0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 33 : เวทย์บอลน้ำแข็ง

 

การวาดวงเวทย์ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ด้วยวิธีการใหม่ที่โส่วเจี่ยเพิ่งค้นพบ เขาสามารถใช้เวทย์บอลน้ำแข็งได้ แม้ว่าบอลน้ำแข็งจะต้องการสัญลักษณ์เพิ่มขึ้นจากเวทย์โคลนดูด แต่เมื่อใช้การวาดวงเวทย์ของเขา เขาก็สามารถวาดวงเวทย์ได้อย่างทันท่วงที

 

ในขณะที่คิดอยู่นั้น เด็กชายก็รู้ว่ามันถึงเวลาที่เขาจะต้องทดสอบทฤษฎีของเขาแล้ว หากเขาทำตามวิธีที่เขาคิดค้นแล้วสามารถร่ายเวทธาตุน้ำแข็งได้ล่ะก็ เช่นนั้นสำหรับโส่วเจี่ย เวทมนต์ก็ไม่อาจนับได้ว่ายากเย็นอันใดอีกต่อไป เพียงไม่นาน เขาจะสามารถร่ายบทเวทย์ต้องห้าม ศูนย์องศาสมบูรณ์ได้!

 

เด็กชายสูดลมหายใจลึกและปิดเปลือกตาลงอย่างแผ่วเบา พยายามทำใจให้สงบ หลังจากนั้นเพียงชั่วครู่ โส่วเจี่ยก็เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างรวดเร็วและวาดมือขวาออก วงเวทย์ดาวหกแฉกเสร็จสิ้นในเสี้ยววินาที ราวกับสายฟ้าฟาด หลังจากนั้นสัญลักษณ์ของธาตุน้ำก็ถูกวาดลงไปด้วยความรวดเร็ว เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ของเวทย์บอลน้ำแข็ง!

 

และเมื่อเสร็จสิ้นการวาดวงเวทย์ ระยะเวลาที่เขาใช้วาดนั้นกินเวลาเพียง 4 วินาที  อย่างไรก็ตามมันก็แค่เพิ่มสัญลักษณ์เวทย์อีกเพียงหนึ่งตัว เมื่อเทียบกับเวทย์โคลนดูด

 

สัญลักษณ์เวทย์ส่องแสงสว่างขึ้นทีละตัวด้วยความว่องไว เพียงเสี้ยววินาทีบอลสีฟ้าใสก็ปรากฏขึ้นที่อุ้งมือของโส่วเจี่ยจากความว่างเปล่า!

 

“วี้ดดดดด!” เสียงแหวกอากาศดังขึ้นเมื่อบอลน้ำแข็งบนอุ้งมือของเด็กชายพุ่งออกไป บอลน้ำแข็งที่สมบูรณ์ของเด็กชายนั้นไม่เหมือนของอาจารย์ในชั้นเรียน มันเรียบลื่นและไม่มีหนามแหลมแม้แต่น้อย ในตอนนั้นเองที่โส่วเจี่ยรู้สึกเวียนหัวเล็กๆ ขณะที่มองบอลของตนที่พุ่งออกไป ราวกับมีบางอย่างถูกดึงออกไปจากร่างกายของเขา

 

เด็กชายรู้สึกว่าร่างกายของเขานั้นอ่อนยวบและเซไปมา เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรง ทว่าโชคดีนักที่เขาอยู่บนเตียงของตน โส่วเจี่ยล้มลงบนที่นอนนุ่มนิ่ม และหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บไปได้

 

เด็กชายมองไปยังมู่ลี่อย่างอ่อนแรง เขาตระหนักถึงปัญหาหนึ่งขึ้นได้ เขาลืมเลือนถึงเรื่องพื้นฐานเรื่องหนึ่งในการที่จะร่ายเวทย์ ซึ่งนั้นก็คือพลังเวท!

 

ก่อนหน้าที่จะใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำได้นั้น การวาดวงเวทย์ต้องใช้พลังวิญญาณก่อนที่จะใช้พลังเวทย์ในการทำมันให้ออกมา หากพลังวิญญาณนั้นหมดลง นักเวทย์ก็จะไม่สามารถวาดวงเวทได้

 

แม้ว่าวิธีการใหม่ของเด็กชายจะใช้พลังวิญญาณเพียงเล็กน้อย ทว่าพลังเวทย์ของเขากลับถูกใช้ไปจนเกือบหมด

 

นอกไปจากนั้น โส่วเจี่ยยังค้นพบว่า แม้จะไม่ได้ใช้พลังเวทย์มากมายในการวาดวงเวทย์ การร่ายเวทก็ยังต้องใช้พลังวิญญาณในตอนแรกเริ่มอยู่ดี เมื่อครั้งแรกที่เด็กชายได้ร่ายเวทย์โคลนดูดที่โรงเรียน เขาก็รู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อย ทว่ามันเล็กน้อยมากเสียจนเขาไม่ได้ใส่ใจ ตอนนี้เขาพยายามที่จะร่ายเวทย์บอลน้ำแข็ง และอาการเวียนศีรษะนั้นกลับมากขึ้นอย่างทบทวี

 

การที่พลังวิญญาณมีน้อยจนเกินไปจะทำให้ผู้คนรู้สึกเวียนศีรษะ และถึงขั้นสิ้นสติในบางครั้ง หากบาดเจ็บสาหัส นั่นอาจทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจรักษาได้ ในทางกลับกัน การที่พลังเวทย์ลดน้อยลงจะทำให้ร่างกายของคนผู้นั้นอ่อนแอลง แต่การที่พลังเวทลดน้อยลงจนถึงขีดสุด นั่นจะทำให้ร่างกายของคนผู้นั้นต้องล้มลงในเสี้ยววินาที และอาจทำให้ไม่อาจฟื้นฟูพลังเวทย์ได้อีกเลย

 

การที่ผู้คนล้วนฝึกฝนด้วยวิธีการในหนังสือ ล้วนมาจากสาเหตุนี้นี้ วิธีการในหนังสือนั้นได้จะไม่มีทางทำให้ผู้ฝึกฝนพบกับความเสี่ยงใดๆอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน วิธีการที่เด็กชายคิดค้นนั้นเป็นวิธีที่ผู้คนกว่าล้านปีที่แล้วคิดค้นขึ้น ทว่าวิธีการนี้นั้นไม่มีขีดจำกัดที่แน่นอน และทำให้นักเวทตายก่อนวัยอันควร ดังนั้นแล้วมันจึงถูกสั่งห้ามเมื่อหลายปีก่อน

 

วิธีการในหนังสือนั้น แม้ว่าจะเชื่องช้า ทว่าปลอดภัย ในขณะที่วิธีการใหม่ แม้ว่าจะรวดเร็ว ทว่าอันตรายยิ่ง เพียงแค่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็สามารถปลิดชีวิตของนักเวทผู้มากความสามารถได้ เมื่อพิจารณาจากจุดนี้แล้ว ผลประโยชน์ที่เด่นชัดของวิธีการในหนังสือย่อมเป็นความปลอดภัย!

 

แม้ว่าจะมีผู้คนมากมายเลือกที่จะใช้วิธีการเมื่อหลายล้านปีก่อน ทว่าบัดนี้ วิธีการนั้นได้หายสาบสูญไปหมดแล้ว นักเวทในอดีตกาล เพื่อที่จะเตือนเหล่าลูกศิษย์ถึงความเสี่ยงนั้น จึงได้เน้นย้ำ บอกแก่ลูกหลานว่าทุกสิ่งต้องเป็นไปทีล่ะขั้น ไม่อาจเร่งรัดได้

 

และเพื่อให้คำสั่งของพวกเขาเด็ดขาดและเป็นที่สุด เหล่าผู้คนในอดีตจึงสรรค์สร้างเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับเทพเจ้าในฐานะผู้ที่ส่งมอบพลังให้แก่มวลมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว มันจึงไม่อาจถูกเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมิเช่นนั้นคนผู้นั้นจะถูกลงโทษโดยสวรรค์

 

เมื่อเวลาผ่านพ้นไป การร่ายเวทย์แบบที่เด็กชายใช้จึงค่อยๆเลือนหายไป จนกระทั่งบัดนี้ แม้จะมีผู้ที่คิดถึงมันโดยบังเอิญ ทว่าพวกเขาก็จะไม่ทดลองมัน อย่างไรก็ตามวิธีการที่สืบทอดกันมา นับว่ามีผลประโยชน์กว่าอย่างไม่อาจเทียบเคียง

 

โส่วเจี่ยรู้สึกเหนื่อยล้าไร้เรี่ยวแรง เขาผลอยหลับไปบนเตียงอันนุ่มนิ่ม เช้าวันถัดไปมาเขาจึงตื่นขึ้นอย่างเหนื่อยอ่อน แม้ว่าเขาจะนอนหลับมาทั้งคืน ทว่าร่างกายของเขาก็ยังคงอ่อนแรงอยู่ดี และแทบเรียกได้ว่าเหนื่อยจนแทบสิ้นชีพ หากเป็นไปได้ เขาอยากจะนอนต่อไปอีกสัก 3 วัน 3 คืน

 

ทว่าเด็กชายไม่อาจทำเช่นนั้นได้ โส่วเจี่ยกัดฟันแน่นก่อนจะพยุงร่างกายที่ราวกับจะแตกหักของเขาขึ้น เขาต้องไปทานอาหาร ก่อนจะไปเรียนอย่างที่เขาควรทำ แม้ว่าภายนอกของเขาจะไม่ได้แสดงว่าเขาย่ำแย่สักเท่าใด ทว่าไม่มีผู้ใดจินตนาการได้เลย ว่าความเจ็บปวดที่เขาต้องทานทนมันหนักหนาเท่าใด

 

วันนั้นทั้งวันผ่านไปอย่างเงียบสงบ และอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆนั้นไม่อาจทำให้โส่วเจี่ยย่อมยอมปล่อยเวลาอันมีค่าให้ผ่านพ้นไปอย่างเปล่าประฌยชน์ หลังจากโรงเรียนเลิก เขาจึงไปยังห้องสมุดของโรงเรียนและค้นคว้าบางอย่าง ร่างกายของเขาในตอนนี้มันอยู่ในสถานะใดกันแน่?

 

หลังจากค้นคว้าอยู่ชั่วยามหนึ่ง เด็กชายก็ค้นพบหนังสือที่เกี่ยวข้อง หลังจากอ่านมันอย่างละเอียด เขาก็ตระหนักได้ว่าการข้ามขั้นที่รวดเร็วเกินไปของเขา ทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวง

 

เมื่ออ่านคำเตือนในตำรา ทั่วทั้งร่างของเขาก็สั่นสะท้าน ตำราได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าการข้ามขั้นเพื่อร่ายเวทย์นั้น ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับพลังวิญญาณ ทว่ามันอาจทำให้เขาเสียสติได้ นอกจากนั้นร่างกายของเขาก็อาจล้มป่วยลงและกลายเป็นคนธรรมดาที่ไม่อาจใช้เวทมนต์ได้อีก

 

โส่วเจี่ยลนลานใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำกับร่างกายของตน โชคดีที่มันยังคงใช้งานได้ นั่นแสดงว่าเขายังคงใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำได้โดยไร้ซึ่งปัญหา หรือพูดอีกอย่างก็คือเขายังไม่สูญเสียความสามารถด้านเวทมนต์ไป

 

เด็กชายปิดหนังสือลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเริ่มครุ่นคิดเงียบๆ ด้านพลังวิญญาณนั้นเขามีเพียงพอในการร่ายเวทย์บอลน้ำแข็ง แม้ว่าเขาจะรู้สึกเวียนศีรษะไปชั่วครู่ แต่อาการนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากพักผ่อนมาทั้งคืนเขารู้สึกได้ว่านอกจากพลังวิญญาณของเขาจะไม่ได้รับความเสียหายหนักหนา มันยังเพิ่มขึ้นอย่างมากอีกด้วย

 

เมื่อพลังวิญญาณไม่ใช่ปัญหา เช่นนั้นปัญหาหลักของเขาก็ย่อมเป็นพลังเวทของตน เมื่อคิดถึงจุดนี้ เด็กชายก็นำหนังสือในมือกลับไปยังชั้นดังเดิม และหาหนังสือที่กล่าวถึงการเพิ่มพลังเวทมาอ่าน

 

หลังจากเอ่ยถามบรรณารักษ์เด็กชายจึงหาหนังสือที่เขาต้องการพบ วิธีการแรกในการเพิ่มพลังเวทย์คือการปล่อยให้มันเติบโตไปพร้อมกับร่างกาย เมื่อคนเติบใหญ่ขึ้น พลังเวทย์ของคนผู้ก็ย่อมเพิ่มขึ้นเช่นกัน นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะสามารถควบคุมได้

 

วิธีที่สองคือการสัมผัสพลังธรรมชาติ นี่เป็นเอกลักษณ์ของนักเวท มีเพียงผู้ที่สามารถสัมผัสพลังธรรมชาติได้เท่านั้นที่อาจจะนับได้ว่าเป็นนักเวท ด้วยการสัมผัสพลังธรรมชาติ ไม่เพียงพลังเวทย์จะเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง กระทั่งพลังวิญญาณก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ การสัมผัสพลังธรรมชาตินั้นเรียกได้ว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูพลังเวทย์ที่เสียไป

 

นอกเหนือจากสองวิธีนี้ วิธีสุดท้ายถือว่าค่อนข้างที่จะพิเศษ มันถูกเรียกว่าการฝึกฝนความเหนื่อยล้า วิธีการนี้ช่างง่ายดายยิ่ง เพียงแค่ทำให้พลังเวทและพลังวิญญาณของตนนั้นลดน้อยจนถึงขีดสุด หลังจากนั้นเมื่อพวกเขาฟื้นฟูพลังวิญญาณและพลังเวทย์แล้ว ระดับพลังก็จะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

 

สองวิธีการแรกนั้นไม่ได้ช่วยเหลือโส่วเจี่ยเลยแม้แต่นิด ทว่าวิธีการสุดท้าย เป็นวิธีที่เขาเคยทดลองมาแล้วด้วยตนเอง ในด้านของพลังเวทย์นั้นยังไม่อาจฟื้นฟูมาได้ ดังนั้นจึงไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้ ทว่าพลังวิญญาณนั้นเด็กชายรับรู้ได้ถึงระดับที่เพิ่มขึ้นของมัน

 

แน่นอนว่าวิธีการที่สามนั้นไม่ได้ไร้ซึ่งข้อเสีย แม้ว่าวิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้าจะให้ผลลัพธ์เป็นการเพิ่มขึ้นของระดับพลัง ทว่ามันจะแสดงผลลัพธ์ที่ชัดจนในช่วงแรกเท่านั้น ยิ่งฝึกฝนมากเท่าใด ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น วิธีการฝึกเช่นนี้มีขีดจำกัดที่เข้มงวด และสามารถใช้ได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่อาจใช้ได้ตลอดชีวิต สำหรับนักเวทแล้ว วิธีการที่เยี่ยมยอดและเป็นพื้นฐานที่สุดในการเพิ่มระดับพลังเวทย์และพลังวิญญาณก็ยังคงเป็นการสัมผัสพลังธรรมชาติอยู่ดี!

 

หลังจากอ่านหนังสือตรงหน้า โส่วเจี่ยก็ตื่นเต้นเสียจนอยากจะร้องตะโกนออกไป แม้ว่าวิธีการที่สามจะไม่สามารถใช้ได้ตลอดไป ทว่าเขาก็ไม่ได้คิดที่จะใช้มันไปตลอดกาลเช่นกัน ในมุมมองของเขา เขาจะใช้เวลาครึ่งปีในการใช้วิธีการฝึกฝนความเหนื่อยล้าเพื่อเพิ่มพลังเวทและพลังวิญญาณของเขาอย่างรวดเร็ว แต่เป้าหมายหลักของเด็กหนุ่มก็ยังเป็นการสัมผัสพลังธรรมชาติและใช้เวทย์บอลน้ำแข็งได้อยู่ดี

 

ภายใต้เวลาครึ่งปี หากเขาสามารถเข้าสู่ขั้นสัมผัสพลังธรรมชาติและสามารถใช้เวทย์หอกน้ำแข็งได้อย่างอิสระ เมื่อนั้นการประลองในอีกครึ่งปีย่อมตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเขาแล้ว ด้วยสิ่งเหล่านี้ เด็กชายก็มีความมั่นใจมากขึ้นในการประลองที่คืบเข้ามาใกล้

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha