0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 34 : การฝึกฝนความเหนื่อยล้า

 

ด้วยคำอธิบายในหนังสือ การใช้วิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้าเป็นจำนวน 100 ครั้งแรกจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนั้นคือการที่ผู้ฝึกจะมีพลังเวทย์และพลังวิญญาณเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าหลังจากใช้การฝึกฝนนี้ไปจนครบ 100 ครั้งแล้ว ผลลัพธ์ของมันก็จะไม่มีความแตกต่างใดให้เห็นอีก

 

หรือกล่าวได้ว่าการฝึกฝนความเหนื่อยล้านั้นจะเพิ่มพลังวิญญาณและพลังเวทย์ของคนผู้นั้นตามขีดจำกัดของความแข็งแกร่ง ยิ่งพลังเวทย์และพลังวิญญาณของคนผู้นั้นแข็งแกร่งมากเท่าใด มันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน หากพลังวิญญาณแข็งแกร่งน้อยเท่าใด มันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นได้น้อยเท่านั้น นั่นจึงเป็นสาเหตุให้โดยปกติแล้ว ผู้คนจึงใช้วิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้าเมื่อเข้าสู่ช่วงคอขวดซึ่งเป็นจุดที่ยากจะก้าวผ่าน มันถึงจะให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก

 

ทว่าโส่วเจี่ยไม่เห็นด้วย เขาต้องการที่จะคิดค้นวิธีการของเขาเอง แม้ว่าเขาจะยังไม่อาจรู้ได้ว่าเขาจะทำมันสำเร็จได้เมื่อไหร่ เขาก็จะไม่ยอมแพ้หากยังมีโอกาสอยู่

 

นอกจากนี้ อีกมุมหนึ่งที่เด็กชายนั้นคิด แม้ว่าจะใช้การฝึกฝนความเหนื่อยล้าในตอนนี้ อาจจะไม่ได้ผลประโยชน์เท่ากับใช้มันในอนาคต เขาก็เพียงแค่เสียโอกาสที่จะเพิ่มพลังเวทและพลังวิญญาณอีกสองเท่าไปเท่านั้น หากเขาสามารถเรียนรู้การสัมผัสธรรมชาติและศรน้ำแข็งได้ก่อนเวลา ในความคิดของเขา ผลประโยชน์ของมันก็ถือว่ามากมายกว่าสิ่งที่ต้องสูญเสียไป

 

ตั้งแต่ประวัติศาสตร์เริ่มจดบันทึก ผู้ที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถเข้าสู่ขั้นสัมผัสธรรมชาติได้ก็คือ 10 ขวบ ในขณะที่ลำดับถัดไปนั้นคือ 12 ขวบ ลำดับเหล่านี้ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงมานานนับพันปีแล้ว ดังนั้นเด็กชายจึงไม่คิดว่าเขาจะมีพรสวรรค์มากพอที่จะเรียนรู้การสัมผัสธรรมชาติได้ก่อนอายุ 10 ปี นอกเหนือไปจากนั้นอาจกล่าวได้ว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดมีพรสวรรค์เทียบเท่ากับสองคนนั้นมาก่อน

 

บางทีอาจมีบางคนที่คิดใช้วิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้าเพื่อให้สามารถก้าวเข้าสู่การสัมผัสธรรมชาติได้ก่อนเวลาอันควร และสามารถทำลายสถิตินั้นได้ ทว่าหากเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดจึงไม่เคยปรากฏว่ามีผู้ใดทำสำเร็จมาก่อน?

 

เหตุผลนั้นช่างง่ายดาย การกลายเป็นปรมาจารย์เวทนั้นเป็นขั้นสูงสุดที่มนุษย์อาจเอื้อม มีเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้นที่สามารถก้าวจากขั้นจอมมหาเวทสู่ขั้นจักรพรรดิมหาเวทได้ ทว่าผู้ที่ใช้การฝึกฝนความเหนื่อยล้านั้นสามารถเพิ่มพลังเวทและพลังวิญญาณเป็นสองเท่าและเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์เวทได้ แล้วใครจะโง่เขลาเพียงพอที่จะยอมแพ้กับการกลายเป็นปรมาจารย์เวทและใช้มันเพื่อให้สามารถเข้าสู่ขั้นการสัมผัสพลังธรรมชาติได้รวดเร็วกว่าเดิม? นั่นย่อมเรียกได้ว่าไร้ความหมาย

 

พลังวิญญาณและพลังเวทที่ได้จากการฝึกในขั้นจอมมหาเวทเพื่อเข้าสู่ขั้นจักรพรรดิมหาเวทนั้นมากมายกว่าการใช้การฝึกฝนความเหนื่อยล้าในบัดนี้นับร้อยเท่า หากผลประโยชน์ที่โส่วเจี่ยได้รับจากการฝึกฝนความเหนื่อยล้าในบัดนี้คือน้ำหนึ่งหยด เช่นนั้นการใช้มันในช่วงเวลาของการเป็นจอมมหาเวทนั้นย่อมเป็นดั่งมหาสมุทร ใครจะยอมเสียมหาสมุทรเพียงเพื่อน้ำหยดเดียวกันเล่า?

 

ทว่าโส่วเจี่ยมีเหตุผลของตนเอง เขามีอายุเพียง 8 ขวบในตอนนี้ และหากเขาสามารถเรียนรู้การสัมผัสพลังธรรมชาติได้ก่อนกำหนด อย่างน้อยเขาก็จะมีผลต่าง 4 ปีเมื่อเทียบกับผู้อื่น! อย่างน้อยเขาก็จะสามารถขึ้นสู่จุดสูงสุดของนักเวทน้ำแข็งเมื่อเทียบกับบรรดาคนรุ่นเดียวกัน

 

เด็กชายสนใจที่จะทำลายสถิติและสร้างตำนานทิ้งไว้ เขาอยากจะเป็นผู้ที่สามารถเข้าสู่ขั้นการสัมผัสพลังธรรมชาติที่อายุน้อยที่สุด และเป็นนักเวทฝึกหัดที่เด็กที่สุด เขาอยากจะมีพลังที่สามารถเอาชนะคู่แข่งทุกคนในอีก 6 เดือนข้างหน้าและยืนอยู่เหนือเพื่อนของเขาทุกคน เขาอยากจะได้ชื่อว่านักเวทธาตุน้ำที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นนี้!

 

ความจริงแล้ว เด็กชายไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับอนาคตในฐานะนักเวทของเขาเท่าใดนัก ตั้งแต่ที่เขาเข้าสู่สถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ เขายังไม่เคยคิดที่จะเป็นนักเวทที่เก่งกาจที่สุด เป้าหมายตั้งแต่แรกเริ่มของเขายังคงชัดเจน นั่นคือการเป็นนักรบที่กล้าหาญเฉกเช่นบิดา

 

หลังจากคืนหนังสือให้บรรณารักษ์แล้ว เด็กชายก็รีบมุ่งหน้าไปยังบ้านของตน ทานอาหารเย็น และรีบเข้านอนก่อนเวลา เขาไม่ได้รีบร้อนใช้การฝึกฝนความเหนื่อยล้า เหตุผลแรกคือพลังเวทของเขายังฟื้นฟูไม่เต็มที่ และอีกเหตุผลคือพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ เขายังต้องตั้งกระโจมทำธุรกิจของเขาต่อ

 

เช้าวันถัดไป โส่วเจี่ยแบกกระโจมและเตรียมตัวจะออกจากบ้าน เขาไม่ได้คิดที่จะพามารดาไปกับเขาด้วย พี่หกที่ทำหน้าที่จ่ายตลาดเป็นผู้ที่ไปกับเขา

 

เมื่อพวกเขาเก็บของเสร็จเรียบร้อยและเตรียมตัวที่จะออกไป มารดาของเด็กชายก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูและเอ่ยอย่างเซื่องซึม

 

“โส่วเจี่ย มารดาอยู่บ้านทุกวัน มันช่างน่าเบื่อหน่ายนัก ให้ข้าไปกับเจ้าเถอะ!”

 

“เพ้ย!” เมื่อได้ยินคำกล่าวของมารดา เด็กชายก็ปล่อยเสียงร้องแปลกๆออกมาอย่างไม่รู้ตัว เหตุผลที่เขาไม่พามารดาไปด้วย เป็นเพราะว่าเขากลัวว่านางจะเหน็ดเหนื่อย มิคิดว่ามารดาจะเบื่อหน่ายเมื่อเขาให้นางอยู่แต่บ้าน!

 

หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เด็กชายก็เข้าใจในที่สุด แม้ว่านางจะมีบุตรอายุ 8 ขวบแล้ว ทว่าตอนที่นางให้กำเนิดตน นางก็ยังคงสาวนัก ดังนั้นแล้ว บัดนี้มารดาของเขาจึงมีอายุเพียง 24-25 ปีเท่านั้น เมื่อนางยังคงสาวอยู่ การที่อยู่เพียงแต่บ้านนั้นย่อมทำให้นางเบื่อหน่ายอย่างแน่แท้

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เด็กชายจึงเอ่ยขึ้นอย่างคิดตก

 

“หากมารดาต้องการ ข้าย่อมไม่ขัดแย้ง ท่านเตรียมตัวเสร็จแล้วใช่หรือไม่? ไปกันเถอะ!”

 

“อื้ม…” เมื่อเห็นบุตรชายตกลง หญิงสาวจึงพยักหน้าของนางอย่างตื่นเต้นโดยไร้ซึ่งภาพลักษณ์ของผู้เป็นมารดา ความจริงแล้ว การที่นางพูดคุยกับบุตรชายวัย 8 ปีของนางนั้น นางสามารถสั่งให้เขาพานางไปด้วยในฐานะมารดา โดยที่เด็กหนุ่มไม่มีทางโต้แย้งใดๆ

 

ทว่าสิ่งที่ทำให้นางเอ่ยถามเขาก่อน เป็นเพราะเด็กชายนั้นเติบโตมาด้วยนิสัยรักอิสระตั้งแต่ยังเล็ก และนั่นยังเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามีความคิดและตัดสินใจทุกอย่างด้วยรับผิดชอบของตนเอง หากเป็นเด็กคนอื่นนั้น ผู้ปกครองของพวกเขายอมไม่ยินดี จะมีเด็กคนใดกล้าหาญทดลองใช้การวาดวงเวทแบบใหม่ หรือกระทั่งใช้การฝึกฝนความเหนื่อยล้าด้วยอายุเพียงเท่านี้กัน?

 

กลุ่มคนทั้งสามมุ่งหน้าไปยังโบสถ์เพื่อภาวนา หลังจากนั้นจึงไปยังจุดเดิมที่ถนนและตั้งกระโจมขึ้น ปีที่ผ่านมา เด็กชายได้สร้างลูกค้าประจำขึ้นจำนวนหนึ่ง ที่แห่งนั้นมักจะมีเด็กหญิงกลุ่มใหญ่ต่อแถวรอให้พวกเขามาถึงหลังจากการภาวนาเสร็จสิ้น

 

กระโจมถูกตั้งขึ้นอย่างรวดเร็วและเด็กชายก็เริ่มเรียกให้ผู้ที่ต่อแถวอยู่เข้าไปทีละคน มารดาของเขายืนอยู่ที่ทางเข้าเพื่อปล่อยคนเข้ามา ในขณะที่พี่หกนั้นทำหน้าที่ต้อนรับ และด้วยวิธีการบางอย่าง ในมือนางจึงมีใบปลิวเพื่อแจกผู้คนที่เดินผ่านไปมาเบื้องหน้าโบสถ์ที่ถนนเดียวกัน

 

เมื่อข้ารับใช้สาวเดินกลับมาเพื่อหยิบใบปลิวเพิ่ม เด็กชายจึงเอ่ยถามนางอย่างเงียบเชียบ กลับกลายเป็นว่า… สิ่งที่นางทำนั้นเป็นความคิดของพี่ใหญ่ เมื่อในอนาคตนั้นสถานที่ทำธุรกิจจะถูกเปลี่ยนเป็นที่บ้านของพวกเขา นางย่อมต้องทำใบปลิวขึ้น เพื่อที่จะให้ลูกค้าที่แวะเวียนไปมา รู้สถานที่ประกอบการใหม่ของพวกเขา!

 

โส่วเจี่ยถอนหายใจอย่างชื่นชมขณะส่ายศีรษะ เขายังร่ายเวทศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำไปพร้อมๆกัน เขาถอนหายใจอย่างเศร้าโศก พี่ใหญ่นับว่าไม่ธรรมดายิ่ง การที่คิดค้นวิธีเช่นนี้ขึ้นได้ บางทีวิธีการอาจไม่นับว่าแปลกใหม่นัก ทว่าเด็กชายก็ไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน

 

ในขณะที่ลูกค้าเดินเข้าและเดินออกทีละคน เหรียญทองในกระเป๋าของเด็กชายก็เพิ่มขึ้น หลังจากใช้เวทศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำไปกว่า 100 ครั้ง เด็กชายกลับไม่รู้สึกเหนื่อยอ่อนแม้แต่น้อย วิธีการวาดวงเวทย์เช่นนี้ใช้พลังวิญญาณน้อยยิ่งนัก

 

หลังจากร่ายศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำไปถึง 160 ครั้ง เด็กชายจึงเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่เพียงเขาจะรู้สึกว่าศีรษะขาวโพลน กระทั่งร่างกายก็อ่อนยวบราวกับร่างกายถูกประกอบขึ้นจากนุ่น ความรู้สึกนั้นทำให้เด็กชายตื่นเต้น นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการ มันคือวิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้า!

 

แม้ว่าเด็กชายจะเคยพลังวิญญาณหมดในอดีต ทว่ามันไม่ใช่สิ่งเดียวกับการฝึกฝนความเหนื่อยล้า การเข้าสู่สถานการณ์ฝึกฝนความเหนื่อยล้านั้นมีขั้นตอนเฉพาะ

 

‘ความเหนื่อยล้า’ เมื่อก่อนของเด็กชายนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าเหนื่อยล้า ความเหนื่อยล้าที่แท้จริงนั้นหมายถึงการที่ไม่มีพลังหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย เป็นการใช้พลังจนหมดสิ้นอย่างหมดจด หรือไม่ก็คงเรียกได้ว่า ‘อ่อนล้า’ มิใช่ ‘เหนื่อยล้า’!

 

การใช้การฝึกฝนความเหนื่อยล้านั้นต้องการขั้นตอนหลายอย่าง ขั้นแรกคือการร่ายเวทมนตร์ระดับต่ำติดต่อกัน เมื่อเวทมนตร์ระดับต่ำสูบพลังเวทย์ไปจนเกือบหมด จึงใช้เวทมนตร์ระดับสูงที่สุดเท่าที่มีออกมา ซึ่งการใช้เวทมนตร์ระดับสูงสุดนั้นจะช่วยรีดพลังเวทย์และพลังวิญญาณที่เหลืออยู่ภายในร่างกายออกมาจนหมดสิ้น

 

ทว่ามันมีสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ต้องจดจำไว้ การที่ทำมันไม่สำเร็จนั้นสร้างผลเสียอย่างร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่น คืนก่อนหน้าที่พลังเวทของโส่วเจี่ยนั้นเกือบจะหมดสิ้น ทว่ามันไม่ได้สร้างผลประโยชน์อันใด เขาไม่เพียงล้มเหลวในการเพิ่มพลังเวทของตน ทว่าเขายังทำให้พลังเวทย์ที่มีนั้นลดลงด้วย เป้าหมายของการฝึกฝนความเหนื่อยล้าก็คือการที่ใช้พลังในร่างกายจนหมดสิ้น แต่ไม่มากจนกระทั่งก่อให้เกิดผลเสีย เมื่อมันสร้างอันตรายต่อร่างกาย มันก็ไม่อาจเรียกได้ว่า ‘ความเหนื่อยล้า’ อาจทำให้อวัยวะสำคัญล้มเหลว และสร้างความเสียหายแก่ร่างกายอย่างยิ่งยวด!

 

หลังจากที่ใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำแก่ลูกค้าภายในกระโจม เด็กชายจึงบอกให้มารดาหยุดนำคนเข้ามาพักหนึ่ง เขามองไปที่เบื้องหน้าและร่ายเวทย์โคลนดูดออกมาหลายครั้ง แม้ว่าจะไม่มีสักครั้งที่การร่ายสำเร็จ ทว่าพลังเวทย์และพลังวิญญาณในร่างกายของเขากลับลดลงอย่างรวดเร็วตามจำนวนของการร่าย

 

หลังจากที่ร่ายเวทย์โคลนดูดไปกว่าสิบสามครั้ง เด็กชายก็รู้สึกราวกับกำลังล่องลอย แน่นอนว่าโส่วเจี่ยไม่ได้กำลังลอยอยู่จริง และนั่นเป็นเพียงความรู้สึกของเขาเท่านั้น ร่างกายของเขาล้มลงบนพื้นเพราะความเหนื่อยอ่อนจากการที่พลังเวทในร่างกายหมดสิ้น

 

การที่เขารู้สึกราวกับล่องลอยมีสาเหตุมาจากการที่พลังเวทย์หมดสิ้น รวมไปถึงพลังวิญญาณในร่างกายของเด็กหนุ่มก็หมดสิ้นไม่ต่าง มันถูกใช้จนหมดจด มิเช่นนั้นเขาคงไม่รู้สึกราวกับล่องลอยอยู่ในห้วงอากาศ และสำหรับพลังเวทย์นั้น เขาได้ใช้มันจนหมดในช่วงที่เขาร่ายเวทโคลนดูดทั้งสิบสามครั้งนั้น

 

การใช้พลังเวทย์จนหมดเพียงแค่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่เกี่ยวกับการใช้พลังวิญญาณจนหมด ทั้งสองนั้นอยู่คนละส่วนกัน

 

เด็กชายพยายามอดทนต่อความรู้สึกเวียนศีรษะราวกับหมุนลอยอยู่ในอากาศของเขา โส่วเจี่ยรู้สึกราวกับจะอาเจียน ทว่าเขาไม่อาจรู้สึกได้กระทั่งการคงอยู่ของร่างกายตน เช่นนั้น แม้ว่าเขาจะต้องการอาเจียน ทว่าเขาไม่มีทางที่จะทำเช่นนั้นได้ ความรู้สึกขั้นสุดเช่นนี้ ช่างทรมานและเจ็บปวดจนกระทั่งเด็กชายอยากจะตายไปเสียให้พ้นๆ

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha