0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 35 : ผีในยามกลางวัน

 

บางทีอาจมีผู้ที่ไม่อาจเข้าใจความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการสูญเสียพลังวิญญาณไปจนหมดสิ้น พูดง่ายๆมันก็เหมือนใช้เวลาร่วมกับอิสตรีกว่า 20 คนในค่ำคืนเดียว หรือการเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนตลอดทั้งสัปดาห์ ความเหนื่อยล้าระดับเดียวกับสิ่งเหล่านี้ คือความเหนื่อยล้าในการสูญสิ้นพลังวิญญาณ

 

แม้ว่าการใช้วิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้าจะทำให้ผู้ฝึกมีพลังอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอ ซึ่งก็คือการได้รับสิ่งหนึ่งย่อมต้องสูญเสียอีกสิ่งหนึ่งไป ข้อแลกเปลี่ยนที่ชัดเจนที่สุดของการฝึกฝนความเหนื่อยล้าก็คือความเจ็บปวดทรมานราวกับตกตายนานนับชั่วโมง

 

หลังจากผ่านไปหลายชั่วยาม โส่วเจี่ยจึงเริ่มรู้สึกถึงร่างกายของตนได้อีกครั้ง ร่างกายของเขาในตอนนี้เปราะบางอย่างมาก เส้นสายบางเบาของพลังเวทย์ค่อยๆกระจายเข้าเติมเต็มร่างกายที่กลวงโบ๋ของเด็กหนุ่ม กลั่นกรองและควบรวมกัน

 

ในที่สุดเด็กชายจึงสามารถลุกขึ้นได้ด้วยร่างกายที่ราวกับจะแตกหัก เขาค้นพบว่าพลังเวทย์และพลังวิญญาณของเขานั้นได้กลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง และหลังจากที่สังเกตมันอย่างละเอียด เขาก็ค้นพบว่าพลังเวทย์และพลังวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นกว่า20% หลังจากที่ใช้วิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้าเพียงหนึ่งครั้ง!

 

เด็กชายรู้สึกตกใจกับพลังที่พลุ่งพล่านภายในร่างของตน เขานิ่งงันไป นี่มันคืออันใดกัน? จากในตำราการใช้วิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้า คราแรกนั้นควรจะเพิ่มพลังเพียง 10% เท่านั้น ทว่าเหตุใดมันจึงกลับกลายเป็น 20% ไปได้?

 

ตามจริงแล้วสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติ เหตุผลหลักที่ทำให้โส่วเจี่ยมีพลังเพิ่มมากขึ้นถึง 20% เป็นเพราะเขายังอายุเพียง 8 ขวบ! เขาอยู่ในช่วงอายุที่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วและมีความไม่แน่นอนที่ไม่อาจคาดเดา ในช่วงอายุของเด็กหนุ่ม มันไม่สำคัญว่าจะเป็นสิ่งใดที่เขาฝึกฝน แต่พวกมันจะมีผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมกว่าผู้ใหญ่นัก และจะยิ่งแตกต่างมากขึ้นไปอีกหากเปรียบเทียบกับเหล่าผู้อาวุโส หากผู้เยาว์และผู้อาวุโสนั้นใช้วิธีการฝึกฝนแบบเดียวกัน ผู้ที่เยาว์วัยกว่าย่อมพัฒนาได้มากกว่า

 

การเพิ่มพลังเป็นสองเท่านั้นนับว่าเหมาะสมในช่วงวัยผู้ใหญ่และวัยชรา ทว่าในกรณีของโส่วเจี่ย เด็กหนุ่มกลับไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะเหตุใด พลังที่เพิ่มขึ้นกับมากกว่าในหนังสือถึงสองเท่า สิ่งใดกัน ที่ทำให้พลังนั้นเพิ่มขึ้นมากไปกว่าปกติเช่นนี้?

 

หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เด็กชายก็ไม่อาจหาเหตุผลใดมารองรับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้นจึงตัดสินใจบอกกับมารดาให้นำคนต่อไปเข้ามา ลูกค้าคนแล้วคนเล่าเข้ามารับการบำบัดผิวและเดินออกไปด้วยรอยยิ้มกว้าง

 

หลังจากใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า โส่วเจี่ยก็รู้สึกว่าเขาได้ลืมบางสิ่งไป หลังจากที่คิดอยู่หลายชั่วยาม เด็กชายก็นึกขึ้นได้ ก่อนหน้านี้ เขาได้ปฏิเสธเด็กสาวผมแดงและพี่น้องของนางเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว นับแต่นั้นมา เขาก็ไม่เห็นพวกนางมาที่นี่อีกเลย พวกนางคงไม่ได้โกรธแค้นเขาอยู่กระมัง?

 

เมื่อคิดถึงเด็กหญิงชุดแดงผู้นั้นและเหล่าพี่น้องที่สดใสของนาง โส่วเจี่ยก็ขมวดคิ้วมุ่น เมื่อสามเดือนก่อนเขายังไม่อาจดูแลได้แม้กระทั่งตนเอง เขาจะดูแลเด็กหญิงเหล่านั้นได้อย่างไร? ทว่าบัดนี้ พี่สาวเหวินหยาได้ให้บ้านหลังใหญ่แก่เขา และเขาไม่ได้ขาดแคลนเงินทองอีกต่อไป ที่สำคัญไปกว่านั้น ความสามารถในการหาเงินของเขาในปัจจุบันก็นับว่าเพิ่มสูงขึ้น

 

เขาหาเงินได้มากกว่า 300 เหรียญทองในช่วงเช้า บัดนี้เงินนับว่าไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

 

ก่อนที่เขาจะสามารถคิดค้นวิธีการวาดวงเวทย์เช่นนี้ออกมาได้ โส่วเจี่ยสามารถทำเงินได้กว่า 2,000 ทอง หลังจากที่ใช้วิธีการร่ายเช่นนี้ควบคู่กับการฝึกฝนความเหนื่อยล้า เงินที่เขาสามารถหาได้ต่อเดือนนั้นย่อมมากขึ้นเป็นเท่าตัว หลังจากที่บ้านไม้นั้นสร้างเสร็จจนกลายเป็นศูนย์ความงาม นั่นย่อมหมายถึงรายได้ก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

 

หลังจากผ่านไปครึ่งปี เด็กชายก็สามารถสร้างชีวิตที่มั่นคง จากการทำงานหนัก ตอนนี้เขาจึงมีความสามารถในการช่วยเหลือเด็กหญิงที่น่าสงสารเหล่านั้นได้ ก่อนหน้านี้ต่อให้เขาอยากช่วยเหลือเพียงใด ด้วยความสามารถของเขา ณ ช่วงเวลานั้นย่อมไม่อาจทำได้!

 

นอกจากนี้ เด็กชายยังไม่เชื่อว่าผู้คนในโลกใบนี้จะมีเมตตาอันใด ไม่มีใครต้องการช่วยเหลืออีกฝ่ายโดยไร้ซึ่งสิ่งตอบแทนเมื่อทุกคนต้องการมีชีวิตรอด ในความคิดของเด็กหนุ่ม การช่วยเหลือนั้นย่อมตามมาด้วยข้อแลกเปลี่ยน เขาไม่มีทางช่วยเหลือผู้ใดฟรีๆได้ และเหตุผลที่เขาได้ช่วยเหลือเหวินหยาเพื่อลดน้ำหนักนั้น ก็เป็นเพราะเขาต้องการทดแทนบุญคุณของนาง!

 

เด็กชายไม่เคยติดหนี้ผู้ใดมาก่อน และหากเขาติดหนี้ เช่นนั้นเขาจะพยายามทดแทนมันให้เร็วที่สุด ในทางกลับกัน เขาไม่ยอมให้ผู้ใดติดหนี้ตนเองเช่นกัน ตั้งแต่ลืมตาดูโลก โส่วเจี่ยก็มีชีวิตอยู่กับมารดาเพียงผู้เดียวโดยไร้ซึ่งความช่วยเหลือจากผู้อื่น ในความคิดของเด็กชาย การซื้อสิ่งของจะต้องแลกด้วยเงิน และหากผู้ใดนำสิ่งของของตนไป เช่นนั้นก็ต้องจ่ายเงินทดแทนสิ่งที่เอาไป มันช่างไร้สาระนัก ที่จะให้ผู้อื่นนำของของตนไปฟรีๆ มีผู้ใดบ้างกระทำกัน?

 

บางทีเขาอาจจะเป็นคนตระหนี่ หรืออาจเรียกได้ว่าเห็นแก่ตัว ทว่ามันก็เป็นนิสัยที่เกิดจากประสบการณ์ที่ได้ประสบพบเจอมา หากไม่มีผู้ใดรู้สึกสงสารและยื่นมือเข้าช่วยเหลือตนแลมารดาของตนที่เคยทุกยาก เช่นนั้นในสายตาของโส่วเจี่ย จะมีผู้ใดที่น่าสงสารเพียงพอที่จะให้เขาต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือกัน?

 

โส่วเจี่ยย่อมรู้สึกสับสนเมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ เด็กหญิงเหล่านั้นน่าสงสารยิ่งนัก ทว่าเงินที่พวกนางต้องการแลกเปลี่ยนถือว่าน้อยยิ่ง เช่นที่เด็กชายเคยบอกเด็กหญิงเมื่อครานั้น เพียง 10 เหรียญทองต่อวัน นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

 

สิ่งที่เด็กหญิงเหล่านั้นต้องการ มันไม่ใช่เพียงการบำบัดผิวบริเวณใบหน้าของพวกนางเท่านั้น แต่ภายใต้ผ้าคลุมของพวกเธอ ล้วนถูกเผาไหม้โดยไร้ซึ่งความเมตตาจากเปลวเพลิง ทั่วทั้งเรือนร่างของพวกนางเองก็ต้องได้รับการบำบัดเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่เด็กหญิงจำนวน 36 คน มันก็ยังคงเป็นงานใหญ่อยู่ดี โส่วเจี่ยไม่อาจหาเหตุผลดีๆที่จะรับงานนี้ นอกจากว่าจะมีค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล ความน่าสงสารเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เขารับงานนี้ได้

 

ในขณะที่เด็กชายครุ่นคิดอย่างเงียบเชียบ รอบด้านของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเงียบสงัด หลังจากนั้นไม่นาน เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังขึ้นจากทางเข้าด้านนอก

 

โส่วเจี่ยย่นหน้าผากอย่างงุนงง เขาไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นที่ด้านนอกของกระโจม พูดตามตรงแล้วเขาอยู่ภายใต้การปกป้องของเหวินหยา เช่นนั้นมันไม่ควรเกิดปัญหาใด หรือจะเป็นพวกอันธพาลกัน?

 

ในขณะที่คิดอยู่นั้น ทางเข้ากระโจมก็ถูกเปิดออก จากนั้นร่างสีเพลิงจำนวนหนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หกร่าง ทั้งหกต่างสวมใส่ผ้าคลุมสีแดงเพลิงและมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน ทุกร่างล้วนก้มศีรษะของพวกมันลงเบื้องหน้าเด็กชาย

 

โส่วเจี่ยสังเกตเห็นผ้าคลุมสีเพลิงซึ่งมีด้ายสีทองปักอยู่บนชายขอบ เด็กชายลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง ไม่แน่ใจว่าทั้งหกนั้นเป็นผู้ใดและมาจากที่ใด แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ ความวุ่นวายเบื้องนอก ย่อมเกิดจากรังสีฆ่าฟันของคนหกคนเบื้องหน้าเป็นแน่

 

แม้ว่าเขาจะหวาดกลัว ทว่าในฐานะของนักเรียนของสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่ได้หวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะกระทำสิ่งใดมากนัก แม้หากอีกฝ่ายเป็นโจร เช่นนั้นพวกมันย่อมเอ่ยถามถึงเงินตรา เมื่อนั้นหากเขายอมจ่ายให้มันทุกอย่าง ย่อมจบลงอย่างง่ายดายหากพวกเขาไม่เคยมีความบาดหมางอันใดต่อกันมาก่อน

 

นอกจากนั้น ด้วยการสนับสนุนของเหวินหยา เด็กชายมั่นใจว่าจะไม่มีอันใดร้ายแรงเกิดขึ้น แม้ว่าพวกมันอาจเป็นโจรร้าย แล้วอย่างไร? ด้วยความสัมพันธ์ของเขากับเหวินหยา หากอีกฝ่ายอาจหาญที่จะกระทำสิ่งใดรุนแรง เช่นนั้นอีกฝ่ายคงไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้ในอรุณรุ่งถัดไป! ความสัมพันธ์ระหว่างนางและโส่วเจี่ยนั้นจะยังคงอยู่ตราบเท่าที่เขายังคงช่วยนางให้มีความงดงามเช่นปัจจุบัน เช่นนั้นนางย่อมไม่ให้เขาเผชิญหน้าปัญหาร้ายแรงอันใดเป็นแน่!

 

เมื่อคิดถึงจุดนี้ เด็กชายจึงขมวดคิ้วและเอ่ยออกอย่างห้วนๆ

 

“หากพวกเจ้าเป็นลูกค้า เช่นนั้นก็ช่วยต่อแถว แต่หากต้องการมีปัญหา เช่นนั้นข้าว่าพวกเจ้าคงมาผิดที่ นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าจะสามารถเข้ามาสร้างความวุ่นวายอันใดได้”

 

เมื่อได้ยินคำกล่าวของโส่วเจี่ย ทั้งหกกลับไม่เอื้อนเอ่ยคำอันใด หลังจากนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ในขณะที่เด็กชายตัดสินใจจะตวาดไล่อีกครั้ง ร่างทั้งหกต่างทิ้งตัวลงคุกเข่าอย่างพร้อมเพรียง และเมื่อทั้งหกคุกเข่า เด็กชายจึงสังเกตเห็นสายน้ำที่รินไหลบริเวณใต้ผ้าคลุมสีเพลิง ร่วงหล่นยังพื้นดินที่อยู่เบื้องล่าง

 

“น้องชายโส่วเจี่ย พวกข้าขอร้อง ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย ได้โปรด พวกข้าขอร้อง…”

 

ในขณะที่เด็กชายนิ่งงันเป็นใบ้ด้วยความตกใจจากการเปลี่ยนแปลงกะทันหันของอีกฝ่าย เสียงเจ็บปวดน่าสงสารเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

 

เมื่อเห็นร่างในชุดคลุมสีแดงคุกเข่าเบื้องหน้า เด็กชายก็มุ่นคิ้วและนั่งลงบนพื้นอีกครั้ง

 

“พวกเจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงต้องการให้ข้าช่วย? แล้วข้าจะช่วยได้อย่างไร?” เมื่อได้ยินคำกล่าวของเด็กชาย ร่างในชุดคลุมทั้งหกสั่นสะท้าน จากนั้น… ทั้งหกจึงลุกขึ้นยืน ภายใต้การจ้องมองของเด็กชาย ร่างในชุดคลุมทั้งหกก็เลิกผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าออกอย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าเจ็บปวดที่เต็มไปด้วยน้ำตาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของโส่วเจี่ย

 

“สวรรค์!” เมื่อเห็นใบหน้าของทั้งหกเบื้องหน้า เขาก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ สะ…สิ่งนี้คืออันใดกัน? ผี..ผีออกมาหลอกหลอนยามกลางวันได้อย่างนั้นหรือ?

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha