0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 21 : มีพลังแต่ไร้ซึ่งเวลา

 

เมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของโส่วเจี่ย  ใบหน้าเด็กสาวในชุดแดงก็เริ่มเปลี่ยนสี นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาดว่า

 

“ข้าเข้าใจ การที่ได้วันล่ะ 10 เหรียญทองเป็นจำนวนเงินที่น้อยเกินไป แต่พวกข้าเองก็ไม่อาจจ่ายให้เจ้าได้มากไปกว่านี้แล้ว!”

 

เด็กชายเผยรอยยิ้มขมขื่นก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

 

“เมื่อพูดถึงเงินแล้ว แม้ว่าจะเป็น 10 เหรียญทองต่อการบำบัดผิวหนึ่งครั้งต่อหนึ่งวัน มันก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยจนเกินไป! ราคาโดยปกตินั้นควรจะอยู่ที่ 100 เหรียญทอง!”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กชาย ใบหน้างดงามของเด็กสาวก็เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ก่อนจะแดงซ่านอย่างอับอาย ในความเป็นจริงแล้ว… ดูเหมือนนางจะไม่รู้แม้กระทั่งราคาทั่วไป แม้ว่าพวกนางทุกคนจะเป็นนักรบธาตุผสมที่มีพรสวรรค์ แต่ฐานะของบิดามารดานั้นกลับเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ร่ำรวยแม้แต่น้อย

 

เมื่อเห็นสีหน้าอับอายของเด็กสาว โส่วเจี่ยก็เอ่ยต่ออย่างใจเย็น

 

“แม้ว่าหนึ่งในเหตุผลที่ข้าตั้งกระโจมนี้ก็เพื่อหาเงิน แต่ที่เหลือนั้นถือเป็นประสงค์ของพระเจ้า หากข้าทำเพียงเพื่อเงินอย่างเดียวล่ะก็ ข้าคงไม่มีทางที่จะทำสิ่งเช่นนี้ อย่างน้อยก็คงไม่ใช่ราคาเพียงแค่ 1 เหรียญทอง!”

 

คำพูดของเด็กชายทำให้ใบหน้าของเด็กสาวยิ่งแดงก่ำ ราคาสิบทองต่อวันนับเป็นความน่าอับอายอย่างแท้จริง แม้กระทั่งตัวของโส่วเจี่ยจะขึ้นราคาเป็นสิบทองในบัดนี้ มันก็จะยังคงมีผู้คนมากมายต่อแถวรอคอยการมาถึงของเด็กหนุ่มอยู่เช่นเคย

 

แม้ว่าจะรู้สึกน่าอับอายเพียงใด แต่เพื่อผลประโยชน์ของนางในอนาคต นางจำเป็นที่จะต้องขอร้องโส่วเจี่ย เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

 

“พวกข้าเข้าใจว่าเงินจำนวนนั้นช่างเป็นจำนวนที่น้อยนัก แต่อย่างไรก็ตาม เงินพวกนั้นเป็นเงินที่พวกข้าเก็บออมจากค่าอาหารกลางวัน พวกข้าไม่อาจหาได้มากกว่านี้แล้ว”

 

หลังจากหยุดไปชั่วครู่ เด็กสาวก็เอ่ยต่ออย่างทุกข์ตรม

 

นักรบธาตุผสมไฟลมนั้นเป็นนักรบที่ทรงพลังมาก แต่ว่าผู้ที่จะสามารถมีพลังนั้นได้มีเพียงอิสตรี ลมจะช่วยเสริมให้เปลวเพลิงรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน… มันก็จะทำลายผิวของพวกเธอ หากเด็กชายไม่รับปากช่วย เช่นนั้นพวกเธอคงก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ แม้ว่าในอนาคตพวกเธออาจกลายเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ในขณะเดียวกันพวกเธอก็ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ภายใต้ผ้าคลุม ไม่กล้าเปิดเผยใบหน้าให้ผู้ใดเห็นได้อีก

 

เด็กชายส่ายศีรษะพร้อมถอนหายใจ เขารู้ว่ามีผู้คนเพียงสองประเภทเท่านั้นที่จะหลบซ่อนตนเองอยู่ภายใต้ผ้าคลุม หากไม่ใช่เนโครแมนเซอร์ก็คือนักรบธาตุผสม!

 

ผ้าคลุมของเนโครแมนเซอร์นั้นมีสีเทา ในขณะที่ผ้าคลุมของนักรบธาตุผสมจะมีสีแดง ประดับลวดลายสีทอง แม้ว่ามันจะดูงดงามและลึกลับ ในความเป็นจริงแล้วหากไม่ใช่เพราะพวกนางไม่ต้องการให้ผู้อื่นเห็นใบหน้าของพวกนาง จะมีสตรีผู้ใดที่จะปฏิเสธการเปิดเผยความงดงามของพวกเธอให้ผู้อื่นเห็นเล่า?

 

บางทีสำหรับบุรุษแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกนั้นดูเหมือนไม่สลักสำคัญอันใด แม้ว่าผิวหนังของพวกเขาจะหยาบกร้านยิ่งกว่านี้ พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกใส่ใจ และในบางครั้งมันอาจทำให้พวกเขาดูสมกับเป็นบุรุษมากกว่าเก่าเสียอีก

 

แต่สำหรับสตรีนั้น รูปลักษณ์ภายนอกหมายถึงชีวิตของพวกเธอ การที่สูญเสียความงดงามนั้นคือหายนะ โดยเฉพาะการที่เรือนร่างเต็มไปด้วยบาดแผลตั้งแต่บริเวณศีรษะจรดปลายเท้า ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิงกว่าภูตผีเสียอีก

 

ในปัจจุบัน ความแข็งแกร่งของเหล่าพี่น้องของเด็กสาวผมแดงนั้นเริ่มเข้าสู่ระดับบน ร่องรอยแผลจากลมและไฟจึงเริ่มปรากฏขึ้นบนเรืองร่างของพวกนางอย่างชัดเจน

 

ภายใต้พลังของลมและไฟที่เกิดขึ้นจากนักรบธาตุผสมนั้น เมื่อพวกนางเชี่ยวชาญจนกระทั่งเรียกได้ว่าเป็นคู่หูกับธาตุทั้งสอง เมื่อนั้นผิวหนังของพวกนางจะเต็มไปด้วยริ้วรอยที่น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งกว่าคนปกติ โดยเฉพาะผู้ที่อายุราวๆ 20-30 ปี และเมื่อเข้าสู่ช่วงจุดสูงสุดของความแข็งแกร่ง ผิวหนังของพวกนางจะถูกทำลายจนย่อยยับ ทั่วทั้งร่างของเหล่านักรบธาตุผสมวัย 30 จะเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ใบหน้าจะถูกปกคลุมไปด้วยร่องลึก ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกเหล่านั้น พวกนางจะดูไม่แตกต่างไปจากหญิงชราวัย 100 ปีเลย

 

บัดนี้หลังจากที่สงครามโลกได้สิ้นสุดลง เหล่านักรบธาตุผสมที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างเช่นเด็กสาวและพี่น้องของนางนั้นมีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 18 ปี แม้ว่าพวกนางจะมีความแข็งแกร่ง แต่พวกนางก็ยังไม่ได้เข้าสู่ช่วงวัยที่เติบโตอย่างเต็มที่ แม้กระนั้น ผิวหนังของพวกนางกลับเริ่มมีร่องรอยราวกับใยแมงมุมไปทั่วร่าง หากพวกนางยังคงปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป รอยย่นจะปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปี

 

เมื่อจ้องมองเด็กสาวห่างๆ หลายคนอาจจะคิดว่านางนั้นงดงามอย่างที่สุด แต่เมื่อทุกคนเข้าไปใกล้นาง บัดนั้นพวกเขาอาจไม่กล้าแม้กระทั่งจับจ้องไปที่ใบหน้าของพวกเธอ

 

ภายใต้การโจมตีของลมและไฟ ใบหน้ารูปไข่ของนางเต็มไปด้วยร่องรอยสีแดงเด่นชัด โส่วเจี่ยรู้ว่ารอยสีแดงเหล่านี้ไม่นานก็จะกลายเป็นรอยเหี่ยวย่น หลังจากนั้นเมื่อพวกมันฝังร่างลึกลงไปยังชั้นผิวหนัง เมื่อนั้นพวกนางก็จะต้องหลบซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมไปตลอดกาล!

 

ในประวัติศาสตร์ นักรบธาตุผสมระหว่างลมและไฟนั้นถูกประเมินไว้ต้อยต่ำนัก บุคลิกของพวกนางล้วนเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและเอาแต่ใจ การต่อต้านเพียงเล็กน้อยจากผู้อื่นอาจทำให้พวกนางฆ่าคนผู้นั้นได้ ในความเป็นจริงแล้ว มันเกิดขึ้นจากการที่พวกนางต้องทำลายรูปลักษณ์ของตนเอง สำหรับสตรี การที่พวกนางที่มีความงดงามสดใสราวกับดอกไม้และเปล่งประกายราวหยกเนื้อดี ที่ต้องทนเห็นรูปลักษณ์อันทรงเสน่ห์ของตนต้องแปรเปลี่ยนเป็นรอยเหี่ยวย่น ซ้อนทับด้วยรอยแผลเป็น มันจึงสร้างความไม่พอใจฝังลึกเข้าไปในจิตใจของพวกนางทีละเล็กทีละน้อย แล้วจะมีผู้ใดบ้างที่จะรับรู้ถึงความเจ็บปวดอันแสนทรมานของพวกเธอ!

 

ในขณะที่คิด โส่วเจี่ยก็ถอนหายใจลึก เมื่อเห็นกิริยานั้น หัวใจของเด็กสาวก็เต้นระรัว เด็กสาวรู้ว่าการตัดสินใจของเด็กชายคือการตัดสินชีวิตที่เหลือของพวกนางทั้ง 36 คน สำหรับพวกนางแล้วความงดงามนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก!

 

เด็กสาวกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงลำคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยอย่างเคร่งเครียด

 

“ข้ารู้ว่าเงินที่พวกข้าให้เจ้าถือว่าน้อยมาก แต่อย่างไรพวกข้าก็มีเพียงเท่านี้ เจ้าน่าจะรู้ว่าทางสถาบันให้เงินเพียงหนึ่งทองสำหรับมื้อกลางวันของพวกเรา ในหมู่พวกเราทั้ง 36 คน หากพวกเราเก็บเงินวันล่ะ 30 เหรียญเงิน มันทำให้ในหนึ่งวัน พวกข้าสามารถเก็บเงินได้เพียง 10 เหรียญทองเท่านั้น พวกเราเองก็อยากจะเก็บให้ได้มากกว่านี้ แต่หากพวกเราไม่ได้ทานอาหารกลางวัน พวกเราก็ไม่อาจมีพลังในการฝึกเช่นกัน!”

 

“อ่า…” เด็กชายมองไปยังเด็กสาวผมแดงก่อนจะถอนลมหายใจอย่างหมดแรง

 

“ข้าเข้าใจสถานการณ์ของพวกเจ้า แต่ว่าสถานการณ์ของข้าเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกเจ้านัก ข้าและแม่อาศัยอยู่ในห้องเล็กๆ มืดๆ กว้างไม่ถึง 20 ตารางเมตรเสียด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้นแม่ของข้าก็ป่วยอยู่!”

 

เมื่อพูดถึงตอนนี้ เด็กชายก็ก้มศีรษะลงและเอ่ยอย่างจนใจ

 

“ข้าเองก็อยากช่วยพวกเจ้า แต่ข้าเองก็ต้องเข้าเรียน เวลาหลังจากเลิกเรียนนั้นมีจำกัด และ… ข้าจะรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง หากข้าไม่ได้ช่วยท่านแม่ทำอาหารในมื้อเย็น”

 

ดวงตาของเด็กสาวเริ่มแดงก่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง นางรู้ว่าคำขอของนางนั้นค่อนข้างเอาแต่ใจ ในโลกใบนี้ ไม่มีชีวิตของผู้ใดที่ง่ายดาย คนอาจจะรู้สึกสงสารผู้อื่น แต่ความสงสารไม่ได้เสกอาหารขึ้นมาบนโต๊ะกินข้าว ในบัดนี้แม้กระทั่งตนเองยังไม่สุขสมบูรณ์พร้อม แล้วจะให้เด็กหนุ่มเอาเวลาที่มีค่าไปช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร

 

เด็กสาวผมแดงยื่นเหรียญทองไปยังโส่วเจี่ยก่อนจะเดินคอตกออกจากกระโจม ทันทีที่นางออกจากกระโจม ดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้านาง เมื่อเห็นเหล่าพี่น้องของนางแล้ว เด็กสาวก็ส่ายศีรษะอย่างเศร้าสร้อย

 

แม้ว่าพวกนางจะไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงตั้งแต่คราแรก หลังจากที่ได้ยินว่าเด็กชายนั้นไม่ยอมรับข้อตกลง พวกนางก็ยังคงไม่อาจยอมรับมันได้อยู่ดี หากความหวังของพวกนางไม่มีอยู่ตั้งแต่แรก เช่นนั้นบางทีพวกนางอาจจะยอมรับโชคชะตาของตนไปแล้ว แต่เมื่อความหวังของพวกนางยืนอยู่เบื้องหน้า และพวกนางก็ทำได้เพียงมองความหวังนั้นเลือนหายไป ความรู้สึกนั้นมันช่างหดหู่เสียยิ่งกว่าความตาย!

 

หลังจากนั้นอีกไม่เกิดสองถึงสามนาทีต่อมา เด็กชายก็พบเจอกับคำขอร้องครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าเด็กสาวทั้ง 36 คนจะวนเวียนขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่โส่วเจี่ยนั้นยังคงอ่อนแอนัก ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการที่จะช่วยเหลือพวกนาง เพียงแต่… เขาต้องจัดการปัญหาของเขาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ไม่เช่นนั้นเด็กหนุ่มคงจะไม่มีเวลายื่นมือไปช่วยเหลือใครได้

 

ครั้งหนึ่งเคยมีคนพูดไว้ว่า ‘คนจนนั้นใช้คุณธรรมและความขยันในการต่อต้านโชคชะตา’ แต่โส่วเจี่ยตอนนี้ ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะสงสารผู้อื่น เขาต้องแน่ใจเสียก่อนว่าชีวิตของตนและมารดาจะมั่นคง ดังนั้นแล้วเด็กชายจึงไม่เปิดเผยความเมตตาออกไปแม้เพียงนิด จำนวนของผู้โชคร้ายบนโลกใบนี้นั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะช่วย แต่เขาช่วยได้เท่าที่ตนเองจะสามารถเท่านั้น และคำร้องขอของเด็กสาวผมแดงก็มากเกินกว่าที่เขาจะทำได้

 

โส่วเจี่ยใช้ช่วงเวลาในโรงเรียนเพื่อหาความรู้ใหม่เกี่ยวกับเวทมนต์ และหลังจากที่ชั่วโมงเรียนจบลง นอกจากฝึกการใช้ศาสตร์การฟื้นฟูแห่งสายน้ำแล้ว เด็กชายใช้เวลาที่เหลือในการทดลองและสร้างทฤษฎีเพื่อค้นหาความลับของธาตุน้ำ

 

แน่นอนว่าการที่แบ่งเวลาทุกวันเพื่อช่วยบำบัดผิวให้เด็กสาวทั้ง 36 คนนั้นไม่ได้ใช้เวลามากมายอันใด แต่อย่างไรก็ตาม โส่วเจี่ยเข้าใจอย่างชัดเจนว่าหากเขาช่วยพวกนางในวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เขาจะต้องช่วยพวกนางอีกสักกี่ครั้งในอนาคต? เขาไม่อาจรับภาระนี้ได้ และเงินเดือนนั้นก็ช่างน้อยนิด เด็กชายไม่อาจช่วยเหลือพวกนางได้ตลอดชีวิตเพียงเพราะความสงสาร ลองคิดดู ว่าจะมีผู้ใดที่จะยอมใช้เวทมนต์ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่คิดค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อให้กับคน 36 คนทุกวัน? ความสงสารนั้นดี แต่ก็ไม่สมควรจะนำเงินทั้งหมดไปทุ่มให้กับความสงสารนั้น!

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha