0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 2 : สู่การเป็นนักเวท

 

เด็กนั้นบริสุทธ์และยังฉลาดที่สุด พวกเขาราวกับกระดาษเปล่า สามารถขีดเขียนทุกอย่างได้ตามที่ใจปรารถนา และสิ่งใดที่พวกเขาต้องการเป็น หากต้องการจะประสบความสำเร็จในด้านการต่อสู้ พวกเขาก็จะฝึกมันตั้งแต่ยังเด็ก หากพวกเขาละทิ้ง 8 ปีแรกไปโดยเปล่าประโยชน์ แม้กระทั่งใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิต พากเพียรพยายามเท่าใด พวกเขาก็แน่ว่าจะสำเร็จดั่งใจปรารถนา

 

อย่างไรก็ตาม เด็กนั้นช่างดื้อดึงและขี้เล่น พวกเขาจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากช่วงเวลาอันล้ำค่าเหล่านี้เท่าใดกัน? หากพวกเราลองให้น้ำหนักของช่วงเวลาอันล้ำค่านี้ให้เท่ากับ 10 แม้ว่าจะได้เพียงแค่ 1 หรือ 2 ใน 10 ส่วน เด็กคนนั้นก็ถือว่าชาญฉลาดมากแล้ว!

 

มารดาของโส่วเจี่ยมองบุตรชายด้วยความภาคภูมิใจ นางรู้ว่าตั้งแต่นางป่วยเมื่อ 3 ปีก่อน โส่วเจี่ยยังคงเล็กมาก และไม่สามารถออกไปเล่นนอกบ้านได้ด้วยตนเอง ดังนั้นสายน้ำจึงเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเขา และเป็นของเล่นเพียงหนึ่งเดียวของเขาเช่นกัน

 

นางมองโส่วเจี่ยด้วยความรู้สึกผิด รับรู้ว่านางนั้นติดค้างกับบุตรชายมากมายเหลือเกิน ใน 3 ปีนี้ เด็กชายได้หลีกเลี่ยงการคบค้ากับผู้อื่น หากไม่ได้นั่งเล่นกับสายน้ำ เขาก็มักจะอยู่เคียงข้างมารดาเพื่อฟังเรื่องราวเกี่ยวกับบิดาของเขา

 

ทุกวันผ่านพ้นไปเช่นนี้ หญิงสาวมักจะมองบุตรชายของตนที่ใช้เวลาส่วนมากในการฝึกควบคุมสายน้ำ จากนั้นก็ให้กำลังใจและเติมเต็มเขาด้วยคำชื่นชม ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่แม้จะผ่านพ้นไปเพียง 3 ปี การควบคุมสายน้ำของเด็กชายจึงสามารถพูดได้ว่าอยู่ในขั้นของนักเวทระดับสูง

 

อย่างไรก็ตาม การควบคุมสายน้ำไม่เหมือนกับเวทย์สายน้ำ การควบคุมนั้นก็เหมือนการบวกลบคูณหาร เป็นเพียงพื้นฐาน เวทย์น้ำนั้นคือการฝึกขั้นสูง โดยใช้เทคนิคชั้นสูง ในตอนนี้โส่วเจี่ยสามารถได้รับการยอมรับในขั้นพื้นฐานเท่านั้น

 

ผู้เป็นมารดาถอนหายใจและเอ่ยกับลูกชายด้วยความละอายว่า

 

“โส่วเจี่ย ฟังคำพูดของมารดา ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการที่จะเป็นนักรบที่ทรงพลัง แต่ความจริงแล้วโรงเรียนของเหล่านักรบ นั้นไม่รับผู้ควบคุมสายน้ำเข้าเรียน และหากเจ้าไม่ได้เข้าเรียน เจ้าก็จะไม่สามารถเป็นนักรบที่แข็งแกร่งได้”

 

อ๋า!

 

หลังจากได้ยินคำพูดของผู้เป็นมารดา โส่วเจี่ยก็ทิ้งตัวลงนั่งอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะเอ่ยกล่าวอย่างอดไม่ได้

 

“มันเป็นไปไม่ได้ ท่านแม่! ทำไมพวกเขาจะไม่ยอมรับข้า? ข้าจะแข็งแกร่งและพาท่านพ่อกลับมาเพื่อท่านแม่!”หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยนและเอ่ยปลอบเด็กชายอย่างนิ่มนวล

 

“มารดาของเจ้ายินดีในความตั้งใจของเจ้า แต่ความจริงมันชัดเจนยิ่งนัก! หากเจ้าต้องการที่จะแข็งแกร่ง เช่นนั้นจงเป็นนักเวทน้ำเสีย” โส่วเจี่ยจ้องมองมารดาของเขาด้วยความดื้อดึง หวังว่าผู้เป็นมารดาจะมีหนทางแก้ปัญหานี้ แต่ไม่ว่าเด็กหนุ่มจะจ้องมองไปที่นางเนิ่นนานเพียงใด หญิงสาวก็ไม่พูดสิ่งใดออกมา เพียงแค่มองกลับมาที่เด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกผิด มันจึงทำให้เด็กชายเข้าใจในที่สุดว่าบางสิ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

 

ผู้เป็นมารดามองบุตรชายที่ดื้อดึง จนในที่สุดนางก็ไม่อาจทนมองบุตรชายที่น่าสงสารของนางได้ นางสวมกอดเด็กชายด้วยความรักและกล่าวอย่างอ่อนโยน

 

“เด็กน้อย เลิกคำนึงถึงสิ่งอื่น และเป็นนักเวทธาตุน้ำ ได้ไหม? หากไม่เช่นนั้นแล้วก็คงไม่มีทางที่เจ้าจะแข็งแกร่งขึ้น แค่ลืมฝันของเจ้าที่จะเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุด!”

 

“การไปโรงเรียนคือหนทางเดียวที่จะแข็งแกร่งขึ้นงั้นหรือ?”โส่วเจี่ยมองไปยังมารดาด้วยสายตาแน่วแน่ ด้วยความตั้งใจสุดท้ายของเขา ผู้เป็นมารดาพยักหน้าอย่างยากลำบากและกล่าวอย่างไม่พอใจ

 

“นั่นถูกต้องแล้ว การไปโรงเรียนเท่านั้นที่จะให้การศึกษาที่ดีสำหรับเจ้า หากไม่ไปโรงเรียน เจ้าก็จะไม่แข็งแกร่ง”โส่วเจี่ยสูดหายใจลึก และกล่าวอย่างหนักแน่น

 

“เอาล่ะท่านแม่ หากเป็นเช่นนั้น เพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น ข้าจะเป็นนักเวทน้ำ แต่อย่างไรก็ตามข้าจะไม่ละทิ้งความฝัน วันหนึ่งท่านจะได้เห็นข้าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุด”หลังจากพูดจบ เด็กชายก็กระโดดออกจากเตียงและวิ่งออกไปจากห้อง

 

ผู้เป็นมารดามองตามหลังของบุตรชายไปด้วยใบหน้าขมขื่น บางทีบุตรชายของนางอาจจะไร้เดียงสาและไร้เหตุผล แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ช่างดื้อดึงและเอาแต่ใจ! เมื่อโส่วเจี่ยกลับไปยังห้องของเขา เขานั่งบนเตียงอย่างเศร้าสร้อยและสร้างสายน้ำขึ้นอีกครั้งก่อนจะเริ่มควบคุมมัน

 

ในขณะที่กำลังจ้องมองสายน้ำที่ใสบริสุทธิ์และเปล่งประกายบนมือฝ่ามือของตน เด็กชายก็เกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นว่าเหตุใดผู้ควบคุมสายน้ำจึงไม่อาจเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง เหตุใดผู้ควบคุมสายน้ำทุกคนจึงต้องเป็นนักเวท? มันไม่ยุติธรรมเลย!

 

ขณะที่จ้องมองสายน้ำที่คเลื่อนไหวไปมาบนฝ่ามือของเขา โส่วเจี่ยก็รับรู้ถึงความสิ้นหวังเป็นครั้งแรก ไม่ว่าเขาจะเชี่ยวชาญในการควบคุมสายน้ำเท่าใด หากไม่สามารถเป็นนักรบได้ แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดเสีย?

 

ปิ้ง!

 

หลังจากเล่นกับมันอยู่ชั่วครู่หนึ่ง โส่วเจี่ยก็สลายสายน้ำของตนทิ้ง กล่าวกับตนเองอย่างดื้อดึงว่า

 

“ลืมมันซะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าก็จะเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดเหมือนท่านพ่อ แม้ข้าจะเข้าโรงเรียนในฐานะนักเวท ข้าก็จะฝึกฝนเพื่อที่จะเป็นนักรบอยู่ดี” หลังจากขบคิดอยู่คนเดียวในห้องของเขา เด็กชายจึงรู้สึกสงบลง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เขาทำใจให้ว่างเปล่าและผายมือทั้งสองข้างออก เริ่มควบคุมสายน้ำที่เชี่ยวกรากอีกครั้ง สายน้ำเคลื่อนที่ไปรอบๆมือทั้งสองข้างของเขา พัวพันรอบกายอย่างต่อเนื่อง ก่อนในชั่วขณะต่อมา เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานของโส่วเจี่ยก็ดังขึ้น

 

5 วันต่อมา โส่วเจี่ยและมารดาก็ได้มาถึงยังสถานที่ทดสอบของสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ในเวลาเช้าตรู่ เพียงแค่ผ่านการทดสอบเบื้องต้นเท่านั้น จึงจะมีสิทธิในการเข้ารับการทดสอบอย่างเป็นทางการที่สำนักงานใหญ่ของสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์

 

อากาศหนาวเป็นพิเศษแม้ว่าหิมะจะเพิ่งหยุดตก แต่กลับหนาวกว่าที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าเพิ่งจะเป็นเวลารุ่งสาง  บริเวณสถานที่ทดสอบกลับอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่แบ่งกันเป็นกลุ่มละ 2-3คน ทุกคนต่างรอคอยการทดสอบอยู่เงียบๆ

 

เพียงแค่แสงอาทิตย์สาดส่องทะลุผ่านม่านหมอก ปรากฏแสงสีแดงบนฟากฟ้า ผู้ควบคุมการสอบของสถานบันแสงศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆทยอยออกมาจากการเตรียมห้องสอบทีละคน เหล่าเด็กๆต่างเอ่ยคำกล่าวลากับบิดามารดาของตน พร้อมกับมุ่งหน้าเข้าไปยังห้องทดสอบ

 

สถานที่ทดสอบใช้ตึกใหญ่ใกล้ๆ เพราะหมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ จึงมีเด็กเพียงไม่กี่คนที่มีสิทธิเข้ารับการทดสอบ ซึ่งก็มี ประมาณ 200 ถึง 300 คน เมื่อสำรวจรอบๆ โส่วเจี่ยเห็นเด็กข้างๆ เขาพูดคุยและหัวเราะกัน เด็กชายรู้สึกแปลกแยกและไม่สบายใจที่ ไม่มีใครคุยกับเขา ซึ่งเขาก็ไม่คิดที่จะคุยกับคนอื่นเช่นกัน

 

โชคดีที่โส่วเจี่ยไม่ต้องรู้สึกเช่นนี้นานนัก เพราะการทดสอบกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เด็กๆ ค่อยๆ ทยอยเข้าไปยังห้องทดสอบทีละคน การทดสอบเป็นไปอย่างรวดเร็ว ราวๆ 1 นาทีต่อ 1 คน

 

โส่วเจี่ยไม่ต้องการที่จะพูดคุยกับคนอื่นมากนัก ดังนั้นเขาจึงย้ายตนเองไปที่ท้ายแถว จากตอนแรกที่มีเด็กจำนวนมาก บัดนี้เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังไม่ได้รับการทดสอบ

 

“เฮ้อ ในเมืองนี้ ไม่มีเด็กที่มีพรสวรรค์แม้สักคน ไม่เพียงแค่นั้น ไม่มีผู้ปกครองคนใดรู้ว่าการให้กำลังใจในการฝึกนั้นสำคัญ อย่าบอกนะว่าพวกเขาไม่รู้ว่าการที่เด็กโดนตามใจนั้นจะเป็นผลเสียต่ออนาคตของพวกเขา?”โส่วเจี่ยได้ยินเสียงอันน่าหงุดหงิดของชายผู้หนึ่ง ในขณะที่เดินเข้าไปภายในห้อง

 

เด็กชายเงยหน้าขึ้นและกวาดสายตามองรอบๆ ตรงใจกลางห้องปรากฏโต๊ะไม้ และเบื้องหลังโต๊ะไม้นั้นปรากฏร่างของผู้ควบคุมการสอบ 3 คนกำลังพูดคุยกันอยู่

 

เมื่อโส่วเจี่ยเข้าไปในห้องแล้ว อีกเสียงหนึ่งจึงกล่าวว่า

 

“เจ้าไม่ควรตั้งความหวังไว้สูง นี่เป็นเพียงเมืองเล็กๆ หากไม่เป็นเพราะนักรบที่แข็งแกร่ง โส่วหลัวยี่ มาจากหมู่บ้านแห่งนี้ หมู่บ้านนี้ก็คงไม่จำเป็นที่พวกเราจะต้องมาหรอก เรามีโอกาสแค่หนึ่งในล้านเท่านั้นแหละ!”

 

คำพูดของผู้ควบคุมการทดสอบทำให้ดวงตาของโส่วเจี่ยเปล่งประกาย โส่วหลัวยี่คือบิดาของเขา! นั่นเป็นครั้งแรกที่เด็กชายได้ยินผู้อื่นพูดถึงบิดาของตน นักรบที่แข็งแกร่งสุด? นั่นมันสุดยอดไปเลย

 

“เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เราสามารถคุยกันได้หลังจากการทดสอบจบลง อย่างไรก็ตามเหลือเด็กไม่มากแล้ว รีบๆ ทำให้เสร็จแล้วไปดื่มกันดีกว่า อากาศที่นี่มันช่างเย็นซะเหลือเกิน ข้าอยากไปหาอะไรกินแล้ว” ผู้ควบคุมการสอบเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดขณะมองมาที่โส่วเจี่ย

 

ผู้ควบคุมการสอบกวักมือเรียกโส่วเจี่ยขณะเปิดปากเอ่ย

 

“เด็กน้อย เข้ามาใกล้กว่านี้หน่อย มันแค่การทดสอบ ลุงไม่กินคนหรอก ไม่ต้องไกลขนาดนั้นก็ได้” หลังจากได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าของเด็กชายก็แดงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะก้าวไปข้างหน้า หลังจากก้าวไปไม่กี่ก้าวเขาก็หยุดอีกครั้ง ผู้ควบคุมการสอบหัวเราะออกมาเบาๆ ยืนเสียไกล แล้วพวกเขาจะทดสอบได้อย่างไร?

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีเด็กไม่ผ่านการทดสอบจำนวนมาก พวกเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเด็กคนนี้ หากเขาต้องการที่จะยืนไกลๆ งั้นก็ตามนั้น! เพียงแค่พวกเขาให้เด็กคนนั้นแสดงอะไรออกมาเล็กๆน้อยๆ ก่อนที่จะปล่อยเด็กคนนี้ให้กลับออกไป ผู้ควบคุมการสอบทั้งสามต่างคิดว่าพวกเขาได้มาเสียเวลาในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว

 

ผู้ควบคุมการสอบยิ้มก่อนจะเอ่ย

 

“เอาล่ะ แสดงความสามารถของเจ้าให้พวกเราดู! แสดงเทคนิคที่ดีที่สุดของเจ้าให้พวกเราได้รู้ว่ามันมีค่าเพียงพอหรือไม่”

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha