0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 120 : เส้นทางในอนาคต (2)

 

ภายใต้การจ้องมองของเหล่าคนดู ที่ได้เห็นร่างกายของเสี่ยวฉา ต้องทนรับความเสียหายเพิ่มขึ้นที่ละนิด จนตอนนี้ ร่างกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยเลือดสดๆจำนวนมาก และในไม่นาน เขาก็ถูกซัดกระเด็นจนลอยออกจากสนามประลอง มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนยิ่งว่าเสี่ยวฉาได้รับความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

เสี่ยวฉาพยายามลุกขึ้นยื่น แต่ทั่วร่างกลับสั่นไหวด้วยความเจ็บปวด เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้ ตนเองได้รับความพ่ายแพ้ไปแล้ว เขาพยายามสะบัดศีรษะตนเอง เพื่อเรียกสติให้กลับมา เพื่อเข้าประลองอีกครั้ง จนในที่สุด เขาก็สามารถรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้ จากเสียงโห่ร้องยินดีจากฝูงชนและเสียงประกาศที่ดังขึ้น

 

“ผู้ชนะเลิศการแข่งขันข้ามระดับในปีนี้ได้แก่  โส่วเจี่ย……เขาเป็นตัวแทนของนักเวทฝึกหัดธาตุน้ำ ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่สามารถเอาชนะการประลองข้ามระดับได้” เสี่ยวฉาได้ยินสิ่งที่ผู้ตัดสินประกาศออกมาได้อย่างชัดเจน

 

เสียงที่ได้ประกาศออกมา ได้ก้องกังวานอยู่ในหัวไปมา ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกสับสนยิ่ง!

 

หลังจากที่เสียงประกาศดังขึ้น โส่วเจี่ยก็ได้ยกแขนของตน เพื่อแสดงถึงชัยชนะที่ตนได้รับ ก่อนจะเดินไปรับรางวัลจากดยุคเหวินชาด้วยความภาคภูมิใจ!  ในที่สุด…โส่วเจี่ยก็สามารถยืนอยู่บนจุดสูงสูดของสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่ในความเป็นจริง เขาก็เป็นแค่นักเวทฝึกหัดธาตุน้ำระดับแรกเท่านั้น!

 

หลังจากที่ได้เอาชนะอัสนีวายุคลั่ง จนผ่านเข้ารอบสุดท้ายและยังได้รับเข็มวายุอัสนีทั้งสองเล่มมา แต่ตอนนี้ เขาก็ยังสามารถเอาชนะเสี่ยวฉา จนได้รับอันดับหนึ่งจากการประลองข้ามระดับ มันจึงทำให้สถานะของเขานั้นเพิ่มขึ้นจาก ขุนนางระดับ 8 จนกลายเป็นขุนนางระดับ 6 ทันที!

 

โส่วเจี่ยได้เลื่อนสถานของตนเองภายใน 1 ปี จากขุนนางระดับ 8 เป็นขุนนางระดับ 6 ซึ่งมันไม่เคยมีบันทึกมาก่อนเลย ว่าจะมีผู้ใดที่สามารถทำการเลื่อนขั้นได้รวดเร็วเช่นนี้ และโส่วเจี่ยยังเป็นเพียงเด็ก 8 ขวบอีกด้วย มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อสำหรับทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้

 

หลังจากที่โส่วเจี่ยได้รับชัยชนะจากการแข่งขัน ชื่อของเขาก็ถูกบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ของสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ไปตลอดกาล เขาเป็นเด็กวัย 8 ปีเพียงคนเดียวที่สามารถรักษาสมาธิระหว่างการประลอง และยังสามารถใช้เวทย์บอลน้ำแข็ง เหมันต์เยือกแข็ง รวมไปถึงการควบคุมธาตุน้ำในเวลาเดียวกัน ซึ่งมันได้สร้างชื่อเสียงให้แก่เด็กชายยิ่งขึ้นไปอีก

 

ผู้ที่เป็นบุคคลธรรมดาอาจ ไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าเด็กที่เขาสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ได้เพียงปีเดียว จะต้องฝึกฝนอย่างไรจึงจะแข็งแกร่งขนาดนี้ได้  โดยปกติแล้ว การที่จะทำแบบโส่วเจี่ยได้ อย่างน้อยต้องได้รับการฝึกฝนมากว่า 10 ปี หรือไม่ก็เป็นผู้ที่จบการศึกษาของสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วเท่านั้น

 

เมื่อถึงจุดนี้ โส่วเจี่ยก็ไม่รู้ว่าตนควรจะทำอย่างไรต่อ? เขาควรจะอยู่ในสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ต่อหรือไม่? หรือเขาควรจะออกจากสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ เพื่อไปหาประสบการณ์จากโลกภายนอกดี? มันเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจ

 

ถึงแม้ว่าโส่วเจี่ยจะสามารถเอาชนะการแข่งขันข้ามระดับของสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า มันถึงเวลาที่เด็กชายจะเข้าสู้เส้นทางแห่งการดับสูญได้ ซึ่งเขาได้ยินชัดเจนจากดยุคเหวินชา ว่าถึงแม้จะมีเสี่ยวฉาถึงร้อยคน เขาก็สามารถสังหารทั้งหมดได้ ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้โส่วเจี่ยมั่นใจยิ่ง ว่าผู้ที่อยู่ในเส้นทางแห่งการดับสูญ จะแข็งแกร่งขนาดไหน!

 

หลังจากคิดทบทวนหลายๆเรื่อง เขาจึงตัดสินใจว่ายังจะไม่ออกจากสถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่ไปที่สถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์บ่อยนัก เขาจะทำเพียงแค่รักษาสถานภาพของนักเวทฝึกหัดของสถานบันแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ต่อไป เพราะที่สถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์ยังมีสิ่งหลายอย่างที่เขาพอจะเรียนรู้ได้อยู่

 

หนึ่งเดือนหลังจากการประลอง โส่วเจี่ยทำการเก็บตัวฝึกอยู่ในห้องลับ เพื่อฝึกตุ้มน้ำแข็งที่ค้นพบระหว่างการแข่งขันกับเสี่ยวฉา ซึ่งเป็นอาวุธสำหรับการโจมตีระยะประชิดและระยะกลางที่โส่วเจี่ยต้องการ นอกจากนั้นเขายังมีเวทมนตร์อีกหลายบท ที่ทำให้เขาสามารถใช้ในการโจมตีระยะไกลได้!

 

หลังจากที่โส่วเจี่ยทำการเก็บตัวฝึกฝนจนผ่านมาหนึ่งอาทิตย์ เขาก็เริ่มคุ้นเคยกับตุ้มน้ำแข็ง และวันนี้ โส่วเจี่ยก็อายุครบ 9 ปีแล้ว เขาจึงได้ออกมาจากห้องฝึกฝนทันที เพื่อมาฉลองวันเกิดกับแม่ของตน ก่อนที่เขาจะกลับไปเก็บตัวฝึกฝนอีกครั้ง

 

หลังจากวันเกิดของโส่วเจี่ยได้ผ่านไป ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าโส่วเจี่ยกำลังทำอะไรอยู่ ถึงแม้เหล่าสาวๆวายุอัคคีจะกลับมาจากการส่งของ โส่วเจี่ยก็ไม่ได้ออกมาจากห้องฝึกฝนของตน

 

และเวลาครึ่งปีก็ผ่านพ้นไป ซึ่งมันได้มาถึงวันที่ได้ตกลงกับเหล่าหัวผู้นำของกลุ่มนักฆ่าทั้งสิบ เมื่อถึงวันที่ได้ตกลงกันเอาไว้ โส่วเจี่ยก็ออกมาจากห้องฝึกฝนของตน เขาได้เปิดประตูออก โดยไม่สนใจรอบข้าง เขารีบตรงไปยังห้องรับรองทันที

 

เมื่อโส่วเจี่ยออกมาจากการฝึกฝน ผู้น้ำของกลุ่มนักฆ่าทั้ง 10 ก็มารออยู่ก่อนแล้ว โส่วเจี่ยได้เปิดประตูเข้ามา ก่อนจะกวาดสายตาไปยังผู้นำกลุ่มนักฆ่าทั้งสิบ โส่วเจี่ยไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา แต่เขาก็ยังรู้สึกยินดีอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเขารู้ว่า ผู้คนเหล่านี้ต้องหาสิ่งที่เขาต้องการมาได้

 

เมื่อเหล่าผู้นำทั้งสิบเห็นโส่วเจี่ยกำลังกวาดตามองที่พวกเขาอยู่ ทุกคนก็จ้องมองมาที่โส่วเจี่ยด้วยความหวัง แต่โส่วเจี่ยกลับไม่ได้แสดงสีหน้าออกมา เขาโบกมือเพื่อให้ข้ารับใช้ออกไปจากห้องทันที

 

หลังจากที่ข้ารับใช้คนสุดท้ายออกไป ประตูก็ได้ปิดลง โส่วเจี่ยยิ้มเล็กน้อยและกล่าวขึ้น “ข้าสงสัยว่าพวกท่านได้เตรียมวัตถุดิบที่ที่ข้าต้องการมาหรือไม่? ข้าคิดว่า…พวกท่านควรจะนำออกมาเลย เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา”

 

เมื่อได้ฟังคำกล่าวของโส่วเจี่ย  หัวหน้ากลุ่มนักฆ่าทั้ง 10 ก็ได้นำของที่ตนเองได้หามา ออกมาวางไว้บนโต๊ะด้านหน้าทันที ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะกล่าวขึ้น “โส่วเจี่ย ถึงแม้กริชของเจ้าจะมีค่ามาก…..แต่เมื่อเทียบกับรายชื่อวัตถุดิบที่เจ้าให้พวกข้าไปหามา มูลค่าของมันถือว่าสูงกว่ามาก ถ้าหากเจ้าต้องการแลกกริชกับวัตถุดิบเหล่านี้ เจ้าก็สามารถแลกมันได้เพียง 10 ชนิดเท่านั้น!

 

เมื่อได้ฟังคำกล่าวของหนึ่งในหัวหน้ากลุ่มนักฆ่า โส่วเจี่ยไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เนื่องจากเขารู้ดี ว่าวัตถุดิบ 40 กว่าชนิดที่ให้พวกเขาไปหา ล้วนมีราคาแพงมาก จนไม่อาจประมาณได้? และมันไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถหามาได้

 

แต่อย่างไรก็ตาม โส่วเจี่ยก็ไม่ได้ลดความพยายามของตน เขากวาดตามองไปทางเหล่าผู้นำกลุ่มนักฆ่าทั้งสิบและกล่าวออกมาอย่างเยือกเย็นขึ้น “อันที่จริงแล้ว วัตถุดิบเหล่านี้เป็นสิ่งที่สูงค่ามากตามที่พวกท่านได้กล่าวมา ข้าเพียงต้องการเทียบราคาของกริชเล่มนี้เท่านั้น ว่ามันจะสามารถแลกกับวัตถุดิบเหล่านี้ได้กี่ชนิด ถ้ามันได้เพียงแค่ 10 ชนิดก็ไม่เป็นไร!

 

เมื่อผู้นำของเหล่านักฆ่าทั้งสิบได้ฟังคำกล่าวของโส่วเจี่ย ก็ต้องพ่นลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้มีสถานะสูงส่งและร่ำรวยมากขนาดไหน พวกเขาก็ไม่ต้องการให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจนเกินไป การค้าขายในแต่ละครั้งจะต้องเป็นธรรม พวกเขาจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดมาเอาเปรียบในการค้าขายได้

 

เหล่าผู้นำทั้งสิบต่างพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เมื่อเห็นการแสดงออกของผู้นำทั้งสิบ โส่วเจี่ยจึงได้กล่าวขึ้น “อย่างไรก็ตาม ข้าขอย้ำอีกครั้ง กริชที่อยู่ในมือข้ามีเพียงแค่ 1 เล่มเท่านั้นในโลกใบนี้ ถึงแม้มันจะไม่ได้มีพลังทำลายที่สูงไปกว่าดาบทั่วๆไป แต่มันก็ทำให้การโจมตีที่ปล่อยออกมา นั้นไร้ร่องรอยจนไม่อาจที่จะตรวจจับได้?”

 

หลังจากได้ฟังคำกล่าวของโส่วเจี่ย ผู้นำของกลุ่มนักฆ่าทังสิบ ต้องมีสีหน้าที่หม่นหมองลงเล็กน้อย หากมันเป็นกริชระดับตำนานทั่วไปล่ะก็พวกเขาจะไม่สนใจเลย แต่อาวุธชิ้นนี้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นอาวุธระดับตำนาน แต่ความสามารถพิเศษของมันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า จนทำให้กริชเล่มนี้มีความน่าสนใจมาก ซึ่งถ้าหากผู้ใดได้ไปครอบครองล่ะก็ การแข่งของเหล่านักฆ่าที่กำลังจะมาถึง อันดับหนึ่งจะต้องตกเป็นของผู้ที่ครอบครองมันแน่นอน

 

โส่วเจี่ยยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “ตามที่ข้าได้รู้มา การแข่งขันของเหล่านักฆ่าที่ 10 ปีจะมีครั้ง กำลังจะเริ่มขึ้น ข้าเชื่อว่า…ถ้าได้ครอบครองกริชเล่มนี้ คงจะไม่ยากสำหรับการเป็นแชมป์ ซึ่งผู้ที่ได้กลายเป็นอันดับหนึ่งจะได้รับของรางวัลที่สูงค่ายิ่ง แล้วพวกท่านไม่ต้องการที่ 1 หรือ?

 

“ฮึ่ม…” หลังจากได้ฟังคำกล่าวของโส่วเจี่ย ผู้นำของตระกูลนักฆ่าทั้งสิบไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาได้ เพราะถ้าหากได้กริชเล่มนี้ไป ตำแหน่งแชมป์ของการแข่งขันจะตกเป็นของใครไม่ได้ นอกจากผู้ที่ได้ครอบครองกริชเล่มนี้

 

การแข่งขันของเหล่านักฆ่าใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว และมันเหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือนเสียด้วยซ้ำ มันจึงเป็นโอกาสที่ดีของโส่วเจี่ย ในการทำธุรกิจครั้งนี้ และการที่สามารถครอบครองกริชเล่มนี้ ยังแสดงถึงความมั่นคั่งของตระกูลนักฆ่าอีกด้วย

 

เมื่อเห็นสีหน้าของเหล่านักฆ่าทั้งสิบที่กำลังตกอยู่ในความเงียบงัน โส่วเจี่ยก็ได้กล่าวออกมาอีกครั้ง “การทำธุรกิจครั้งนี้จะยุติธรรมกับทุกฝ่าย ถ้ามีคนต้องการซื้อมันข้าก็ยินดีที่จะขายมัน ข้าจะไม่บังคับใครเด็ดขาด ถ้ามีใครคิดว่าราคาของมันแพงจนเกินไป พวกท่านก็สามารถกลับไปได้!”

 

เมื่อได้ยินคำกล่าวของโส่วเจี่ย หัวหน้าของตระกูลนักฆ่าทั้งสิบก็จ้องมองกันไปมา เพราะมันไม่มีทางเลือกที่พวกเขาจะทำอะไรได้ และสิ่งที่โส่วเจี่ยกล่าวออกมาก็ไม่ได้เกินเลยนัก ถ้าพวกเขาพลาดโอกาสนี้ นั่นก็หมายถึงพลาดกริชเล่มนี้ไปด้วย พวกเขาจะยอมได้อย่างไร?

 

หลังจากนั้น โส่วเจี่ยได้กล่าวต่ออีกครั้ง “ถ้าพวกท่านต้องการเข้าร่วมในการประมูลครั้งนี้ ข้าต้องขอให้พวกท่านจ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมการประมูลด้วย ถ้ามีผู้ไม่ต้องการเข้าร่วมก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจ่าย ถ้าหากคิดว่ากริชเล่มนี้ไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ข้าก็ยินดีที่จะส่งพวกท่านจนถึงที่หมาย และข้าคิดว่า…ยังมีกลุ่มนักฆ่ากลุ่มอื่นที่ต้องการกริชเล่มนี้ นอกไปจากพวกท่านทั้งสิบอยู่?

 

เมื่อได้ฟังสิ่งที่โส่วเจี่ยได้กล่าวมา ผู้นำของกลุ่มนักฆ่าทั้งสิบก็ต้องตกใจมาก ตอนนี้…พวกเขารู้ว่าโส่วเจี่ยไม่จำเป็นที่จะต้องทำการค้าครั้งนี้กับพวกเขาทั้งสิบ เพราะยังมีกลุ่มนักฆ่าอีกเป็นพันๆกลุ่มในเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ที่ต้องการกริชเล่มนี้ไม่ต่างจากพวกเขา ซึ่งยังมีกลุ่มนักฆ่าระดับกลางอีกมากมาย ที่สามารถให้สิ่งที่พวกเขาทั้งสิบไม่สามารถให้ได้ พวกเขาจึงรู้สึกกังวลเล็กน้อย!

 

หลังจากที่เหล่าผู้นำทั้งสิบได้คิดทบทวนถึงสิ่งที่โส่วเจี่ยได้กล่าว ตัวแทนของกลุ่มผู้นำทั้งสิบก็กล่าวออกมา “เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของพวกเรากับท่านโส่วเจี่ย พวกข้าต้องขอขอบคุณยิ่ง ที่เจ้ายังรักษาเสถียรภาพของเหล่านักฆ่าภายในเมืองแสงศักดิ์สิทธ์แห่งนี้ ถึงได้ชวนพวกข้าทั้งสิบเพื่อมาทำการค้าด้วยกัน พวกข้าทุกคนยินดีที่จะจ่ายค่าเข้าร่วมเพื่อประมูลกริชเล่มนี้ ไม่ว่าราคานั้นจะสูงเท่าไหร่ก็ตาม!

 

ตัวแทนของผู้นำทั้งสิบ หันไปยังเหล่าผู้นำกลุ่มนักฆ่าอีกเก้าคน พร้อมกับกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ในการประมูลครั้งนี้ ข้าขอให้พวกท่านประมูลโดยไม่ต้องสนใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน ถ้าหากผู้ใดประมูลไปได้ ก็ขอให้อย่าถือโทษโกรธกัน ข้าขอให้ทุกท่านเสนอสิ่งที่มีค่าโดยไม่ต้องเกรงใจผู้ใด ไม่เช่นนั้น…ถ้าหากการประมูลครั้งนี้จบลงด้วยอารมณ์ มันจะไม่ส่งผลดีต่อตระกูลนักฆ่าทั้งสิบ!”

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha