0 Views

ผู้แปล : จิ้งจอกดำ

ตรวจสอบคำผิด : ไก่แว่น

 

 

บทที่ 101 : กลยุทธ์ที่เหนือกว่า (1)

 

จุดอ่อนของผู้ที่ครอบครองหยดน้ำสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ที่การป้องกันที่อ่อนแอ และเมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีทางกายภาพ พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะป้องกันได้ ซึ่งแตกต่างจากนักเวทหรือนักรบธาตุดินที่มีพลังป้องกันสูง และไม่ว่าจะเป็นนักเวทธาตุดินหรือนักรบธาตุดินก็สามารถทำลายโล่น้ำของเธอได้อย่างง่ายดาย เพราะการโจมตีของพวกเขาไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนพลังงาน แต่เป็นของแข็ง มันจึงสามารถเจาะผ่านโล่น้ำของเธอได้ ซึ่งมันไม่ได้โดนผลของอุณหภูมิที่ลดลงเหมือนกับเวทมนตร์ธาตุไฟ เมื่อคำนึงถึงจุดนี้ ผู้ที่ครอบครองหยดน้ำสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์จะแพ้ทางให้แก่นักเวทหรือนักรบธาตุดิน

 

แต่ถ้าพวกเขาได้เจอกับนักรบธาตุวายุหรือนักรบธาตุไฟ มันจะไม่มีปัญหาเลยสำหรับผู้ที่ครอบครองหยดน้ำสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะใช้อุณหภูมิที่หนาวเย็นในการแช่แข็งฝ่ายตรงข้าม แต่ถ้าพวกเขาสามารถเข้าถึงตัวของผู้ที่ครอบครองหยดน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้ โล่น้ำของเธอก็จะไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ผู้ที่ครอบครองหยดน้ำสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์จะสามารถเอาชนะนักเวทธาตุไฟอย่างง่ายดาย แต่ถ้าต้องการเอาชนะนักรบหรือนักเวทธาตุอื่นๆ เธอจะต้องทำการฝึกให้มากกว่านี้ และเมื่อเธอสามารถใช้เวทมนตร์ระดับสูงอย่างพิรุณน้ำแข็งได้ มันจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เมื่อต้องต่อสู้กับศัตรูธาตุอื่นๆ!

 

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับไอร่า มันกลับแตกต่างกันยิ่ง เมื่อเธอต้องเจอกับนักเวทธาตุไฟ เธออาจจะไม่สามารถป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายได้ แม้มันจะเป็นเวทย์ระดับต่ำ เนื่องจากไฟของนักเวทธาตุไฟสามารถสลายน้ำแข็งของเธอได้ แต่เมื่อเธอต้องเผชิญกับนักรบธาตุไฟหรือนักเวทธาตุดิน มันก็เป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับไอมี่

 

มันเป็นกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ แม้ว่ามันอาจจะไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก แต่เมื่อมีจุดเด่น ก็ย่อมต้องมีจุดที่ด้อย ซึ่งมันเปรียบได้กับหยินและหยางที่จะต้องคอยรักษาสมดุลซึ่งกันและกัน มันเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใคร ก็ไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้

 

ไอร่ามองไปทางโส่วเจี่ยและกล่าวอย่างเยือกเย็น “ท่านลอร์ดไม่ต้องกังวลไป หากฝ่ายตรงข้ามเป็นนักรบธาตุไฟ ข้ามั่นใจว่าจะเอาชนะพวกเขาได้ แต่…”

 

แม้ว่าไอร่าจะไม่ได้กล่าวจนจบประโยค แต่โส่วเจี่ยก็เข้าใจ ว่าเธอกำลังจะกล่าวอะไรออกมา เขาจึงพยักหน้าเพื่อแสดงว่าเข้าใจถึงสิ่งที่เธอกำลังจะกล่าว ก่อนที่โส่วเจี่ยจะกล่าวขึ้น “เจ้ากังวลว่าจะต้องเจอกับนักรบธาตุวายุใช่ไหม ความเร็วของพวกเขานั้นค่อนข้างน่ากลัวที่เดียว คงเป็นไปได้ยากที่เจ้าจะหยุดอีกฝ่ายด้วยเวทมนตร์ แม้ว่าพวกเราจะมีแหวนแห่งมิติเวลา ที่ใช้สำหรับป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายได้ถึง 3 ครั้ง แต่มันก็ทำได้เพียงแค่ซื้อเวลาเท่านั้น ในท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิม”

 

ได้ยินคำกล่าวของโส่วเจี่ย ไอมี่และไอร่าก็ไม่กล่าวอะไรอยู่เนินนาน โส่วเจี่ยจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “ข้ารู้ว่าจะมีเพียงสองทีมเท่านั้นที่ผ่านเข้าไปสู้ในรอบสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นพวกเรา นักเวทธาตุดิน นักรบธาตุไฟหรือนักรบธาตุวายุ  แต่ตอนนี้ พวกเราจะต้องเลือกคู่ต่อสู้ ที่จะต้องประลองในช่วงบ่ายของวันเสียก่อน?”

 

หลังจากที่ไอร่าได้คิดทบทวนดู เธอก็ได้กล่าวกับโส่วเจี่ยขึ้น “ข้าคิดว่าพวกเราควรจะเลือกนักรบธาตุไฟเป็นคู่ประลองในรอบบ่าย แม้ว่านักรบธาตุไฟจะสามารถเอาชนะนักรบธาตุวายุอย่างง่ายดาย แต่นักรบธาตุวายุนั้นมีความเร็วที่มากกว่า ถ้าพวกเราต้องเจอกับนักรบธาตุวายุ ข้าคิดว่า อาจจะยากลำบากกว่านักรบธาตุไฟ!”

 

“อืม…” เมื่อได้ฟังคำกล่าวอย่างมีเหตุผล โส่วเจี่ยจึงพยักหน้าด้วยความเข้าใจ โส่วเจี่ยเข้าใจดี ว่านักรบธาตุไฟนั้นมีพลังที่มากกว่านักรบธาตุวายุเพียงแค่พลังโจมตีเท่านั้น ซึ่งไม่ว่ามันจะรุนแรงแค่ไหน แต่ถ้าไม่สามารถใช้ให้ถูกเป้าหมายได้ มันก็ถือว่าไร้ประโยชน์

 

แต่นักรบธาตุวายุนั้นต่างออกไป ถึงแม้พลังโจมตีจะเป็นรองนักรบธาตุไฟ แต่ความเร็วของพวกเขาเป็นดั่งปีศาจ มันเป็นเรื่องยากที่จะใช้เวทมนตร์ให้โดน พวกเขาสามารถปิดช่องโหว่ของพลังโจมตีด้วยความเร็ว มันจึงทำให้ทีมของนักรบธาตุวายุไม่ได้ด้อยไปกว่านักรบธาตุไฟเลย ซึ่งมันส่งผลต่อทีมของโส่วเจี่ยยิ่ง

 

หลังจากที่โส่วเจี่ยได้กล่าวจบ ไอมี่จึงได้กล่าวขึ้นด้วยความสงสัย “ไอร่า ทำไมเจ้าถึงไม่เลือกนักเวทธาตุดินละ แม้ว่าโล่น้ำของข้าจะไม่สามารถป้องกันการโจมตีของพวกเขาได้ แต่สำหรับโล่น้ำของเจ้า ที่ได้เสริมความแข็งแกร่งด้วยธาตุน้ำแข็งจากพรสวรรค์ของเจ้า มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะป้องกันการโจมตีของอีกฝ่าย?

 

เมื่อไอร่าได้ยินคำกล่าวของไอมี่ เธอจึงพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวขึ้น “ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้หวาดกลัวนักเวทธาตุดิน แต่นักเวทธาตุดินก็ไม่ได้กลัวข้าเช่นกัน ถ้าข้าต้องเจอกับนักเวทธาตุดิน มันจะเป็นการประลองระหว่างบอลน้ำแข็งกับหอกศิลา ซึ่งผู้ชนะจะเป็นผู้ที่มีพลังเวทมนตร์มากกว่า ข้าจึงรู้สึกว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ไร้สาระ”

 

ตาของไอร่าก็ได้ปรากฏความร้อนแรงขึ้น พร้อมกับกล่าวว่า “เจ้าจำไม่ได้หรือที่เจ้าได้กล่าวออกมาเมื่อเช้านี้? พวกเราจะสร้างประวัติศาสตร์ของนักเวทธาตุน้ำด้วยกัน หนทางที่จะสร้างมันได้ คือการเอาชนะทั้งนักเวทธาตุไฟและนักรบธาตุไฟให้ได้  ก่อนที่จะได้ครอบครองอันดับหนึ่งจากการแข่งขันของระดับแรก!”

 

“กล่าวได้ดี” เมื่อได้ฟังคำกล่าวของไอร่า  โส่วเจี่ยจึงได้กล่าวอย่างมีความสุขขึ้น “ข้ารู้สึกดีเมื่อได้กล่าวถึงเรื่องนี้ พวกเราจะเลือกนักรบธาตุไฟ เป็นคู่ประลองในรอบบ่าย พวกเราจะท้าทายผู้ที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้น และเพื่อชัยชนะ พวกเราต้องใช้เทคนิคโคลนดูด ตราบใดที่พวกเราทำให้ฝ่ายตรงข้ามตกอยู่ในบ่อโคลนได้ มันจะเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ที่จะใช้บอลน้ำแข็งระดมยิ่งใส่พวกเขาจนได้รับชัยชนะมา!”

 

เมื่อเห็นว่าพวกเธอทั้งสองกินโจ๊กเสร็จ โส่วเจี่ยจึงลุกขึ้น “ได้เวลาไปกันได้แล้ว มันเหลือเวลาอีกไม่มากนัก พวกเราต้องไปถึงก่อน เพื่อจะได้มีเวลาในการทำสมาธิก่อนการแข่งจะเริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไร…พวกเราจะต้องชนะ!”

 

เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้….การแข่งขันในรอบบ่ายก็ได้เริ่มต้นขึ้น ทั้งสี่ทีมมองหน้ากันด้วยความมั่นใจ ซึ่งตามกฎการแข่งขัน ทีมที่อ่อนแอที่สุด จะได้เลือกคู่ประลองก่อน เพื่อให้พวกเขานั้นมีโอกาสชนะมากขึ้น ซึ่งจะเป็นทีมอื่นไปไม่ได้นอกจากทีมของนักเวทธาตุน้ำ หลังจากที่พวกเขาได้เลือกคู่ประลองเสร็จ โส่วเจี่ยจึงได้สบตากับไอร่าเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากลานประลองพร้อมกับไอมี่ ตอนนี้จึงเหลือเพียงแต่ไอร่าเท่านั้น เธอเป็นคนเดียวในทีมที่ยังอยู่บนลานประลอง

 

การแข่งขันในช่วงบ่ายจะเป็นการต่อสู้ระหว่างนักเวทธาตุน้ำกับนักรบธาตุไฟ และอีกคู่จะเป็นการประลองของนักรบธาตุวายุกับนักเวทธาตุดิน เพื่อคัดให้เหลือสองทีมที่จะได้เข้าไปสู่การแข่งขันในรอบสุดท้าย

 

ภายใต้การประกาศ การแข่งขันคู่แรกกำลังจะเริ่มขึ้น ซึ่งไอร่าได้เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้อยู่บนลานประลองแล้ว เธอก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อรอให้คู่ต้อสู้ของเธอขึ้นมาด้าน

 

ด้านล่างของลานประลอง อาจารย์ของนักรบธาตุไฟกำลังให้คำแนะนำกับตัวแทนทั้งสามของตน เขามองไปที่ไอร่า พร้อมกับขมวดคิ้วของตน หลังจากที่ได้ว่าเธอเป็นผู้ครอบครองหยดน้ำศักดิ์สิทธิ์  เธอจึงคิดว่า….อีกฝ่ายจะต้องส่งไอมี่ออกมา เธอจึงได้ตระเตรียมแผนรับมือกับอีกฝ่ายเอาไว้ แต่สิ่งที่คาดการณ์ไว้ล้วนแต่คลาดเคลื่อนเมื่ออีกฝ่ายกลับส่งเด็กสาวอีกหนึ่งคนออกมา

 

แต่ดูเหมือนคนที่ออกมาจะไม่ใช่ไอมี่ มีเพียงผู้หญิงที่ดูบอบบาง แต่กลับรู้สึกถึงรังสีแห่งความเย็นยะเยือก ที่ถูกปล่อยออกมาจากตัวเธอ หรือว่าพวกเขาทั้งสอง…..อาจจะเป็นอัจฉริยะของนักเวทธาตุน้ำกัน?

 

อาจารย์ของนักรบธาตุไฟ ได้โบกมือของตนเพื่อให้ทุกคนในกลุ่มเงียบก่อนที่จะกล่าว “เจ้าที่มีความสามารเป็นอันดับสาม ข้าจะให้เจ้าขึ้นไปประลองเป็นคนแรก เจ้าต้องขึ้นไปทำการทดสอบว่าเธอนั้นมีความสามารถอะไร แต่ถ้าเจ้าไม่ไหว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องฝืน เจ้าจะต้องระวังตัวให้ดี ความปลอดภัยถือว่าสำคัญที่สุด”

 

“ฮิฮิ…” นักรบธาตุไฟอันดับสาม จึงได้กล่าวขึ้น “ท่านอาจารย์…ข้าเข้าใจดี ท่านต้องการให้ข้าขึ้นไปทดสอบเธอใช่ไหม? ท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าจะต้องทำให้เธอเปิดเผยความสามารถออกมาได้แน่!” เมื่อกล่าวจบ นักรบธาตุไฟอันดับสามก็ได้แบกดาบใหญ่ของตนขึ้นพาดบนบ่า และเดินไปยังลายประลอง

 

ไอร่าได้ยืนอยู่บนลานประลองอย่างเงียบเฉียบ เหมือนกับว่าไม่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินมา แต่หลังจากที่ผู้ตัดสินได้ประกาศเริ่มการแข่งขัน เธอจึงค่อยๆยกคทาของเธอขึ้นเหนือศีรษะ และเล็งไปทางนักรบธาตุไฟที่เป็นคู่ประลองของเธอ

 

“ชิ!” เมื่อได้เห็นการกระทำของไอร่า นักรบธาตุไฟต้องรู้สึกตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เขารู้สึกว่าได้ตกเป็นเป้าหมายของผู้ล่าที่เลือดเย็นและไร้ความปราณีซะแล้ว ซึ่งบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวได้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา

 

นักรบธาตุไฟกำดาบแน่น พร้อมกับพุ่งสลับซ้ายขวาไปด้านหน้า เพิ่มความสับสนให้กับอีกฝ่าย และมันยังเป็นการป้องกันการโจมตีได้อีกวิธีหนึ่ง เมื่อคู่ต่อสู้เกิดสับสน จนต้องโจมตีออกมา เขาจะสามารถประเมินพลังของฝ่ายตรงข้ามได้ ว่าอีกฝ่ายมีความสามารถเช่นไร และยามใดที่เขาเข้าไปถึงระยะโจมตี ดาบหนักของเขาก็จะเป็นฝ่ายจบการประลองลงเพียงตวัดแค่หนึ่งครั้ง!”

 

“เอ๊ะ!” แต่หลังจากที่ขยับได้สองครั้ง….นักรบธาตุไฟกลับต้องรู้สึกประหลาดใจ จนต้องก้มมองไปที่ฝ่าเท้าของตน  ในตอนนั้นเอง….เท้าของเขากำลังจมลงไปในบ่อโคลน เขาจึงได้แต่หันมองไปรอบๆเท้าของตนด้วยความตกใจ

 

“ไม่ดีแล้ว! มันคือเวทย์โคลนดูด! นักรบธาตุอัคคีเริ่มคิดขึ้นได้

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่รวดเร็วได้ที่ Facebook : Oni.Matcha