือกที่จะไม่ยอมรับความเมตตาของโส่วเจี่ยและเดินออกจากกระโจมไปเงียบๆ ด้วยท่าทางไร้วิญญาณ พวกนางเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ทางเลือกนี้ ด้วยศาสตร์แห่งการฟื้นฟู มันเพียงทำให้พวกนางรู้สึกสบายและลดเลือนรอยแตกลายได้ ทว่ามันไม่ไม่อาจทำได้มากกว่านั้น

 

เมื่อเห็นทั้งหกเดินออกไปด้วยสีหน้าว่างเปล่า โส่วเจี่ยก็ปิดตาลงด้วยความร้าวราน ถึงแม้ว่าภายในใจของเขาจะรู้สึกสงสารพวกนาง แต่เด็กชายก็ไม่อาจหาเหตุผลอันสมควรที่จะช่วยเหลือพวกนางได้ พวกนางได้สูญเสียรูปร่างหน้าตาเพื่อแลกเปลี่ยนกับพลังอำนาจที่น่าหวั่นเกรง แต่หากเขายื่นมือเข้าช่วยเหลือ เขากลับมิได้อันใดตอบแทน ไม่ยุติธรรมยิ่งนัก!

 

แม้ว่าโส่วเจี่ยจะอยากช่วย ทว่าเขาก็ไม่อาจทำอันใดได้ ด้วยตัวเขาเพียงคนเดียว การช่วยเหลือเด็กหญิงทั้ง 36 คนจะไม่สร้างผลดีต่อพวกนางและตัวของตนด้วย แม้ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักแทบสิ้นชีพ ความพยายามของพวกนางก็จะจบสิ้นในซักวัน และหากเป็นเช่นนั้น เมื่อพวกนางไร้ซึ่งความหวัง บางทีพวกนางอาจจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยความเศร้าที่น้อยลง

 

หลังจากที่ทั้งหกเดินจากไป เด็กชายจึงเริ่มทำงานของเขาต่ออีกครั้ง วันพักผ่อนผ่านไปอย่างเรียบง่าย ทว่าหัวใจของเด็กชายกลับไม่อาจสงบเงียบลง เขายังคงคิดถึงช่วงเวลาที่เขาได้พบพานกับกลุ่มเด็กหญิงที่งดงาม และความรู้สึกสงสารก็ตีตื้นขึ้นมาในอกของเขา

 

ด้วยการร่ายเวทแบบใหม่ โส่วเจี่ยได้ต้อนรับลูกค้าทั้ง 1,000 คนและหาเงินได้ 1,000 เหรียญทอง เพียงวันเดียวเขาก็สามารถหาเงินได้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันของหนึ่งเดือนแล้ว เมื่อพี่หกถือถุงเงินกลับบ้าน เหล่าข้ารับใช้ทั้งหมดต่างจ้องมองมันด้วยการอ้าปากค้าง เจ้านายของพวกนางหาเงินได้รวดเร็วยิ่งกว่าการขโมยมันมาเสียอีก!

 

สิ่งที่น่าฉงนก็คือ แม้ว่าเด็กชายจะหาเงินได้จำนวนมาก ทว่าเขากลับยังคงดูเซื่องซึม หลังจากที่ทานอาหารเย็นของตนเป็นที่เรียบร้อย เขากลับไปยังห้องของเขาอย่างรวดเร็วและขังตนเองไว้ภายใน ไม่มีผู้ใดรับรู้ว่าเขาทำสิ่งใดอยู่ ทุกคนต่างคาดคิดไปว่าเด็กชายคงเหนื่อยจึงปล่อยเขาไว้เช่นนั้น

 

ทว่าความจริงแล้วเด็กชายไม่ได้เหนื่อย กระทั่งพลังเวทย์และพลังวิญญาณของเขาก็ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมากด้วยวิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้า แม้ว่าจะใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำไปกว่าพันครั้งในหนึ่งวัน เขาก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย สาเหตุที่ทำให้เขาดูหดหู่เป็นเพราะว่าเด็กสาวทั้งหกในผ้าคลุมสีแดง เด็กชายทำได้เพียงถอนหายใจ เมื่อสำนึกได้ว่าเขาช่างไร้พลังขนาดไหนเมื่ออยู่เบื้องหน้าของพวกนาง

 

ควรรู้ไว้ว่าการฝึกฝนความเหนื่อยล้าไม่อาจทำติดต่อกันได้ การใช้มันมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายทรุดลง การฝึกฝนหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์นับว่าเหมาะสม ซึ่งมันจะสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ดังนั้นตลอดทั้งวันเขาจึงฝึกฝนมันเพียงแค่หนึ่งครั้ง

 

ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างสงบเงียบ เช้าวันถัดไป เมื่อโส่วเจี่ยหลับตั้งแต่หัวค่ำ มันจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะตื่นไวกว่าปกติ ในขณะที่เดินไปตามระเบียง มองไปยังพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้นและบิดเอวอย่างเกียจคร้าน เมื่อเห็นราวไม้ที่อยู่สุดสายตา อารมณ์ของเด็กชายจึงดีขึ้นเล็กน้อย

 

ในขณะที่เขากำลังมองทิวทัศน์อย่างสำราญใจ โส่วเจี่ยก็สังเกตเห็นว่าในทิศทางภูเขาจำลองปรากฏเป็นกลุ่มคนที่กำลังเคลื่อนไหว นอกเหนือไปจากนั้น… ที่แห่งนั้นเหมือนจะมีสิ่งก่อสร้างบางอย่าง พวกเขากำลังทำอันใดกัน?

 

หลังจากขบคิดไปเล็กน้อย เด็กชายจึงเข้าใจสถานการณ์ ไม่กี่วันก่อนเขาได้สั่งให้พี่ใหญ่ติดต่อช่างไม้และสร้างบ้านไม้ขึ้น ดูเหมือนว่าการก่อสร้างจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว! ในขณะที่คิดเด็กชายก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ลงไปยังชั้นล่างและมุ่งหน้าไปยังเขตก่อสร้าง

 

เมื่อไปถึงบริเวณก่อสร้าง เขาจึงรู้ว่าร่างที่กำลังเคลื่อนไหวที่เขาเห็นจากที่ไกลๆ คือข้ารับใช้ทั้งหกและมารดาของตน  ในตอนนั้น อิสตรีทั้งเจ็ดยืนอยู่ข้างบริเวณก่อสร้าง มองไปยังเขตก่อสร้างในขณะที่พูดคุยกัน สำหรับเหล่าคนงานกลับยังไม่มาถึง เนื่องจากมันยังเช้าเกินไป อย่างเร็วที่สุดพวกเขาก็จะมาในเวลาอาหารเช้า

 

เมื่อเห็นว่าเด็กชายไปถึง ดวงตาของผู้เป็นมารดาก็เปล่งประกาย นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีความสุข

 

“โส่วเจี่ย ความคิดของเจ้ายอดเยี่ยมนัก การอยู่ในบ้านไม้มันจะช่วยให้สุขภาพดีและสดชื่น ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนั้น มันช่างวิเศษยิ่ง เจ้าต้องให้มารดาอยู่ในห้องที่เห็นน้ำตกนะ!”

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha