0 Views
ร่างของมินนี่กระแทกเข้ากับกระจกสไตล์ฝรั่งเศสอย่างรุนแรง ซึ่งในตอนนี้กระจกคลาสสิคเคิลไฟรด์ดานูป ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันคู่ควรกับราคา 1,000 เหรียญต่อตารางเมตรอย่างไร การกระแทกอย่างแรงเมื่อครู่ไม่ได้ทำให้มันได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย
 
 
ในตอนนี้มินนี่เสมือนเป็นตุ๊กตาไร้ชีวิตที่ถูกกระทำอย่างไร้ความปราณี นางเซล้มลงจนศีรษะกระแทกเข้ากับพื้น ร่างของนางหยุดนิ่งไม่ไหวติงไปชั่วขณะ เลือดจากศีรษะไหลรินลงสู่พื้นที่แวววาวราวกับสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด
 
 
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงค่อยเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง นางใช้มือยึดพื้นไว้ก่อนที่จะพยุงตัวเองขึ้นมาอย่างยากลำบาก เลือดยังคงไหลลงมาอาบแก้มที่อมชมพูของนาง ไม่เพียงแต่หน้าผากเท่านั้น มุมปากและจมูกของนางก็มีเลือดไหลหยดลงมาด้วย มินนี่ใช้มือสัมผัสบนหน้าพร้อมกับรับรู้ถึงความอุ่นของเลือดที่ไหลรินลงมา เมื่อเห็นว่ามือเต็มไปด้วยเลือดสีแดง นางก็รีบเอามือป้ายเข้าที่เสื้ออย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะฉีกกระโปรงของตนเองมาซับเลือดบนศีรษะ นางใช้ผ้าที่เปื้อนเลือดผืนนั้นมัดผมเข้าด้วยกันแล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
 
 
สตีเว่นยังคงยืนอยู่อย่างนั้น หน้าอกของเขาขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็วตามจังหวะการหายใจที่หนักหน่วง และด้วยอารมณ์ที่กำลังปะทุนั้นทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้ผิวหนังของเขากระตุกอย่างรุนแรงจนเห็นได้ชัด หมัดที่กำไว้แน่นทำให้เกิดเสียงกระดูกดังลั่นขึ้นจนน่าหวาดกลัว ดราก้อนวอล็อคมีร่างกายที่ทรงพลัง หากไม่เทียบกับเหล่าวอริเออร์ก็ถือว่าร่างกายของเขามีความแข็งแกร่งกว่าเมจระดับปกติอย่างมาก ซึ่งนั่นทำให้การโจมตีที่เกิดจากความโมโหมีความรุนแรงและทรงพลังกว่าปกติ 
 
 
มินนี่เดินกะเผลกไปยืนตรงหน้าสตีเว่น นางหลับตาลงพร้อมรับการทารุณจากสตีเว่นอีกครั้ง ชุดกระโปรงขาวที่สวยงามของนางก่อนหน้านี้ บัดนี้ถูกเติมแต่งไปด้วยเลือด ใบหน้าที่งดงามซีกหนึ่งก็ถูกแทนที่ด้วยเลือดที่ไหลลงมาจากหน้าผากอย่างน่าเวทนา แต่นางก็ยังคงนิ่งเฉยด้วยความสงบและไม่เปล่งเสียงร้องหรือวิงวอนขอความเมตตาใด ๆ นางรู้ดีว่าการกระทำเช่นนั้นจะสร้างความโกรธให้กับฝ่ายตรงข้ามมากกว่าการปล่อยให้ความเงียบครอบงำ
 
 
หางตาของสตีเว่นกระตุกขึ้น ทันใดนั้นเขาก็กระชากคอเสื้อของมินนี่พร้อมกับฉีกส่วนบนของเสื้อออกเป็น 2 ส่วน เขาผลักนางและกระชากเสื้อชั้นในของนางออกจนเผยให้เห็นร่างกายส่วนบนที่เปลือยเปล่า
 
 
ร่างตรงหน้าที่เขาเห็นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย เพราะผิวพรรณขาวผ่องที่เคยเปล่งปลั่งก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นซีดเซียวและมีรอยฟกช้ำไปทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนกับแจกันหยกแกะสลักที่ถูกทุบจนแตกไปทั่วทุกส่วน
 
 
เขาหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง เวลาผ่านไป 2-3 นาทีก่อนที่เขาจะเข้าสู่โหมดปกติอีกครั้ง ทว่าสายตาที่แดงก่ำของเขายังคงปรากฏอยู่เช่นเดิม เขาจ้องมองมินนี่พร้อมกับเอ่ยว่า “ช่วงสองสามวันนี้เจ้าไม่ต้องเข้าเรียน พักผ่อนและฟื้นตัวอยู่ที่นี่ ข้าจะเรียกเคลริคมาที่นี่เพื่อรักษาบาดแผลบนใบหน้าให้กับเจ้า”
 
 
สตีเว่นหยุดพูดและได้แต่ก้าวเท้าเดินวนไปมาอยู่ภายในห้องราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง และเมื่อเขาหยุดการเคลื่อนไหว กำปั้นของเขาก็แกว่งไกวชกเข้ากลางอากาศอย่างรุนแรงราวกับว่านั่นจะช่วยให้เขาหลุดพ้นจากความเครียดในครั้งนี้ไปได้ และเขาก็กล่าวขึ้นมาอีกหน “ถึงเวลาที่จะต้องจัดการทุกอย่างแล้ว สถานการณ์ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป หลังจากที่ใบหน้าของเจ้าหายดีแล้ว เจ้าจงไปหาเอรินซะ ในเวลานี้นางมีประโยชน์แล้ว ข้ารู้ดีว่าเจ้ารู้ว่าจะต้องจัดการกับมันยังไง !”
 
 
มินนี่พยักหน้ารับคำสั่งจากเขา สตีเว่นโบกมือให้นางเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าเขาไม่มีอะไรจะพูดต่อแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้นมินนี่จึงลากร่างที่บอบช้ำของตนไปยังห้องนอนก่อนที่จะเริ่มล้างเลือดที่เกรอะกรังบนใบหน้าออกอย่างช้า ๆ ในขณะเดียวกันสตีเว่นกำลังสวมใส่เสื้อผ้าของเขาอย่างประณีตพร้อมกับหมุนแหวนทับทิมขนาดใหญ่บนนิ้วมือของเขา ทับทิมเม็ดงามเปล่งแสงออกมาก่อนที่จะค่อย ๆ จางหายไป ข้อความปรากฏขึ้น มันลอยผ่านสิ่งกีดขวางมากมายก่อนที่จะส่งไปยังทุกมุมของดีพบลูอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงไม่นาน ชายที่ดูมีความสามารถ 2 คนก็ปรากฏกายตรงหน้าสตีเว่น หนึ่งในนั้นคือวอริเออร์และในขณะที่อีกคนเป็นเคลริค ทั้งสองฟังคำสั่งของสตีเว่นอย่างจริงจัง หลังจากที่ได้รับมอบหมายงานทั้งหมดแล้ว วอริเออร์ก็พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเคลริคแยกตัวออกไปเพื่อรักษาบาดแผลให้มินนี่
 
 
เคลริคใช้มือประสานเข้าที่กลางอกเพื่ออธิษฐานก่อนที่จะเริ่มสวดมนต์ เกิดแสงสีขาวปรากฏขึ้นตรงมือของเขา แสงเหล่านั้นค่อย ๆ ลอยไปยังศีรษะของมินนี่ราวกับสายน้ำ และลอยไปตามผิวหนังของนาง บาดแผล รอยฟกช้ำ รวมถึงรอยบวมตามร่างกายที่เคยมีก่อนหน้านี้ค่อย ๆ เบาบางลง
 
 
แม้ว่าบาดแผลของมินนี่จะดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก ทว่ามันก็เป็นเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น ไม่ได้มีอาการร้ายแรงแต่อย่างใด บาดแผลของนางไม่จำเป็นต้องเยียวยามากมายนักก็สามารถที่จะฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติได้แล้ว ทว่าสตีเว่นกลับรู้สึกกังวลใจมากกับบาดแผลบนตัวของนาง ทำให้เคลริคต้องใช้ถึง 3 คาถาเพื่อรักษาให้ผลลัพธ์ต่าง ๆ ออกมาดีและหายเร็วมากยิ่งขึ้น
 
 
หลังจากที่การรักษาเสร็จสิ้นแล้ว บาดแผลบริเวณศีรษะของมินนี่ก็เหลือเพียงรอยเล็ก ๆ เท่านั้น ภารกิจที่นางได้รับก่อนหน้านี้ทำให้นางเกิดความร้อนใจจนต้องรีบสวมเสื้อคลุมและออกจากห้องพักไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่หยุดพักฟื้นแม้แต่นาทีเดียว ส่วนเคลริคที่รู้สึกอ่อนล้าจากการต้องรักษามินนี่เมื่อครู่ก็ได้ออกจากห้องพักของสตีเว่นไปทันทีที่เขาปฎิบัติหน้าที่เสร็จ ในเวลานี้จึงเหลือเพียงสตีเว่นอยู่ตามลำพังในห้อง เขาเกิดความกังวลกับหลาย ๆ สิ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ปากก็กล่าวสาปแช่งอากาศด้านนอกอย่างหงุดหงิด
 
 
ในที่สุดวอริเออร์ที่เพิ่งออกไปก็กลับเข้ามายืนอยู่ด้านหลังสตีเว่น เขากระซิบว่า “ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้แล้ว เราจะทำอย่างไรกับมันต่อไป ?”
 
 
สตีเว่นกัดฟันกรอด เขาซัดหมัดของเขาไปข้างหน้าอย่างแรงพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมว่า “ทำในสิ่งที่เจ้าทำได้ !”
 
 
วอริเออร์ตัวสั่นงันงกหลังจากได้เห็นใบหน้าที่โหดเหี้ยมของสตีเว่น เมื่อได้ยินคำสั่งที่สตีเว่นเอ่ยออกมาแล้ว เขาก็ออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ
 
 
หลาย ๆ สิ่งถูกเปลี่ยนแปลงไปในวันแห่งโชคชะตา ทว่าริชาร์ดยังคงทำงานอย่างหนักเพื่ออนาคตของเขา ความก้าวหน้าของเขาไต่ระดับไปทีละน้อยราวกับการปีนหน้าผาหินเพื่อหวังที่จะขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดนั้น ไม่ว่าจะทำสิ่งใดริชาร์ดจะพยายามทำมันอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ เช้าและทุก ๆ ค่ำคืนด้วยความมุมานะอย่างไม่หยุดหย่อน
 
 
ค่ำคืนหนึ่ง ริชาร์ดเดินกลับไปยังที่พักอาศัยของตนเองหลังจากที่รู้สึกเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน ทันทีที่เขาก้าวมาถึงหน้าประตูทางเข้า เขาก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตรงซอยลึกข้าง ๆ ที่พักอาศัย เสียงที่เขาได้ยินเป็นเสียงที่คุ้นเคย พรีซิชั่นของริชาร์ดบอกเขาในทันทีว่านี่เป็นเสียงของเอริน
 
 
เอริน… ชื่อที่หายไปจากชีวิตของเขาไประยะหนึ่งแล้ว ทว่าในตอนนี้มันกลับมาย้ำความทรงจำของเขาอีกครั้ง ดูเหมือนว่านางกำลังเจอกับปัญหาบางอย่างที่ริชาร์ดรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เพราะเขาไม่คิดว่าจะมีคนกล้ามาสร้างปัญหาในบริเวณนี้ บริเวณรอบ ๆ นี้ค่อนข้างจะเงียบสงบ แสงจากตะเกียงวิเศษก็สาดส่องไปทั่วพื้นที่สาธารณะ ในละแวกนี้นอกจากจะเป็นที่พักของริชาร์ดแล้วก็ยังมีเหล่าแกรนด์เมจ บุตรของเหล่าขุนนางหรือแม้แต่จักรพรรดิก็อาศัยอยู่ด้วย นับได้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่ค่อนข้างแข็งแรงและทั่วถึง นอกจากนี้ในทุก ๆ ที่ยังมีตาวิเศษคอยจับตามองอยู่ตลอดเวลา หากมีใครเข้ามารุกรานหรือสร้างปัญหาที่นี่ คนเหล่านั้นก็จะถูกรายล้อมด้วยผู้คุมกฎจำนวนมากอย่างแน่นอน
 
 
เสียงร้องนั้นดังมาจากซอยโค้งลึกที่อยู่ด้านข้าง นั่นทำให้ริชาร์ดไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เขารีบเดินตรงไปยังซอยนั้นอย่างรวดเร็วและหันไปมองทุกมุมเพื่อมองหาที่มาของเสียงที่ดังอยู่ในตอนนี้ ทันทีที่พบต้นตอของเสียง คำถามภายในใจของริชาร์ดก็ได้รับคำตอบอย่างรวดเร็วว่าเขาคิดถูก เสียงร้องที่เขาได้ยินเป็นเสียงของเอรินจริง ๆ และในตอนนี้นางกำลังถูกกลุ่มชาย 3 คนรุมล้อมไว้จนนางจนมุม ชายที่อยู่ด้านหลังของเอรินมีร่างกายสูงใหญ่ และดูเหมือนว่าจะสูงกว่าเอรินถึง 3 เท่า มือใหญ่ๆของเขาจับข้อมือของนางไว้แน่นพร้อมกับยกร่างของนางขึ้นจากพื้นอย่างไร้ความปราณี ในขณะเดียวกันชายร่างสูงและผอมบางอีกคนกำลังกอดอกมองอยู่ด้านข้าง  ชายผู้นี้กวาดสายตาไปตามร่างกายของเอรินตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนที่จะจ้องมองไปยังหน้าอกและหน้าท้องของนางด้วยสายตาหื่นกระหาย ชายอีกคนตรงหน้าเป็นชายหนุ่มหน้าตาโหดเหี้ยมที่กำลังใช้มือลูบคลำไปตามร่างกายของนาง เขากำลังควานหาอะไรบางอย่างบนตัวของนางอยู่ แต่ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง ทว่ามือของเขาก็ไม่ได้ยกออกจากจุดสำคัญบนร่างกายของนางเลยแม้แต่น้อย
 
 
เอรินเตะขาไปมาเพื่อหลบหนีจากการจับกุม ชายร่างใหญ่คว้าต้นขาของนางไว้พร้อมกับประสานมันไว้ใต้รักแร้ของเขา มือของเขาค่อย ๆ เลื่อนไปตามขาอ่อนของนาง เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า “ข้าเกือบลืมไปแน่ะ ว่ายังมีอีกส่วนหนึ่งตรงนี้ที่สามารถซ่อนเงินได้ มาดูซิว่าเจ้าเก็บเงินไว้ตรงนี้เท่าไหร่กัน เจ้าจึงประหม่าได้ถึงเพียงนี้ !”
 
 
“ปล่อยข้านะ ! ข้าจะคืนเงินให้ แต่นี่มันยังไม่ถึงเวลาคืนเลยนะ !”  เอรินเปล่งเสียงร้องออกมา ทว่าชายหนุ่มร่างใหญ่ที่อยู่ด้านหลังนางก็ใช้มือซ้ายปิดปากนางไว้เพื่อไม่ให้เปล่งเสียงร้องออกมา
 
 
ในขณะที่ชายหนุ่มตรงหน้าของนางยังคงใช้มือควานหาของที่เขาต้องการอยู่อย่างต่อเนื่อง รอยยิ้มหื่นกามของเขาก็ยังคงปรากฏบนใบหน้า ทำให้คนที่ถูกมองรู้สึกขยะแขยงอย่างมาก “ยังไม่ถึงเวลา แต่มันก็อีกแค่ 2-3 วันหลังจากนี้แล้ว พวกข้าต้องการมันล่วงหน้า หากเจ้าไม่มีเงินจริง ๆ งั้นเจ้าก็คงจะต้องนอนกับพวกข้าสัก 2-3 คืนเพื่อจ่ายหนี้แล้วล่ะ ! ใช่ว่าเจ้าจะไม่เคยเอาตัวเข้าแลกกับผู้ชายเพื่อเงินมาก่อน…”
 
 
ขณะที่ทั้ง 3 คนกำลังกล่าวข่มขู่เอรินอยู่นั้น พวกเขาก็รู้สึกถึงรังสีความเดือดดาลที่พุ่งเข้ามาปิดกั้นบริเวณรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น เสียงของริชาร์ดก็ดังขึ้น “ปล่อยนางเดี๋ยวนี้ !”
 
 
ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเอรินหยุดการเคลื่อนไหวของเขา ทว่าเขาก็ไม่ยอมปล่อยมือออกจากเอริน มือของเขายังคงจับอยู่ที่ตัวของนาง เขาจ้องมองไปยังเครื่องหมายบนปกเสื้อของริชาร์ดที่ยืนยันความเป็นตัวตนของเขา แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจว่าสิ่งนั้นหมายถึงอะไร ไฟร์บอลที่ขยับขึ้นลงบนมือขวาของริชาร์ดทำให้คนเหล่านั้นต่างเกิดอาการหวาดกลัว พวกเขารู้ดีว่าบุคคลผู้นี้จะต้องเป็นเมจ เพราะการปรากฏตัวด้วยภาพลักษณ์ที่หรูหราเช่นนี้เป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าอย่างน้อยเขาก็ถือเป็นผู้คุมกฎ สำหรับคนอย่างพวกเขาซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกขอบชายแดนบุคคลเช่นริชาร์ดนั้นเป็นเสมือนเป็นพระเจ้าที่พวกเขาไม่สามารถสู้ได้เลย
 
 
ริชาร์ดขมวดคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ เขากวาดสายตามองชายทั้ง 3 และก็รับรู้ว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่นี้ และดูเหมือนจะไม่ได้เป็นผู้อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการของดีพบลูด้วย เพราะหากพวกเขาเป็นคนภายในนี้ คนเหล่านี้จะต้องเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์บนปกเสื้อของเขาเป็นอย่างดี
 
 
และเมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นมองเห็นท่าทางของริชาร์ด ก็รวบรวมความกล้าเอ่ยปากถามขึ้นว่า “ข้าขอทราบว่าท่านคือใคร…”
 
 
“ริชาร์ด… ริชาร์ด อาเครอน”
 
 
ชายทั้ง 3 คนเกิดอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาต่างรีบแสดงความเคารพอย่างรวดเร็ว ทุกคนที่อาศัยอยู่ตามขอบแดนภายในดีพบลูต่างรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเหล่านักเรียนและเหล่าแกรนด์เมจของเลเจนดารี่เมจเป็นอย่างดี เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นข้อกำหนดขั้นต่ำในการอยู่รอดของพวกเขา ภายในพื้นที่นี้พวกเขาไม่กล้าที่จะทำความเลวใด ๆ ทุกคนต่างรู้ดีว่ามีตาวิเศษที่จับตามองอยู่ในทุก ๆ ที่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นคำเตือนสำหรับสาธารณชน เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่มีความกระตือรือร้นและไร้ความรู้มาทำร้ายผู้อยู่อาศัยในพื้นที่หรูหราเช่นนี้ ที่พักอาศัยละแวกนี้ไม่ได้มีเพียงแต่เมจที่ทรงพลังเท่านั้น แต่ยังมีบุตรของเหล่าชนชั้นสูงบางส่วนที่ไม่ได้มีพลังที่จะต่อสู้กับการรุกรานอยู่ด้วย จึงทำให้ต้องรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา
 
 
ชายทั้ง 3 คนปล่อยเอรินออกจากการรัดกุมทันที หญิงสาวรีบวิ่งมาหลบที่ด้านหลังของริชาร์ดพร้อมกับคว้าปลายเสื้อคลุมของริชาร์ดไว้ราวกับกระต่ายน้อยที่กำลังตื่นตระหนก
 
 
หัวหน้ากลุ่มของคนเหล่านั้นมองไปยังเอรินพร้อมกับส่งยิ้มไปยังริชาร์ด “ท่านลอร์ดริชาร์ด หญิงคนนี้ยืมเงินพวกข้าเป็นจำนวนมาก และเป็นเพราะนางไม่สามารถใช้หนี้พวกข้าได้ นางจึงหนีมาอยู่ภายในดีพบลูโดยไม่ยอมออกมาปรากฏตัวให้พวกข้าเห็น พวกข้ามายังดีพบลูก็เพราะไม่มีทางเลือก ตอนนี้พวกข้าเจอนางแล้ว แต่นางก็ยังไม่ยอมคืนเงินที่เคยยืมพวกข้าไป”
 
 
“แต่มันยังเหลืออีกตั้ง 3 วันนะ !” เอรินเปล่งเสียงร้องออกมาจากด้านหลังของริชาร์ด
 

ติดตามได้ที่เพจ : https://www.facebook.com/cityofsinnovel

ช่องทางการจัดจำหน่าย (ลงวันละ 3-4 ตอน) : https://novelrealm.com/detail.php?novel=51  <<< <<< (ถึงตอนที่ 165 แล้วครับ)