0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 25 : ข้ามาเพื่อช่วยเจ้า

 

“ฮ่าฮ่า…” เหวินหยาแย้มยิ้มอย่างเศร้าสร้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างทุกข์ตรม

 

“แม้เจ้าจะช่วยข้าได้แล้วอย่างไร? ผู้ที่ทุกข์ตรมจนกระทั่งต้องการฆ่าตัวตายเช่นข้า แม้จะช่วยข้าได้สักครั้ง หรือสองครั้ง เจ้าก็ไม่อาจช่วยข้าไปตลอดชีวิตได้”

 

โส่วเจี่ยขมวดคิ้วมุ่นอย่างงุนงง ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างไม่เข้าใจ

 

“ทำไมท่านต้องการตาย? การมีชีวิตอยู่นั้นไม่ดีกว่าหรือ? หากท่านตายไป ท่านก็ไม่อาจได้พบหน้ามารดาของท่านอีก นางจะไม่กลายเป็นต้องโดดเดี่ยวอยู่บนโลกใบนี้หรือ?”

 

เหวินหยาตัวสั่นสะท้านกับคำพูดของอีกฝ่าย หยาดน้ำหลั่งรินไปทั่วแก้ม หญิงสาวส่ายศีรษะก่อนเอ่ย

 

“ลูกสาวเช่นข้านั้นเป็นที่น่าเหยียดหยาม เป็นข้อผิดพลาด ข้าไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เช่นนี้”

 

เด็กชายเมื่อเห็นหญิงสาวนั้นช่างทุกข์ตรม หัวใจแหลกสลาย ก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยความลังเล

 

“ข้าไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดเท่าใด เหตุใดทำให้ท่านไม่ต้องการมีชีวิตอยู่กัน? ท่านบอกข้าได้หรือไม่?”เหวินหยาเบือนสายตาไปยังเด็กชายอย่างเชื่องช้า ก่อนจะยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาบนใบหน้า นางเอ่ยด้วยสีหน้าอันไร้ซึ่งอารมณ์

 

“เพียงแค่เห็นเจ้าก็น่าจะเข้าใจแล้วมิใช่หรือ? สตรีเบื้องหน้าเจ้านั้นทั้งอ้วนและแลดูโง่เขลาราวกับสุกร แต่นางกลับเป็นคนรักของอ๋องสี่แห่งเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์ และเหตุนี้ นางจึงไม่เพียงแค่เป็นความอับอายของวงตระกูล แต่เป็นความน่าละอายของประชาชนในเมืองเช่นกัน!”

 

หญิงสาวจ้องมองแหวน และชั้นไขมันบนร่างกายของนางด้วยสายตาขยะแขยง ก่อนจะเอ่ย

 

“ข้าเกลียดสิ่งที่ข้าเป็นในตอนนี้ ข้าไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ในร่างกายที่อ้วนเทอะทะแลดูโง่เขลาเช่นนี้!”

 

ดวงตาของเหวินหยาเต็มไปด้วยความสับสน มืออวบลูบไล้ใบหน้าขณะที่คิดฝันไปยังอดีตอันแสนไกล

 

“คราหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่ข้ายังคงงดงาม อาจกล่าวได้ว่าข้านั้นภาคภูมิใจในความงดงามของข้าอย่างมาก เฮ้! ข้าเคยเป็นสตรีที่งดงามที่สุด ไม่ว่าเจ้าจะถามใคร ผู้คนย่อมเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันเป็นแน่” เมื่อสิ้นคำ สีหน้าของหญิงสาวก็แปรเปลี่ยนไปทันที

 

“แต่ว่า เมื่อข้าป่วยเป็นโรคนั่น ความงดงามของข้าก็เลือนหาย หากข้านั้นเกิดมาน่าเกลียด เช่นนั้นข้าคงจะมีความสามารถพอที่จะอดทนกับมันได้ แต่ทว่าเมื่อครั้งอดีตข้ากลับเคยงดงามมาก่อน เช่นนั้นข้าจะยอมรับตัวข้าที่อ้วนดั่งสุกรเช่นนี้ได้อย่างไร?”

 

เมื่อได้ยินคำกล่าวของเหวินหยา เด็กชายก็หัวเราะออกมาอย่างตื่นเต้น สิ่งที่ทำให้เหวินหยาไม่ต้องการมีชีวิตอยู่นั้นชัดเจน มันมีอยู่สองเหตุผลหลัก อย่างแรก…หากนางมีชีวิตอยู่ นางจะต้องเจ็บปวดเพราะผู้คนมากมายภายใต้การปกครองของอ๋องสี่ อย่างที่สอง…คือนางไม่อาจทนดูรูปลักษณ์อันน่าเกลียดของนางได้ นางจึงไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะมีเหตุผลเป็นสอง ทั้งสองกลับชี้ไปที่สาเหตุเดียว ความอ้วน!

 

เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว โส่วเจี่ยจึงค่อยๆ ปลดมีดออกจากมือของเหวินหยาอย่างระมัดระวังและวางมันไว้บนโต๊ะ หลังจากนั้นเขาจึงใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำเพื่อรักษาบาดแผลบนลำคอของอีกฝ่าย ด้วยอำนาจของบทเวทย์ ร่องรอยแผลก็ได้จางหายไปจนหมดด้วยระยะเวลาเพียงน้อยนิด

 

เด็กชายพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะดึงเก้าอี้มานั่งลงเบื้องหน้าอีกฝ่ายแล้วเอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

 

“เหตุผลที่ทำให้ท่านไม่อยากมีชีวิตอยู่ก็คือความอ้วนใช่หรือไม่? เช่นนั้นแล้ว หากมีผู้ที่สามารถช่วยให้ท่านลดน้ำหนักและกลับคืนสู่ความงดงามได้อีกครั้ง ท่านจะยังคงหดหู่เช่นนี้หรือไม่?”

 

เหวินหยาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็แย้มยิ้มขมขื่นด้วยสีหน้าอันไร้วิญญาณก่อนเอ่ย

 

“ข้าได้พยายามถึงที่สุด และบัดนี้ข้าก็สามารถยอมรับความจริงในเรื่องนั้นได้ ไม่ว่าจะด้วยหนทางใด ข้าก็ไม่อาจผอมลงเช่นกาลก่อน”

 

“ฮ่าฮ่า…” โส่วเจี่ยฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ

 

“ท่านได้สร้างบุญคุณใหญ่หลวงแก่ข้า เมื่อครั้งที่พวกเราทั้งสองได้พบหน้ากันบนถนนสายนั้น ท่านช่วยชีวิตพวกข้า และท่านก็ทำให้ข้าตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ว่าจะต้องทดแทนบุญคุณที่เคยติดค้างในสักวัน!”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวก็เอ่ยตอบอย่างเฉยชา

 

“เพียงแค่พูดคุยกับข้า อยู่เคียงข้างข้าจนวินาทีสุดท้ายที่ข้านั้นได้จากไปอย่างสงบ ขอเจ้าจงอย่าได้เอ่ยสิ่งใดอีก และให้ข้าได้ก้าวผ่านความตายในบั้นปลายของชีวิตนี้ แค่เท่านี้ก็ถือว่าเจ้าได้ทดแทนบุญคุณในครั้งจนหมดสิ้นแล้ว!”

 

เมื่อได้ยินคำกล่าวของเหวินหยา เด็กชายก็แย้มยิ้มหวานก่อนเอ่ยต่อ

 

“ในครานั้น ข้าคิดว่าข้าคงไม่อาจช่วยท่านได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง ฐานะ หรือพลัง ท่านไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้น สิ่งเดียวที่ท่านต้องการคือการกำจัดชั้นไขมันในร่างกาย!”

 

“หา?” หญิงสาวจ้องมองมาที่โส่วเจี่ยอย่างไม่ใส่ใจ อีกฝ่ายกำลังพยายามทายปัญหาเชาวน์กับนางเช่นนั้นหรือ?

 

เด็กชายเงยหน้าขึ้นในที่สุดก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเหวินหยา

 

“ครอบครัวของข้าได้รับโอกาสที่สองเนื่องจากท่าน และสาเหตุนั้น ข้าก็จะใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี มอบชีวิตที่สองให้กับท่านเช่นกัน ให้ข้าได้ช่วยท่านลดน้ำหนักเถอะ!”

 

“อะไรนะ!” เมื่อได้ยินคำขอของเด็กหนุ่ม หญิงสาวเจ้าของใบหน้าอันซีดเผือดก็หยัดตัวลุกขึ้นยืน ร่างกายสั่นสะท้าน

 

“เจ้าพูดว่าเช่นไร ช่วยข้าลดน้ำหนัก? เด็กแปดขวบเช่นเจ้าจะทำอันใดได้? เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าได้ตามหาผู้เชี่ยวชาญมากมายเป็นจำนวนเท่าใดกัน? เจ้ากำลังจะบอกกับข้า ว่าเจ้าสามารถช่วยข้าลดน้ำหนักได้! ให้ข้าบอกเจ้าสักอย่าง หากเจ้าไม่อาจทำสิ่งนั้นได้จริง เช่นนั้นก็อย่าให้ความหวังผู้อื่น หากเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าควรจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดหลังจากเผชิญความสิ้นหวังอีกครั้ง มันช่างมากมายเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ เช่นนั้นแล้วได้โปรดอย่าเอ่ยคำเช่นว่า ‘ช่วยเจ้าลดน้ำหนัก’ แก่ข้า!”

 

โส่วเจี่ยจ้องมองไปยังหญิงสาวอย่างแน่วแน่ขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้ความโกรธเคือง

 

“หรืออีกนัยหนึ่ง ท่านอาจคิดว่าท่านมีชีวิตอยู่มาเพียงพอแล้ว เช่นนั้นครานี้ก็เพียงแค่เชื่อมั่นในตัวข้า! หากข้าไม่อาจลดน้ำหนักให้ท่านได้จริง เช่นนั้นท่านก็สามารถปลิดชีพของตนได้ แต่อย่างไรก็ช่วยคิดถึงมันเสียก่อน หากข้าทำสำเร็จ ชีวิตของท่านในอนาคตย่อมงดงามอย่างแน่แท้!”

 

หลังได้ยินคำของเด็กชาย ดวงตาของเหวินหยาก็เต็มไปด้วยความสับสน หากนั่นเป็นความจริง หากนางสามารถลดน้ำหนักได้จริง และได้รับความงดงามเช่นคราก่อนกลับมา เช่นนั้นนางก็จะสามารถอยู่กับอ๋องสี่ได้! และผู้คนมากมายก็จะไม่กล้าหัวเราะเยาะนางอีก

 

เมื่อเห็นว่าเขาสามารถโน้มน้าวอีกฝ่ายได้สำเร็จ โส่วเจี่ยก็ชูนิ้วของเขาขึ้นก่อนเอ่ย

 

“ให้โอกาสข้าครั้งหนึ่ง เพียงแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอ ข้าจะใช้การกระทำเป็นข้อพิสูจน์คำของข้า ว่าวิธีการของข้านั้นใช้ได้จริง และมันสามารถช่วยท่านได้!”

 

หลังจากคิดอยู่หลายชั่วยาม เหวินหยาก็ไม่อาจต่อต้านความต้องการที่เอ่อล้นในจิตใจของเธอได้ นางพยักศีรษะอย่างหนักแน่นก่อนเอ่ยอย่างเด็ดขาด

 

“เอาล่ะ ข้าจะเชื่อเจ้าสักครั้ง ข้าต้องทำอย่างไร? วิ่งระยะไกลหรือยกน้ำหนักกันล่ะ?”

 

“ฮ่าฮ่า” เด็กชายส่ายศีรษะด้วยรอยยิ้มบาง เขาหัวเราะออกมาแผ่วๆ

 

“ท่านไม่ต้องทำสิ่งใด เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เพียงพอ ปล่อยที่เหลือให้เป็นหน้าที่ข้า”

 

“อะไรนะ? เพียงแค่นั่งเฉยๆ ก็เพียงพอ?” เมื่อได้ยินคำกล่าวของโส่วเจี่ย ดวงตาของเหวินหยาก็เต็มไปด้วยความงุนงงอีกครา ก่อนหน้านางได้ทดลองมาหลายวิธีเพื่อที่จะลดน้ำหนัก แต่ว่าวิธีเหล่านั้นไม่มีสักวิธีที่จะเรียบง่ายเช่นให้นางนั่งเฉยๆมาก่อน!

 

แม้ว่านางจะสับสน นางก็รับรู้จากประสบการณ์ว่ามันไม่สำคัญว่านางจะเข้าใจหรือไม่ ตราบเท่าที่นางยังทำตามคำของอีกฝ่าย นั่นก็ถือว่าเยี่ยมยอด มีหลายสิ่งบนโลกใบนี้ ที่ไม่จำเป็นจะต้องใช้ความเข้าใจเสมอไป

 

เด็กชายจับจ้องอีกฝ่ายอยู่สองคราเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ก่อนจะบอกให้นางวางมือทั้งสองเบื้องหน้าเขา แม้ว่าเหวินหยาจะไม่รู้ว่าโส่วเจี่ยกำลังจะทำสิ่งใด แต่นางก็ยังคงยื่นมือทั้งสองของข้างออกมาอย่างเชื่อฟัง

 

เมื่อเห็นมือทั้งสองข้างของหญิงสาว รวมไปถึงชั้นไขมันที่ปกคลุมข้อมือของเธออยู่นั้น โส่วเจี่ยก็เอ่ยเสียงชัด

 

“ลองคิดดู ท่านว่าข้อมือข้างใดของท่านหนากว่ากัน?”

 

“หือ?” เหวินหยาจ้องมองมือทั้งสองข้างของตนอย่างน่าพิศวง หลังจากผ่านไปพักใหญ่ นางจึงหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นขณะส่ายศีรษะ

 

“ขอโทษด้วย ข้าไม่อาจบอกความต่างของมันได้หรอก มันก็หนาเกือบๆ จะเท่ากันนั่นแหละ”

 

เด็กชายพยักหน้ารับก่อนจะส่งสัญญาณให้หญิงสาววางมือขวาลงเบื้องหน้าตน หลังจากนั้นไม่นาน เด็กชายก็ยื่นฝ่ามือออกจนสุด ทำให้มือของโส่วเจี่ยอยู่เหนือฝ่ามือขวาของนาง ก่อนจะปิดเปลือกตาลงและเริ่มต้นการควบคุมที่ได้ฝึกซ้อมมา

 

หลังจากการฝึกฝนอย่างยาวนานกว่าสองเดือน การลดน้ำหนักนั้นสำหรับเขาก็ง่ายดายราวกับการเดินชมสวน เขาแบ่งการทำงานของเขาเป็นหลายส่วน และแต่ล่ะส่วนล้วนเรียบง่าย เป็นเพียงการควบคุมส่วนเล็กๆจนยากที่ผู้อื่นจะรู้สึกตัว เพราะเหตุนี้มันจึงปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใดๆ

 

แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดที่จะไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกเบาบางปรากฏขึ้นบริเวณใต้ผิวหนัง เหวินหยาจ้องมองข้อมือของนางอย่างงุนงง มีเพียงความรู้สึกเสียวและเจ็บแปลบที่ข้อมือ เพียงไม่นานเหงื่อจำนวนมากก็ไหลออกมาจากรูขุมขน

 

หลังจากผ่านไปสิบนาที เด็กชายก็เปิดเปลือกตาขึ้นในที่สุด แม้ว่าเขาจะคุ้นเคยกับการลดน้ำหนัก ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้มันกับผู้อื่นที่ไม่ใช่ตนเอง หากกล่าวว่าเขานั้นไม่รู้สึกกังวลก็คงเป็นเพียงคำโป้ปด

 

โส่วเจี่ยเช็ดหยาดเหงื่อบริเวณหว่างคิ้วของตนด้วยผ้าเช็ดหน้าก่อนจะเอ่ยอย่างมั่นใจ

 

“เอาล่ะท่านเหวินหยา บัดนี้ลองดูข้อมือทั้งสองข้างของท่านสิ มันยังหนาเท่ากันหรือไม่?” เมื่อได้ยินคำกล่าวของโส่วเจี่ย หญิงสาวก็ยกมือทั้งสองขึ้นมา จ้องมองมันอย่างสงสัย

 

“ว้าย!” เสียงกรีดร้องราวกับเห็นผีดังก้อง ทะลุผ่านชั้นกำแพงทั่วตำหนัก เสียงนั้นดังไปไกลอย่างมากจนกระทั่งก่อให้เกิดความวุ่นวายยกใหญ่ ทหารที่ได้ยินเสียงกรีดร้องต่างเร่งรีบมายังต้นเสียงในทันใด

 

เมื่อเหล่าทหารได้พุ่งเข้าถึงบริเวณต้นเสียง ที่แห่งนั้นกลับไม่มีศัตรูเช่นที่พวกเขาคาด เหล่าทหารเห็นเพียงบุตรสาวอันเป็นที่รักของดยุคเหวินฉา เหวินหยาที่กำลังจ้องมองฝ่ามือของนางด้วยความหวาดผวา ราวกับว่ามือของนางนั้นมีบุปผางอกเงยขึ้น

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha