0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 103 : ความแข็งแกร่งของโส่วเจี่ย (1)

 

ขณะที่ผู้ชมกำลังตกใจกับการกระทำของไอร่า เด็กสาวดึงฝ่ามือกลับ ปล่อยให้โล่น้ำลอยเข้าใส่นักรบธาตุไฟผู้นั้น ก่อนจะร่ายเวทย์อีกบทขึ้น และในเวลาไม่กี่วิต่อมา บอลน้ำแข็งก็ถูกปล่อยไปทางนักรบธาตุไฟ

 

โล่น้ำที่พุ่งเข้าหานักรบธาตุไฟไม่ได้รวดเร็วนัก นักรบธาตุไฟจึงมิได้ใส่ใจกับมัน สิ่งที่เขาห่วงคือบอลน้ำแข็งที่ตามติดมา แต่อย่างไรก็ตาม บอลน้ำแข็งก็มิได้รวดเร็วเท่าใด หากมันเข้ามาใกล้ เขาสามารถที่จะเบี่ยงตัวหลบหรือทำลายมันทิ้งได้ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำสิ่งใด เขาได้สั่งเกตุเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง “วิถี..วิถีของบอลน้ำแข็งมันซ้อนทับกับโล่น้ำ”

 

“บึ้ม!”  บอลน้ำแข็งเข้ากระแทกเข้าใส่โล่น้ำ จนโล่น้ำได้ระเบิดออก ส่งผลให้น้ำจำนวนมาก กระจายไปทั่วบริเวณลานประลอง ถึงแม้นักรบธาตุไฟจะสามารถหลบบอลน้ำแข็งที่พุ่งผ่านโล่น้ำมาได้ แต่เขากลับไม่สามารถหลบสะเก็ดน้ำที่เกิดจากการระเบิดของโล่น้ำได้ ตอนนี้ ร่างกายของนักรบธาตุไฟนั้นชุ่มไปด้วยน้ำ ก่อนที่ความเย็นสายหนึ่งได้ถาโถมใส่ร่างกายของเขาในทันที

 

เมื่อเห็นนักรบธาตุไฟกำลังตื่นตระหนก ไอร่าไม่ได้หยุดมือลง เธอขยับมือซ้ายเพื่อสร้างโล่น้ำอย่างต่อเนื่อง และควบคุมให้มันพุ่งไปด้านหน้า ส่วนมือขวาเธอได้ร่ายเวทย์บอลน้ำแข็ง โจมตีไปยังโล่น้ำที่ถูกปล่อยกระจัดกระจายไปทั่วลานประลอง และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่นักรบธาตุไฟมิอาจหลบสะเก็ดน้ำที่ระเบิดออกได้

 

หลังจากที่โล่น้ำของไอร่าถูกบอลน้ำแข็งทำลายไป เธอได้ระเบิดโล่น้ำอีกถึง 3 ครั้ง จนนักรบธาตุอัคคีเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของตน ราวกับถูกฝังอยู่ในแอ่งน้ำที่เย็นจัด แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ร่างกายของอีกฝ่าย นั้นหยุดก้าวไปหาไอร่าได้ ซึ่งตอนนี้ระยะทางระหว่างเขากับไอร่านั้นเหลือเพียงแค่ 10 เมตร

 

นักรบธาตุไฟได้ขยับเข้าใกล้ไอร่าขึ้นเรื่อยๆ แต่ใบหน้าของไอร่าก็ยังคงสงบไร้อารมณ์ดั่งเช่นเคย เธอยกคทาขึ้น ปล่อยบอลน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้ ระยะทางของทั้งสองไม่ได้ห่างกันมากนัก จึงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะเล็งพลาด  อย่างไรก็ตาม….บอลน้ำแข็งไม่ได้มีความทนทานเท่าไหร่นัก เมื่อเข้าใกล้อีกฝ่าย มันจึงถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว แต่ถึงจะถูกทำลาย มันก็เป็นไปตามแผนที่ไอร่าได้วางไว้

 

หลังจากที่บอลน้ำแข็งถูกทำลายลง มันได้ปล่อยไอเย็นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของอีกฝ่าย จนอีกฝ่ายเริ่มที่จะเคลื่อนไหวช้าลง ซึ่งผิวหนังของนักรบธาตุไฟที่อยู่ภายใต้ชุดเกราะเริ่มที่จะกลับกลายเป็นน้ำแข็งทีละน้อย แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น เพราะเสื้อเกราะทั้งหมด ได้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งเรียบร้อยแล้ว

 

แต่ถึงเสื้อเกราะจะกลายเป็นน้ำแข็ง นักรบธาตุไฟก็มิได้หยุดก้าวเดิน เข้าขยับไปใกล้เด็กสาวขึ้นเรื่อยๆ จนเหลือระยะทางเพียง 7 เมตร แต่ก่อนที่จะก้าวต่อไป ร่างกายของเขากลับไม่ตอบสนองอย่างที่คิด และเริ่มรู้สึกว่าผิวหนังภายใต้ชุดเกราะของตนกำลัง โป่งพองและเจ็บปวดยิ่ง!

 

ชา ช่า…. ช่า…. เสียงผิวหนังกำลังโดนเผาไหม้ดังขึ้นภายใต้ชุดเกราะ นักรบธาตุไฟเริ่มรู้สึกว่าเรี่ยวแรงได้สูญสิ้นมิเหลือหรอ เกราะที่เป็นดั่งประติมากรรมน้ำแข็งเริ่มปริออก เผยให้เห็นผิวหนังที่ถูกกัดแทะด้วยความเย็น เลือดที่แดงสดกลับกลายเป็นหม่นคล้ำ ไหลชโลมไปทั่วผิวหนัง บ่งบอกว่าไอเย็นได้รุกลามจนสาหัสแล้ว

 

เมื่อเห็นไอร่าอยู่ตรงหน้าของตน นักรบธาตุไฟรู้ว่าอีกไม่นาน เขากำลังจะได้รับชัยชนะแล้ว ตอนนี้เขาแค่ต้องทนอีกนิด ประคับประคองสติให้มั่น ก้าวผ่านความเจ็บปวด เขาจะต้องเอาชนะให้ได้!

 

เมื่อไอร่าเห็นว่านักรบธาตุไฟกำลังเดินเข้าด้วยความมุมานะ เธอจ้องมองไปทางนักรบธาตุไฟด้วยสายตาที่เฉยชา และแสดงออกถึงความสงบ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนกับว่าการแข่งขันนี้ได้จบลงแล้ว

 

สุดท้าย…นักรบธาตุไฟก็หยุดร่างของตนลง มันไม่ใช่ว่าเขาต้องการที่จะหยุด แต่เขามิสามารถก้าวต่อไปได้ เขาทำได้เพียงก้มมองที่ฝ่าเท้า ก่อนที่ความสิ้นหวังจะประดังขึ้น เมื่อฝ่าเท้าของเขาได้เหยียบย่างเข้าสู่บ่อโคลนของไอร่า!

 

“เจ้า!” นักรบธาตุไฟตะโกนออกมาด้วยความโกรธ เขาหยิบดาบฟันไปที่เบื้องหน้า ทิศเดียวกับที่ไอร่าได้ยืนอยู่ ซึ่งไอร่ามิได้ใส่ใจอันใด เธอยังคงสงบนิ่ง จ้องมองการกระทำของนักรบธาตุไฟผู้นี้

 

อย่างไรก็ตาม ปลายดาบของนักรบธาตุไฟ ยามเหยียดสุด ได้หยุดอยู่บริเวณปลายจมูกของไอร่า เขาไม่สามารถขยับไปมากกว่านี้ได้ จึงทำให้ระยะอีกเล็กน้อย มิอาจสัมผัสถูกร่างของอีกฝ่ายได้

 

นักรบธาตุไฟอยากจะขว้างดาบใส่เด็กสาว แต่ ณ ตอนนี้…..เกราะของเขาได้ถูกแช่แข็งอย่างสมบูรณ์แล้ว จึงทำให้มิอาจขยับช่วงแขนได้ ส่วนบริเวณต้นขา ก็ได้ถูกความเย็นและบ่อโคลนล็อกเอาไว้ เขาไม่เหลือส่วนใดของร่างกายที่ยังพอขยับได้อยู่เลย เขาจึงพยายามจะใช้พลังปราณออกมา แต่มันกลับต้องสิ้นหวังอีกครั้ง เนื่องจากพลังปราณได้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น ขณะเผาผลาญไอเย็นที่กัดแทะร่างกายมาตลอดการแข่งขัน แม้ว่าไอร่าจะอยู่ตรงปลายจมูกของตน เขาก็ทำได้เพียงจ้องมองเท่านั้น

 

ไอร่ายกมือซ้ายขึ้น และผลักดาบของนักรบธาตุไฟออกจากปลายจมูกของเธอ พร้อมกับกล่าวขึ้น “เจ้าแพ้แล้ว!” เมื่อได้ยินคำกล่าวของไอร่า หยาดน้ำตาของนักรบธาตุไฟก็พรั่งพรูขึ้นด้วยความผิดหวัง

 

ไอร่านั้นไม่สามารถทนเห็นอีกฝ่ายร่ำไห้ออกมาได้ เธอจึงกล่าวเบาๆขึ้น “เจ้าได้เป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่พวกข้ากำลังจะสร้างขึ้น  เจ้าสมควรที่จะดีใจ”

 

หลังจากที่ไอร่าได้กล่าวจนจบ ผู้ตัดสินก็ประกาศให้ไอร่า ตัวแทนของนักเวทธาตุน้ำเป็นฝ่ายชนะ เมื่อผลตัดสินได้ถูกประกาศ ทั่วทั้งสนามเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้อง นักเวทธาตุน้ำที่เป็นผู้แพ้มาตลอด แต่ปีนี้พวกเขากลับสามารถเอาชนะแม้กระทั่งนักรบและนักเวทธาตุไฟ มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำใจให้เชื่อได้!

 

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของเหล่าผู้ชม นักรบธาตุไฟลำดับที่สอง ก็ได้เดินออกจากลานประลอง เมื่อได้ยินคำกล่าวของไอร่า ถึงแม้จะต้องพ่ายแพ้ แต่ตอนนี้ เขาก็ไม่ได้รู้สึกเศร้าใจเท่าไรนัก

 

เมื่อเห็นนักรบธาตุไฟอันดับที่สองกำลังจะก้าวลงจากลานประลอง อาจารย์ของนักรบธาตุไฟได้ปิดตาลง และถอนให้ใจอย่างหมดหวัง เขารู้ว่าเทคนิคของไอร่ามันไม่ใช่สิ่งที่ตัวแทนของเธอ ณ ช่วงเวลานี้ จะสามารถก้าวผ่านมันไปได้ พวกเขาจะต้องมีประสบการณ์มากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นก็หมดสิทธิ์!

 

อาจารย์ของนักรบธาตุไฟลืมตาขึ้นอีกครั้ง และกล่าวกับหัวหน้าทีมขึ้น “เจ้าจงไปบอกผู้ตักสิน ว่าพวกเราขอยอมแพ้ พวกเราในตอนนี้ ไม่มีความสามารถที่จะเอาชนะทีมของนักเวทธาตุน้ำได้!” เมื่อกล่าวเสร็จ อาจารย์ของนักรบธาตุไฟก็ได้หันหลังกลับ  เดินออกจากสถานที่แข่งขันทันที

 

เมื่อเห็นว่าเหล่าตัวแทนของนักรบธาตุไฟกำลังจะออกจากสถานที่แข่ง ผู้ชมทุกคนต่างแสดงอาการแตกตื่นและรู้สึกงุนงงยิ่ง ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว ว่าตนเองได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ในการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของนักเวทธาตุน้ำ ซึ่งพวกเขารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก!

 

หลังจากการแข่งขันระหว่างนักเวทธาตุดินกับนักรบธาตุวายุได้เริ่มขึ้น มันกลับไม่ได้น่าสนใจเหมือนการประลองของนักเวทธาตุน้ำ ในที่สุดแล้ว นักรบธาตุวายุก็เอาชนะนักเวทธาตุดินไปอย่างง่ายดาย พวกเขาจึงได้สิทธิ์เข้าไปแข่งขันในรอบสุดท้าย

 

ในสายตาของเหล่าผู้ชมการประลอง นักเวทธาตุน้ำกับนักรบธาตุไฟนั้นเปรียบเสมือนอาหารจานหลัก ส่วนการต่อสู้ของนักรบธาตุวายุกับนักเวทธาตุอัคคีกลับไปได้เพียงอาหารเรียกน้ำย่อย มันไม่สามารถเอามาเปรียบกับอาหารจานหลักได้เลย

 

ตามความเป็นจริง นักเวทธาตุดินไม่ได้เป็นทีมที่อ่อนแอนัก ถึงจะเป็นไอร่าหรือไอมี่ มันก็เป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะพวกเขาได้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อนักรบธาตุวายุต้องต่อสู้กับนักเวทธาตุดิน พวกเขาได้ส่งตัวแทนออกมาเพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้น แต่กลับสามารถจัดการนักเวทธาตุดินทั้งสามลงได้ ความรวดเร็วของนักรบธาตุวายุ ถือเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดหรับนักเวทธาตุดิน

 

โส่วเจี่ยมองไปทางไอมี่และไอร่าพร้อมกับกล่าวออกมา “คู่แข่งในรอบชิงของพวกเราคือนักรบธาตุวายุ พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร พวกเจ้าทั้งสองคิดว่าจะสามารถเอาชนะพวกเขาได้ไหม?”

 

เมื่อได้ยินคำกล่าวของโส่วเจี่ย ไอมี่ก็ส่ายศีรษะทันที พร้อมกับกล่าวขึ้น “ไม่ ไม่…..ไม่ว่าจะเป็นใคร ข้าก็ไม่มั่นใจเลยว่าจะเอาชนะพวกเขาได้ การเคลื่อนไหวของพวกเขา เพียงจ้องมอง ข้าก็มองไม่ทันแล้ว  มันไม่มีทางเลย ที่ข้าจะป้องกันการโจมตีของพวกเขาได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ใกล้กับข้า ข้าคงไม่รู้สึกถึงพวกเขา จนกระทั่งร่างกายของข้าได้ถูกฟันไปแล้ว!”

 

เมื่อไอมี่ได้กล่าวจบ ไอร่าก็ได้กล่าวต่อ “ความเร็วของพวกเขาถือว่ารวดเร็วเกินไป แม้จะเหลือระยะห่างเพียง 10 เมตร นักรบธาตุวายุก็สามารถหลบเวทมนตร์ของข้าได้ ข้าไม่สามารถคิดหาวิธีที่จะเอาชนะพวกเขาได้เลย!

 

ได้ยินคำกล่าวของไอร่าและไอมี่ โส่วเจี่ยได้แต่พ่นลมออกมาอย่างจนใจ เขารู้ว่านักรบธาตุวาบุนั้นรวดเร็วมาก เวทย์โคลนดูดจึงไม่มีผลกับพวกเขา เวทมนตร์บทนี้จะไร้ประโยชน์ทันที เมื่ออยู่ต่อหน้านักรบธาตุวายุ

 

นอกจากนั้น เวทย์บอลน้ำแข็งก็ช้าเกินไป ในระยะเพียง 10 เมตรพวกเขาสามารถหลบได้แน่นอน แล้วยังจะเหลือเวทมนตร์บทไหนที่ไอมี่และไอร่าใช้ได้อีก จึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่พวกเธอทั้งสองจะสามารถเอาชนะนักรบธาตุวายุได้

 

โส่วเจี่ยสูดลมหายใจเข้า พร้อมกับกล่าวว่า “ในการแข่งขันของระดับแรก ข้าไม่ได้ตระเตรียมแผนใดๆไว้ อย่างไรก็ตาม….พวกเจ้าจงปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า! โส่วเจี่ยจัดเสื้อของตนให้เป็นระเบียบก่อนขึ้นไปยังลานประลอง

 

เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของโส่วเจี่ย ไอร่า ไอมี่และผู้ชมทั้งสนามต่างก็ได้จับจ้องจ้องไปทางเขา ไม่รู้ว่าผู้อื่นคิดเช่นไร แต่ไอมี่และไอร่า คิดว่าโส่วเจี่ยจะไม่มีทางพ่ายแพ้อย่างแน่นอน เพราะระดับของเขา มันสูงเกินกว่าที่นักเวทหรือนักรบฝึกหัดในรุ่นเดียวกัน จะสามารถเอาชนะได้

 

เมื่อโส่วเจี่ยยืนอยู่บนลานประลอง เขารู้สึกถึงภาระที่หนักอึ้ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเขาได้โอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์ของจอมเวทธาตุน้ำด้วยมือของเขาเอง ไม่ว่านักรบธาตุวายุจะพ่ายแพ้ให้กับใคร มันก็ไม่สำคัญไปกว่า การที่เขาจะเอาชนะพวกนั้นด้วยตนเอง!

 

เมื่อนักรบธาตุวายุเห็นโส่วเจี่ยยืนอยู่บนลานประลอง เขากล่าวด้วยความตื่นเต้นและมีความสุขขึ้น “พวกข้าต้องขอขอบคุณพวกเจ้าจริงๆ ที่ทำให้นักรบธาตุไฟนั้นพ่ายแพ้ลง  เพราะการไม่มีนักรบธาตุไฟ การแข่งในปีนี้ของพวกข้าจึงสบายยิ่ง อันดับหนึ่งของระดับแรก จะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากทีมของข้า…นักรบธาตุวายุ”

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha