0 Views

ฤดูใบไม้ผลิ เป็นฤดูที่จะหอบเอาความรู้สึกสบายใจมาสู่หลากหลายเผ่าพันธุ์เสมอ เสมือนเป็นฤดูแห่งการเริ่มต้นใหม่ของทุกชีวิต พื้นแผ่นดินจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และช่วยให้โลกใบนี้คงอยู่ต่อไปได้

 

 

แน่นอนว่า ทุกสิ่งย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ…

 

 

บนโลกที่มีดินแดนแห่งชนเผ่าต่างๆจำนวนมาก มีทวีปกว้างใหญ่ และมีเผ่าพันธุ์นับล้าน มีสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน หากกะประมาณก็คงมีไม่น้อยกว่าพันล้านชีวิต หรือบางทีอาจจะมีมากเกินกว่านี้อีกมากมาย อย่างไรก็ตามนั่นก็เป็นเพียงสมมติฐานเท่านั้น

 

 

โลกนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง แม้แต่เทพเจ้าก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด ชีวิตและความตายเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก พลังงานจากดวงดาวหล่อเลี้ยงทุกชีวิตขับเคลื่อนวัฏจักรแห่งการเกิดและตายให้หมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง ดินแดนแห่งสวรรค์เองก็เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน ม่านของดวงดาวระยิบระยับแขวนอยู่บนท้องฟ้ายามราตรีเห็นได้อย่างเด่นชัดเมื่อมองขึ้นไปจากพื้นดิน ดวงดาวมากมายเหล่านั้น บ้างก็เป็นตัวแทนของความหวัง บ้างก็เป็นตัวแทนแห่งการทำลายล้าง ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานตั้งแต่กาลเวลาเริ่มต้น ในขณะที่ธรรมชาติอื่นๆก็คอยขับเคลื่อนความเป็นไปของโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน

 

สำหรับผู้คนทั่วไป โดยส่วนมากแล้ว ดวงดาวถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพเจ้า แต่นักปราชญ์บางคนกล่าวว่า ดวงดาวเป็นเสมือนตัวแทนแห่งดินแดนและโลกที่ไร้ขอบเขต  แม้ดวงดาวจะมีอยู่มากมายนับจำนวนได้ไม่สิ้นสุด แต่ดวงดาวที่ถูกทำลาย กลับพบเห็นได้เพียงไม่กี่ดวง แต่ไม่ว่าอย่างไร ไม่ว่าดาวดวงไหน ในท้ายที่สุดแล้วก็ต้องล่มสลายไป เพียงแต่อาจไม่มีผู้ใดมองเห็นมันเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลงลืมความตาย จนกระทั่งความตายมาเคาะประตูบ้าน

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่ ฤดูใบไม้ผลิ จะมาเยือนดินแดนส่วนต่างๆของโลก การมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิในทุกครั้งมีความสำคัญเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินแดนที่มีความพิเศษแห่งนี้ ที่มีเพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น และจะผันเปลี่ยนไปในทุกๆ 12 ปี สายลมอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิจะปลุกทุกสรรพสิ่งขึ้นจากการหลับไหลอันยาวนาน ทั่วทุกพื้นที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ของหลากหลายชีวิต และเมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ทั่วทั้งดินแดนจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่เงียบสงัด หลายๆชีวิตเข้าสู่การจำศีล ทุกสรรพสิ่งคล้ายหยุดเคลื่อนไหวราวกับถูกความตายเข้าปกคลุม ทุกครั้งที่ฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนไป กฎเกณฑ์หลักของโลกใบนี้ก็จะผันแปรไปตามฤดูกาลด้วย

 

ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของโลกใบนี้คือความงดงามทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ดวงอาทิตย์ 3 ดวงเด่นสง่าอยู่บนท้องฟ้า ถัดไปเป็นดวงดาวสีขาวขนาดใหญ่เรียงซ้อนเป็นแนวยาว แสงสว่างของดวงอาทิตย์และดวงดาวต่างๆสอดผสานรวมกัน ส่งเสริมพลังซึ่งกันและกัน จนทำให้สามารถสังเกตเห็นดาวมากมายบนท้องฟ้าได้แม้ในเวลากลางวัน สวยงามราวกับวงแหวนและแสงหลากสี แต่สิ่งที่ถือเป็นที่สุดของความงดงามบนโลกใบนี้คือ ดินแดนอันนับไม่ถ้วนที่เป็นล้วนมีเรื่องราวเป็นตำนานเล่าขานต่อๆกันมา

 

แม้บนโลกใบนี้จะมีหลากหลายทวีป แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต พื้นที่ 1 ใน 6 ของโลกคือผืนแผ่นดิน ถ้ามองลงมาจากบนท้องฟ้า จะเห็นว่าพื้นโลกส่องแสงที่ม่วงเข้มที่แสนงดงามและลึกลับ ดวงจันทร์บริวารที่โคจรรอบโลกมีทั้งหมด 6 ดวงแต่มีเพียง 3 ดวงที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนในเวลากลางคืน ดวงจันทร์ทุกดวงมีสีเฉพาะตัว ซึ่งนั่นเป็นรากฐานของเวทย์มนต์สำหรับ อารยธรรมของสิ่งมีชีวิตบนโลก

 

จากมุมมองบนท้องฟ้า จะเห็นภูเขา แม่น้ำ และผืนป่าที่ปกคลุมกระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน ย้อมโลกใบนี้ด้วยสีสันที่แตกต่างกันไป ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่สีม่วงก็ยังคงเป็นสีที่เด่นชัดและสำคัญมากที่สุด เทือกเขาขนาดยักษ์ครอบคลุมอาณาเขตกว้างใหญ่กว่า 1,000 กิโลเมตรและสูงไม่ต่ำกว่า 1,000 เมตร พบเห็นได้เป็นเรื่องปกติ เมืองหลากหลายขนาดจำนวนมากมายตั้งอยู่ตามแนวเทือกเขากระจัดกระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วโลกมองดูสวยงามราวกับทะเลดวงดาว

 

เทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มียอดที่สูงสุด ที่สูงถึง 2,000 เมตร และดูคมกริบราวกับใบมีด บนเทือกเขานั้นเต็มไปด้วยตึกระฟ้า และสิ่งปลูกสร้างจากโลหะมากมายตั้งอยู่ เมื่อมองจากมุมสูงก็จะเห็นสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นถูกห้อมล้อมไปด้วยสีม่วงของพื้นโลก มีการส่องสว่างและดับมืดลงราวกับเป็นจังหวะของชีวิต

 

ณ ศูนย์กลางของเมืองหลวงขนาดใหญ่ เป็นที่ตั้งของตึกสูงสีม่วงเข้ม ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ มียอดตึกสูงกว่า 3,000 เมตร ส่องแสงสว่างสีม่วงเจิดจ้าออกมา บนส่วนยอดของสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่นี้ ปรากฎร่างของชายรูปงาม สูงใหญ่กำยำ ร่างกายท่อนบนของเขาคล้ายกับมนุษย์ทั่วไป ในขณะที่ท่อนล่างมีลักษณะคล้ายกับขาม้าที่มีกีบขนาดใหญ่ ผิวหนังที่เป็นสีน้ำเงินช่วยขับความสง่างามแข็งแกร่งให้เด่นชัด หนวดนับ 10 เส้นสะบัดอยู่บริเวณแก้มและคาง ราวกับมีชีวิต ชายผู้นี้สวมชุดเกราะที่แปลกประหลาด ซึ่งทำจากโลหะแวววาว และบริเวณไหล่ของชุดเกราะดูคล้ายกับผสานเป็นเนื้อเดียวกันกับร่างกายของเขา

 

ชายผู้นี้ดูจะมีอายุที่มากแล้ว บาดแผลและริ้วรอยบนใบหน้าของเขาบ่งบอกว่าเขาผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากมาย และมีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนาน ในห้องที่เขายืนอยู่ รอบๆตัวของเขาถูกรายล้อมไปด้วยอักขระมากมาย แม้จะคล้ายกับว่ามันเคลื่อนที่อย่างไร้ทิศทาง แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่ามันกำลังหมุนวนไปตามการโคจรของดวงดาว ผนังด้านหนึ่งของห้องที่อยู่เบื้องหน้าชายชราผู้นี้ มีลักษณะคล้ายแก้วที่โปร่งใส ทำให้เขาสามารถชื่นชมทิวทัศน์ของโลกภายนอก และความยิ่งใหญ่อลังการของเมืองได้จากยอดเขาแห่งนี้ จากจุดที่เขายืนอยู่ สามารถมองเห็นเส้นขอบฟ้าที่อยู่ไกลออกไปได้ชัดเจน และจากจุดเดียวกันนี้ ถ้าหากใช้สายตาที่เฉียบคมพินิจดูอย่างตั้งใจแล้วล่ะก็ จะให้ความรู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลังมองดูโลกทั้งใบอยู่

 

ชื่อที่เหมาะสมที่สุดสำหรับห้องแห่งนี้ ที่ทุกชีวิตใฝ่ฝันว่าจะได้มาเยือนสักครั้งก็คือ : ‘วิหารทไวไลท์’ ที่ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างสูงเสียดฟ้า ตั้งอยู่บนดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของโลก ทันใดนั้น แสงกระพริบภายในห้องก็เผยให้เห็นชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสูงใหญ่กำยำ กำลังก้าวเท้าเข้ามาด้วยการก้าวเดินอันหนักหน่วง ด้วยกีบเท้าที่แข็งแกร่ง กล้ามเนื้อขาอันทรงพลัง และการย่ำเท้าที่หนักแน่นก่อให้เกิดแรงบดอัดมหาศาล ที่เสริมด้วยพายุอารมณ์ที่แสนร้อนรน ทำให้ทุกๆย่างก้าวของเขาก่อให้ประกายไฟของพื้นโลหะและทำให้ทั่วทั้งห้องสั่นสะเทือน แต่ทว่าพายุพลังอันเกรี้ยวกราดจากการก้าวเดินทุกย่างก้าวของเขา กลับไม่สามารถทำให้เกราะงดงามที่ไร้รอยขีดข่วนนั้นแปดเปิ้อนได้เลย

 

ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปหาชายชรา คุกเข่ากับพื้นแล้วพูดขึ้น “ชาแมน คนของข้าคงไม่สามารถยื้อเอาไว้ได้นาน ได้โปรดรีบไปจากที่นี้โดยเร็วเถอะ!”

 

ชายชราไม่ตอบรับ และไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ใบหน้านิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึก มีเพียงหนวดบนใบหน้าของเขาเท่านั้นที่ลู่ลง ปลายหนวดชี้ลงด้านล่างราวกับกำลังโศกเศร้า ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ เป็นช่วงเวลาที่โลกจะดูงดงามที่สุด เป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างกลางวันและกลางคืน ดวงอาทิตย์สีม่วง 2 ดวงในเวลากลางวันกำลังจะลับหายไป ในขณะเดียวกันดวงจันทร์ 3 ดวงกำลังจะขึ้นมา เมื่อแสงสุดท้ายแห่งอาทิตย์อัสดงอาบไล้พื้นโลก เส้นขอบฟ้าก็เต็มไปด้วยแสงหลากสีที่สะท้อนเข้ามาสู่ดวงตา ความมีชีวิตชีวาแห่งยามค่ำคืนถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ที่นี่ช่างสมกับชื่อ ‘วิหารทไวไลท์’
* วิหารทไวไลท์ แปลไทย = วิหารสนธยา

 

ทว่ายามสนธยาของวันนี้ช่างแตกต่างไปจากทุกวัน ในวันนี้ราวกับถึงวันแห่งการล่มสลาย ลูกบอลแสงส่องประกายตลอดแนวเทือกเขากว้างใหญ่ เสาแห่งแสงนับร้อยพุ่งขึ้นสูงสู่ท้องฟ้า และเปลวเพลิงลุกโชติช่วงเผาผลาญพื้นดินเบื้องล่างเป็นวงกว้าง พ่นหมอกควันและเถ้าถ่านจำนวนมากออกมาปกคลุมท้องฟ้า ทั่วทั้งผืนฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตามืดมนไปด้วยสีเทาเข้มของกลุ่มควัน ท่ามกลางกลุ่มควันนั้น จุดสีดำๆจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังบินผ่านเทือกเขาไป มันกำลังไล่ต้อน และชนปะทะกันอย่างรุนแรง ในตอนนี้มีบางส่วนที่ตกลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่างและเกิดเพลิงลุกไหม้ วิหารทไวไลท์กำลังสั่นสะเทือน แม้บาเรียจะสามารถป้องกันเสียงกึกก้องจากภายนอกได้ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นได้

 

ทันใดนั้น ก็ปรากฎภาพวัตถุขนาดใหญ่คล้ายดวงอาทิตย์สีแดงครอบครองพื้นที่ท้องฟ้าไปครึ่งหนึ่ง เงาขนาดใหญ่จำนวนมากข้ามท้องฟ้ามาอย่างง่ายดายราวกับกำลังเดินอยู่บนพื้นราบ มองดูจากระยะไกลยังไม่รู้แน่ชัดว่าคืออะไร แต่ถ้าหากมองดูใกล้ๆจะพบว่ามันคือสัตว์ประหลาดที่มีขนาดใหญ่เท่าเมือง ครีบขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับร่างกายขนาดมหึมาของมันมองดูคล้ายกับใบของเรือสำเภา พวกมันดูเหมือนสัตว์ประหลาดจากทะเลดึกดำบรรพขนาดยักษ์ที่มนุษย์มักเคยได้ยินจากเรื่องเล่า ขนาดของพวกมันใหญ่โตอย่างเหลือเชื่อ

 

เมื่อสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ขยับตัวครั้งหนึ่งก็ส่งให้เปลวไฟปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง นั่นไม่ใช่ไฟจากเวทย์มนต์หรือเปลวไฟจากสวรรค์ มันแทบไม่แผ่รังสีความร้อนใดๆ แต่ทว่ากลับสามารถเผาผลาญทุกอย่างได้ในชั่วพริบตา และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดับ! เปลวไฟนี้กวาดล้างเมืองมาเมืองแล้วเมืองเล่าอย่างน่าสยดสยอง ทั้งเมืองเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความทรมานและหวาดกลัว สิ่งไม่มีชีวิตมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านได้ในเสี้ยววินาที ขณะที่สิ่งมีชีวิตจะอยู่ได้นานกว่าเล็กน้อย พวกเขาจะได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส ทนทุกข์ทรมาน และตายลงอย่างช้าๆ

 

กลุ่มของเมฆหมอกอีกกลุ่มปรากฎขึ้นบนท้องฟ้า ที่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีสัตว์ประหลาดโบราณอีกตัวบุกมาถึงแล้ว เงาดำจำนวนมากรุกเข้าไปบนภูเขาและเข้าปะทะกับมัน บุรุษทั้งสองในห้องกระจกใสต่างก็รู้ดีว่า นักรบผู้กล้าแห่งชนเผ่าของพวกเขาเหล่านั้นกำลังเอาชีวิตไปทิ้ง เพื่อสู้กับศัตรูที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน การโจมตีของพวกเขากล้าหาญและเด็ดเดี่ยวมาก แต่มันก็ไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง นักรบจำนวนมากถูกเปลวไฟแผดเผาก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปใกล้เจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์ได้ และในที่สุดพวกเขาก็ถูกทำให้ร่วงลงมาจากท้องฟ้า

 

เปลวไฟจำนวนมาก ตามด้วยแท่งน้ำแข็ง และสายฟ้า ถูกยิงขึ้นมาจากพื้น นักรบในดินแดนแห่งนี้ล้วนเชี่ยวชาญด้านการโจมตีระยะไกล แม้ว่าเวทย์มนต์ของพวกเขาจะมีขนาดเล็ก แต่พลังทำลายล้างก็สูงมากพอที่จะทำให้ภูเขาพังราบไปได้ และแม้เวทมนต์ที่พวกเขาใช้จะดูธรรมดาเมื่อมองจากระยะไกล แต่ด้วยชื่อของ อะซูเร่โรร์  วอยด์สไมท์ เบลซซิ่งไบนด์  ดราก้อนบีชและซันเดอร์ริ่งสแลช ถือเป็นเวทย์มนต์ที่น่าเกรงขาม

 

แต่ทว่า แม้จะด้วยพลังระดับนั้น ก็ยังไร้ผลกับสัตว์ประหลาดเหล่านี้  ทำได้เพียงสกิดผิวหนังของมันเท่านั้น ไม่สามารถทำให้ร่างกายของสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ได้รับบาดเจ็บใดๆเลย

 

ชายหนุ่มยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น แต่สายตาของเขาทอดมองผ่านผนังกระจกใสออกไป ภาพสถานการณ์ภายนอกคุกรุ่นไปด้วยควันไฟ สายฟ้า และเปลวเพลิง แม้ทุกสิ่งจะเงียบงันไร้สุ่มเสียง แต่เขารู้ดี พลังของศัตรูนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะต้านทานได้ เขาเคยรับมือกับสัตว์ประหลาดพวกนี้มาก่อน ครั้งนั้นเขาเป็นหนึ่งในนักรบผู้กล้าหาญที่เข้าปะทะกับพวกมัน ตอนนั้นเขารอดชีวิตกลับมาได้ด้วยความแข็งแกร่งที่โดดเด่น เขาไม่ได้กลัวที่จะต้องแลกชีวิตกับพวกมัน แต่ในคร้งนั้นหน้าที่ในความรับผิดชอบของเขามีเพียงการเฝ้าดู

 

ชายหนุ่มผู้ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหันกลับไปมองชายชราผู้ยังคงยืนนิ่ง เมื่อเขาพูดอีกครั้ง เสียงของเขาก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ชาแมน มีเพียงแค่นักรับที่แข็งเเกร่งที่สุดของเราเท่านั้นที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับพวกมันได้ แม้เเต่เวทย์มนต์ของเมจระดับเลเจนดารี่ของเราก็ยังไร้ประโยชน์ พระเจ้าก็ยังไม่เข้าข้างพวกเรา การโจมตีของพวกเขาสูญเปล่าไม่ได้ต่างจากมดปลวกเล็กๆ พระเจ้าทอดทิ้งพวกเราแล้ว”

 

 “อย่าพึ่งกังวล พวกเรายังมี อสูรระดับดีไวท์อยู่” ชายชราผู้ถูกเรียกขานว่าชาแมนพูดขึ้นช้าๆ

 

“แต่ว่า…” ชายหนุ่มกำลังจะเอ่ยทักท้วงบางอย่าง แต่เมื่อเหลือบเห็นบางสิ่งที่ด้านนอกจากทางหางตา เสียงของเขาก็ขาดหายไปในในทันที เขาหันกลับไปมองสถานการณ์หายนะนั้นอีกครั้ง พื้นดินกำลังสั่นสะเทือน ขณะที่มังกรมีปีกสีเงินยวงงดงามตัวหนึ่งปรากฎตัวขึ้นจากทิวเขาด้านหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป สิ่งมีชีวิตที่สง่างามทำให้บรรยากาศบริเวณโดยรอบภูเขาแห่งนี้สว่างสดใสขึ้นมาอีกครั้ง ขับไล่ความมืดมนจากเมฆหมอกและฝุ่นควันจากการการต่อสู้ให้เบาบาง มังกรสีเงินตัวนี้คืออสูรสวรรค์ในร่างสุดยอด นางคือ ผู้พิทักษ์แห่งดินแดนนี้ —- มังกรน้ำแข็ง ‘เซร่า’

 

เซร่าแผดเสียงคำราม พร้อมกับพุ่งทะยานเข้าหาสัตว์ประหลาดตัวยักษ์จากด้านหลัง เพียงแค่เสียงคำรามของมังกรที่เคยเอาชนะศัตรูผู้รุกรานดินแดนมานับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์ ก็รุนแรงและทรงพลังจนทำให้หอสังเกตการณ์เกิดรอยแตกร้าว นางเริ่มโจมตีด้วยกรงเล็บแหลมคม เขาแหลมที่ทรงพลังและพลังเวทย์มนต์ที่รุนแรง  แม้ว่านางจะดูตัวเล็กเมื่อเทียบกับสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่บนท้องฟ้า แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ศัตรูได้รับบาดเจ็บจากการโจมตี สัตว์ประหลาดดึกดำบรรพ์ตัวแรกร่วงหล่นลงไปบนพื้น ท่วมกลางเสียงตะโกนเชียร์กึกก้องจากผู้คนทั่วทั้งดินเเดน ที่มารวมตัวกันราวกับมหาสมุทร

 

“แต่พวกเรามีเซร่าเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น” ชายหนุ่มพูด จนถึงตอนนี้เขาก็ยังดูไร้ความหวัง ชาแมนถอนหายใจออกมาในที่สุด ‘หนุ่มคนนี้คือผู้ที่มีพรวรรค์ที่สุดในรอบหลายสิบปี ความแข็งเเกร่งของเขาถึงระดับเลเจนดารี่ขั้นสูงสุด เขาเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถรอดมาจากการต่อสู้กับศัตรูที่น่าหวาดกลัวพวกนั้น ดังนั้นการคาดการณ์ของเขาก็คง…ไม่ผิด’

 

ริ้วรอยเหยี่ยวหย่นบนใบหน้าของชาแมนชัดเจนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับอายุของเขาเพิ่มขึ้นอีก 10 ปีในทันที เขาส่ายหน้าน้อยๆและถอนหายใจออกมาแรงๆครั้งหนึ่ง นั่นเองทำให้หนวด 2-3 เส้นบนใบหน้าของเขาลุกไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน และสลายหายไปก่อนจะตกถึงพื้น

 

ไกลออกไป ณ จุดหนึ่งของขอบฟ้า ปรากฎภาพเสาแห่งแสงสีเทาซีดจาง ที่ดูราวกับจะเชื่อมต่อพื้นดินและท้องฟ้าเข้าด้วยกัน ตรงนั้นเป็นจุดที่เซร่ากำจัดศัตรูของนางได้ แต่ทว่าในเวลานี้ มังกรน้ำแข็งผู้งดงามกำลังถูกขังอยู่ภายในเสาแห่งแสง และพยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อจะหนีออกมาให้ได้ นางส่งเสียงครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อปีกสีเงินยวงของนางถูกทำลายลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักร่างกายของนางก็สลายกลายเป็นเถ้าถ่าน หลงเหลือเป็นเพียงกองขี้เถ้าสีเงินคล้ายกองทรายที่ระยิบระยับงดงาม

 

 “รีบไปเถอะชาแมน พวกเรายังมีเวลา ข้าสามารถเดินทางไปอีกดินเเดนหนึ่งด้วยสกิลของข้า ขอเพียงท่านยังมีชีวิตอยู่ ตำนานแห่งวิหารทไวไลท์ก็จะยังคงอยู่ตลอดไป!” แม้แต่ในเวลาแบบนี้เสียงของเขาก็ยังเเน่วเเน่และเด็ดเดี่ยว เขาหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงเรื่องที่ว่า หากเขาเปิดประตูวาร์ปไปในอีกดินแดนหนึ่งแล้ว นั่นก็เท่ากับว่า เขาต้องแลกด้วยชีวิตของเขา ด้วยจิตวิญญาณของเขา เพราะเขารู้ว่านี่คือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้

 

หนังสือสีแดงหนาหนักเล่มหนึ่ง ปรากฎขั้นในมือของชาแมน มันดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยมนต์ขลัง เมื่อมันปรากฎขึ้นกลิ่นอายของความเก่าแก่โบราณก็ปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง ราวกับชาแมนกำลังถือประวัติศาตร์อันยาวกว่าหนึ่งพันปีทั้งหมดไว้ในมือ

 

 “หนึ่งสือแห่งอิเทอร์นิตี้!” ดวงตาของชายหนุ่มเป็นประกายด้วยความหวัง เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าชาแมนยังมีอาวุธระดับดีไวท์อีกอย่างหนึ่งอยู่ในมือ

 

ชาแมนยังคงดูสงบเยือกเย็น ขณะที่เขาเปิดหนังสือออก ภาพที่ปรากฎบนหน้าแรก คือฉากที่เซร่ากำลังดิ้นรนอยู่ในเสาแสงสีเทา แม้ว่าภาพนั้นจะมัวหม่นเป็นสีเหลืองอ่อนซีดจาง และไม่ชัดเจนนัก แต่ก็บีบหัวใจของพวกเขาจนแทบแหลกสลาย นี่เป็นภาพแห่งความสิ้นหวังอย่างแท้จริง

 

ชายหนุ่มรู้จักพลังของหนังสือแห่งอิเทอร์นิตี้ เขาเพียงเเค่จ้องมองไปที่ภาพ ก่อนที่จะเพ่งความสนใจไปที่มือของชาแมน โดยหวังว่าชายชราจะรีบเปิดไปยังหน้าถัดไปโดยเร็ว

 

ชาแมนเปิดหนังสือหน้าถัดไป หน้ากระดาษถูกพลิกเปิดช้าๆ เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังของกระดาษหน้านั้น

 

ทว่าสิ่งที่ปรากฎให้เห็นมีเพียงความว่างเปล่า! หลังจากผู้พิทักษ์คนล่าสุดดับสูญไป ก็ไม่มีบทถัดไปอีกแล้ว….

 

ใบหน้าของชายหนุ่มที่จ้องมองหน้าหนังสือนั้น เต็มไปด้วยด้วยความสับสนอย่างหนัก แต่ในใจของเขาเวลานี้กลับมีแต่ความว่างเปล่า

 

เสียงคร่ำครวญแห่งวันสิ้นโลกดังขึ้นภายนอก ทุกพื้นที่กำลังตกอยู่ในเปลวไฟที่ลุกโชติช่วง เสาแห่งแสงปรากฎขึ้นมาทั่วทั้งดินแดนและกำลังทำลายล้างทุกสรรพสิ่งให้พินาศย่อยยับ

 

นั่นคือการเริ่มต้นของยุคสมัยที่ 6 ที่กำลังใกล้เข้ามา

 

และนั่น….. คือจุดจบ!

 

……..

 

ฤดูใบไม้ผลิ เป็นฤดูที่จะนำพาเอาความสุขมาสู่ทุกชีวิตและเผ่าพันธุ์เสมอ พื้นแผ่นดินจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และช่วยให้ดินแดนต่างๆยังคงอยู่ต่อไปได้ และนี่ก็เป็นเรื่องที่เป็นจริงอย่างยิ่งสำหรับ ‘ทวีปนัวแลนด์’ ดินแดนอันงดงาม และอุดมสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อ ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลแต่ก็เต็มไปด้วยความลึกลับ

 

‘ป่าเอฟเวอร์ไนท์’ เปรียบเสมือนกับอัญมณีงดงามที่ตั้งอยู่ในทวีปนัวแลนด์ ถึงแม้ที่แห่งนี้จะไม่ใช่ผืนป่าขนาดใหญ่ที่สุดหรือสวยงามที่สุดในทวีปนี้ แต่ภายในนั้นก็ยังยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่ดูจากภายนอกมาก และเต็มไปด้วยความลึกลับที่มากเกินกว่าหลายคนจะจิตนาการได้  มีข่าวลือแพร่สะพัดว่า ผืนป่าแห่งนี้เป็นที่ซ่อนตัวของเผ่าพันธุ์มากมายรวมไปถึงเป็นที่ตั้งอาณาจักรของ ‘เอลฟ์ซิลเวอร์มูน’  แต่นั่นก็เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงใดๆ แต่ไม่ว่าอย่างไร ดินแดนลึกลับแห่งนี้ จะมีเพียงแต่เอลฟ์เท่านั้น ที่สามารถเดินทางเข้า-ออกได้อย่างอิสระ หากมนุษย์หรือเผ่าพันธุ์อื่น จะเข้าไปภายในป่าเอฟเวอร์ไนท์ พวกเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

 

ห่างออกไปจากป่าเอฟเวอร์ไนท์เล็กน้อย คาราวานขนส่งสินค้าที่มีขบวนสินค้านับสิบรายการและมีผู้คุ้มกันมากกว่า 20 คน กำลังเดินทางเคลื่อนขบวนอย่างเชื่องช้า ทุกคนในขบวนไม่มีท่าทีรีบเร่ง ซึ่งนับว่าค่อนข้างแปลกสำหรับอาชีพพ่อค้าที่เวลาทุกวินาทีมีค่าเป็นเงิน

 

ฤดูใบไม้ผลิ คือฤดูที่งดงามที่สุดในดินเเดนแห่งนี้ เป็นฤดูที่ช่วยยกระดับจิตวิญญาณและนำพาความสุขมาให้ทุกชีวิต บรรยากาศที่อบอุ่นผสมผสานกับกลิ่นของดอกไม้ประจำฤดูกาลนานาชนิดลอยอบอวลอยู่บนพื้นดินอย่างอ่อนโยน ช่วยพัดพาความกังวลและความเหนื่อยล้าของนักเดินทางให้หายไปได้

 

คาราวานสินค้านี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือมีสินค้าจำนวนมากนัก และน้ำหนักโดยรวมของสินค้าทั้งหมดก็ไม่ได้มากมาย แต่กลับใช้ผู้คุ้มกันจำนวนมากขนาดนี้ ซึ่งก็ดูจะฟุ่มเฟือยไปสักนิด หนึ่งในกลุ่มผู้คุ้มกันนั้น มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังอยู่ในช่วงสำคัญที่สุดของการฝึกหัด เขาสวมชุดเกราะที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตพร้อมกับอาวุธครบมือที่ดูสะอาดเรียบร้อย ชายหนุ่มผู้นั้นกำลังนั่งอยู่บนอานม้าชั้นดี บนหลังม้าตัวใหญ่แข็งแรง ซึ่งนั่นเป็นหลักฐานที่บ่งบอกได้อย่างเด่นชัดว่า การเดินทางครั้งนี้สำคัญและจริงจังเป็นอย่างยิ่ง สินค้าชั้นดีย่อมต้องมีผู้คุ้มกันที่มีฝีมือดีเลิศ

 

เมื่อดูจากการแต่งการของชายหนุ่มคนนั้นแล้ว ผู้ว่าจ้างผู้คุ้มกันกลุ่มนี้คงมีฐานะที่ไม่ธรรมดา

 

การแต่งกายของชายหนุ่มผู้คุ้มกันที่สวมใส่แต่เสื้อผ้าเนื้อดีรวมถึงพกพาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ครบครั้น ทำจากวัสดุชั้นดี แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้คุ้มกันเหล่านี้น่าจะมีรายได้ไม่น้อย ค่าจ้างจากการคุ้มกันที่สูงบ่งบอกฐานะและนิสัยการใช้เงินของนายจ้างของพวกเข้าได้เป็นอย่างดี และนั่นก็มีความหมายว่า เงินและอำนาจคือสิ่งสำคัญของทวีปนัวแลนด์แห่งนี้ หากเป็นผู้ที่พอมีประสบการณ์ก็จะสังเกตุเห็นได้ว่ากลุ่มคาราวานนี้ขนสินค้าที่มาจากป่าเอฟเวอร์ไนท์——– เนื้อและขนของสัตว์เฉพาะถิ่น วัสดุหรือวัตถุดิบหลายชนิด และยังมีไม้หายากอีกจำนวนหนึ่ง

 

สัญลักษณ์ที่อยู่บนขบวนสินค้าเหล่านั้น บ่งบอกว่าผู้เป็นเจ้าของเป็นชนชั้นขุนนาง ผู้ที่มีการศึกษาและได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายที่อยู่บนตัวม้าก็จะจดจำรูปนกกระทา 3 ตัวที่อยู่ตรงกลางได้ ตระกูลนี้ดูแลกิจการขนส่งสินค้ามาไม่ต่ำกว่า 400 ปีแล้ว ถือว่าเป็นตระกูลเก่าเเก่ และยังมีความดีความชอบจากสงครามเก่าก่อน เเม้ว่าช่วงที่ผ่านมาอิทธิพลของพวกเขาจะไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเช่นกัน

 

อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมความสามารถของผู้คุ้มกัน และมันจะทำให้พวกโจรป่าที่คิดจะดักปล้นขบวนสินค้าของพวกเขาต้องหยุดคิดให้รอบคอบอีกครั้ง กำไรที่ได้จากการต่อสู้จะคุ้มค่ากับเลือดเนื้อที่ต้องเสียไปหรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับอาวุธและชุดเกราะ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีส่วนสำคัญมากในการต่อสู้ ตลอดทางที่ผ่านมาขบวนสินค้านี้ยังไม่พบเจอกับโจรที่มาดักปล้นเลยระหว่างการเดินทาง

 

เด็กสาววัยรุ่นในกลุ่มผู้หนึ่งเปิดปากหาวเสียงดัง นางใช้ดวงตาที่สดใสมีชีวิตชีวากวาดตามองไปรอบๆ แล้วพูดออกมาอย่างเบื่อหน่าย “มันเงียบจริงๆ… ทำไมไม่มีพวกโจรป่าเลยสักคนนะ? หรือพวกเขาฉลาดขึ้นกันแล้ว?”  นางสวมใส่ชุดเกราะเข้ารูปที่ดูงดงามเหมาะสม ผมสีน้ำตาลแดงเงางามถูกมัดรวบเป็นหางม้าอยู่ด้านหลัง นัยตาสุกใสของนางดูคล้ายกับเด็กสาวไร้เดียงสา ดาบ 2 เล่มเเขวนอยู่ข้างม้าตัวใหญ่ที่นางขี่อยู่

 

หญิงสาวที่ดูจะมีอายุมากกว่าเล็กน้อย เมื่อได้ยินก็คลี่ยิ้มส่งให้ แล้วพูดตอบเด็กสาวผมแดงในทันที “ก็พวกที่ไม่ฉลาดถูกกวาดล้างไปหมดแล้วไม่ใช่หรือไง?” หญิงสาวผู้นี้นั่งอยู่บนหลังม้าอีกตัว นางสาวเสื้อคลุมเรียบๆที่ดูเรียบร้อย

 

เด็กสาวผมแดงดูไม่ค่อยจะพอใจนัก “ไม่มีพวกโจรที่กล้าหาญบ้างเลยหรือไง?”

 

“คนที่กล้าก็มีเเต่จะตายเร็วเท่านั้น” หญิงสาวในชุดคลุมเรียบๆตอบโต้ยิ้มๆ

 

คำตอบนี้ทำให้เด็กสาวผมแดงจำนนในคำพูด นางบุ้ยปากอยู่สักพัก ก่อนจะพูดออกมา “ข้าไม่เคยชนะเจ้าเลยจริงๆ เอเลน่า”

 

หญิงสาวนามว่าเอเลน่า สวมเสื้อคลุมที่มีสีและแบบเรียบๆ ไม่ฉูดฉาดโดดเด่น นางแต่งกายคล้ายพวกอโคไลท์หรือไม่ก็พวกเมจ ผมสีดำพริ้วสลวย ยาวถึงหน้าอก ถูกปล่อยสยายอยู่ล้อมรอบใบหน้าคมคาย นางไม่ได้งามสะดุดตา รูปร่างและใบหน้าไม่โดดเด่นมากนัก แต่ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์อันบริสุทธิ์ที่พอจะดึงดูดความสนใจได้ เห็นได้ชัดว่าเอเลน่ารู้จุดอ่อนของเด็กสาวผมแดง นางพยายามทำให้สาวน้อยคลายความหม่นหมอง กลับมาสดใสอีกครั้ง

 

ทันใดนั้นก็มีเสียงควบม้าดังมาจากด้านหลังของขบวนสินค้า เหล่าผู้คุ้มกันตื่นตัวขึ้นในทันที พวกเขาขยับตัวอย่างระมัดระวัง กระชับอาวุธในมือให้พร้อมใช้งาน ขบวนสินค้ายังคงเคลื่อนตัวต่อไปไม่หยุด และเหล่าผู้คุ้มกันก็พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาแล้ว ถึงแม้ที่นี่จะเป็นเขตแดนของไวเคานต์แอนซิการ์  ที่คอยดูแลปราบปรามโจรผู้ร้ายอยู่เสมอ แต่การฝึกฝนที่ดีเยี่ยมของผู้คุ้มกันกลุ่มนี้สอนให้พวกเข้าไม่ประมาท

 

เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง ไม่นานนักก็ปรากฎร่างของม้าและคนขี่ม้าออกมาจากม่านหมอกที่หนาทึบ ผู้มาเยื่อนเป็นชายหนุ่มเขามีท่าทีค่อนข้างรีบร้อน ผมบนหัวของเขาที่ยุ่งเหยิงด้วยแรงลม กำลังปลิวไสวไปมาบนผ้าคลุมสีเเดง ภายในชุดเกราะของชายผู้นี้ไม่ได้สวมเสื้อ มีเพียงแค่กล้ามเนื้อหน้าอกที่ดูกำยำ ที่มีขนหนาๆขึ้นปกคลุม

 

ไม่รู้ว่าชายผู้นี้เพียงอยากอวดความกำยำของร่างกายหรือนี่เป็นเครื่องแต่งกายที่เขาจำเป็นต้องใส่ แต่อาชาสีดำที่เขาขี่มีนาดใหญ่โตกว่าม้าธรรมดาทั่วไปมาก บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ามันมีเชื้อสายของสัตว์อสูร และแม้ชายผู้นั้นจะอยู่บนหลังม้าเพียงแค่คนเดียว แต่รัศมีออร่าบนตัวเขานั้นกลับเปล่งประกาย ให้ความรู้สึกราวกับเผชิญหน้ากับทหารหาญนับพัน

 

กลุ่มผู้คุ้มกันต่างหน้าถอดสีทันที เมื่อมองเห็นผู้มาเยือนกำลังเข้าเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ พวกเขากำอาวุธในมือเเน่ และบางคนถึงกลับชักอาวุธออกมาครึ่งหนึ่งแล้ว อาวุธของเหล่าผู้คุ้มกันเปล่งแสงเป็นประกายบ่งบอกว่าถูกปรับปรุงพัฒนาขึ้นมาด้วยพลังเวทย์ อาวุธแต่ละชิ้นมีราคาที่สูงลิ่ว และแพงยิ่งกว่าหนังของสัตว์เเปลก ที่เป็นสินค้าของทั้งคาราวานสินค้านี้อีก

 

*เช้ง!* ดาบของเด็กสาวผมแดงส่งเสียงและพุ่งทะยานเข้าสู่มือของนางโดยอัติโนมัติ ดวงตาสดใสเป็นประกายอย่างนึกสนุก ขณะที่นางชี้ดาบไปที่ผู้ที่กำลังขี่ม้าตรงเข้ามา

 

 “โจรงั้นเหรอ ?!”

 

“อย่าเหลวไหล!” เอเลน่าหยุดสาวน้อยที่กำลังตื่นเต้นผู้นั้นในทันที นางสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าของผู้คุ้มกันแต่ละคนกำลังฉายชัดด้วยหวาดกลัวออกมา แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาจะยังคงนิ่งเงียบและปฏิบัติตามหน้าที่อย่างแข็งขันอยู่

 

ชายผู้อยู่บนหลังม้าเร่งความเร็วและพุ่งทะยานผ่านพวกเขาไปด้วยความเร็วราวกับสายฟ้า ผ่านคนและม้า สินค้า และล้อเกวียนมากมาย ผมดำยาวที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆของเอเลน่าปลิวขึ้นไปตามสายลมขากความเร็วที่พัดผ่านไป เขาเคลื่อนที่นำหน้าขบวนสินค้าและเหล่าผู้คุ้มกันไปหลายสิบเมตร แต่ทันใดนั้น เขาก็หยุดฝีเท้าม้าบังคับให้มันหมุนวนอยู่รอบหนึ่ง และตะโกนกลับมาหาเหล่าผู้คุ้มกันทั้งหมดว่า

 

“เฮ้ คนสวยข้าชื่อ กาตอน!”

 

หลังจากที่เขาตะโกนออกมาแล้วเขาก็จากไปทันที ทุกคนที่อยู่ในขบวนสินค้าได้เเต่ยืนดูแผ่นหลังของเขาลับหายไปอย่างอึ้งๆระคนงุนงง

 

“เอเลน่า เขาพยายามจะจีบเจ้างั้นเหรอ ?” สาวน้อยผมม้าพูดขึ้นหลังจากที่หายจากอาการงงงวยแล้ว

 

“เขาพูดกับเจ้าต่างหากล่ะซุ”

 

“ไม่ เขามองไปที่เจ้า….” ซุต้องการจะพูดต่อ แต่ลมหมุนเล็กๆจากนิ้วของเอเลน่าก็ตีเข้าที่สะโพกม้าที่นางกำลังขี่อยู่ อาชาตัวใหญ่ออกวิ่งในทันทีพาให้ซุเดินทางล่วงหน้าออกไปไกล และสาวน้อยผมม้านามว่า ซุ ก็ทำได้เพียงเเค่ส่งเสียงร้องออกมา

 

หลังจากนั้นยังไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดเกิดขึ้นอีก จนกระทั่งคาราวานการค้าเดินทางมาจนถึงที่พัก พวกเขาเลือกโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองลัดวิกสำหรับการนอนหลับพักผ่อนในค่ำคืนนี้

 

เมืองลัดวิกเป็นเมืองขนาดกลางที่ค่อนไปทางขนาดเล็ก ตลอดทั้งเมืองมีถนนสายหลักเพียงสายเดียวที่เชื่อมเมืองทั้งสองฝากเข้าด้วยกัน ประชากรเมืองนี้มีจำนวนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น แต่เนื่องจากเมืองลัดวิกตั้งอยู่ระหว่าง เขตเเดนของไวเคานต์แอนซิการ์และป่าเอฟเวอร์ไนท์ จึงมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาจำนวนมาก และกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญสูง ถนนสายหลักเรียงรายไปด้วยโรงเเรมและร้านอาหารนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังมีร้านขายอาวุธที่มีชื่อเสียง ร้านขายอุปกรณ์เวทย์มนต์  และมีแหล่งค้าขายหนังของสัตว์มายาอีกด้วย และด้วยความได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้งนี้ ทำให้เมืองลักวิกกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ

 

ทุกอย่างในเมืองนี้ล้วนมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยม แม้แต่เหล้าท้องถิ่นของที่นี่ก็ยังเป็นสิ่งปลอบประโลมชั้นดี ที่ช่วยให้ยามเย็นจนถึงยามค่ำคืนเต็มไปด้วยสีสันชีวิตชีวา บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอบอวลไปด้วยกลิ่นของอาหารเลิศรสและสุราชั้นเยี่ยม มื้อค่ำเป็นเวลาที่ทุกคนจะได้พักผ่อนหลังจากที่ทำงานมาตลอดทั้งวัน สมาชิกของคาราวานการค้ารวมตัวกันอยู่ภายในห้องอาหารของโรงแรมที่พัก ซึ่งมีขนาดใหญ่ พื้นที่กว้างขวางสามารถจุคนได้จำนวนมาก แม้สมาชิกของคาราวานสินค้าทุกคนจะอยู่รวมกันทั้งหมดก็ยังไม่แออัด

 

วงนักดนตรีพเนจร ที่ประกอบไปด้วยสมาชิก 3 คน กำลังบรรเลงดนตรีอยู่บนเวทียกพื้นเล็กๆใกล้ๆกับบาร์เครื่องดื่ม 2 คนทางด้านข้างดีดกีต้าร์โปร่งตัวใหญ่ ในขณะที่คนตรงกลางกำลังตีกล้องพื้นเมืองพร้อมกับขับบทกวีที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ วีรบุรษบนหลังม้าสีดำ ‘อเล็กซานเดอร์’ เขาเลียนแบบเสียงควบม้าประกอบจังหวะที่ทรงพลังของกลอง จนกลายเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ สร้างเอกลักษณ์และเพิ่มเสน่ห์ของการเล่าเรื่อง นั่นเองที่ช่วยอธิบายว่าเหตุใดนักดนตรีกลุ่มนี้จึงดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาชมได้มากมายนัก เเม้ว่าคนเหล่านั้นจะได้ฟังเรื่องราวนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ตาม สุรารสเยี่ยมหมดไปไหเเล้วไหเล่า เหล้าทำให้เลือดลมสูบฉีดและทำให้หัวของพวกเขาโล่ง และยังเหมือนกับว่าทำให้จังหวะของกลองดูสนุกสนานมากขึ้นอีก แม้เเต่ตัวเอเลน่าเองก็ตาม

 

ทันใดนั้น ก็มีเสียงฝีเท้าของม้าดังขึ้นที่นอกประตู และหยุดอยู่ตรงทางเข้าหน้าโรงแรม ไม่นานนักก็มีชายหนุ่มหน้าตาดีผู้หนึ่งเดินเข้ามาภายในบาร์ ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตจึงทำให้เขาต้องก้มตัวเพื่อลอดผ่านประตูเข้ามา ชายผู้นั้นกวาดสายตามองไปรอบๆ พลันสายตาของเขาก็หยุดอยู่ตรงมุมหนึ่งของบาร์ ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อมองเห็นเอเลน่าและซุ แต่พร้อมกันนั้นตาของเขาก็ปะทะเข้ากับสายตาอีกหลายคู่มองกลับมาอย่างทิ่มเเทง และนั่นคือสายตาของเหล่าผู้คุ้มกันที่อยู่รอบๆตัวหญิงสาวทั้งสอง แต่เขาก็ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย เขามองไปที่เอเลน่าพร้อมกับยิ้มกว้าง ราวกับว่าโลกใบนี้มีเพียงเขาและนางเพียงสองคน

 

 “เฮ้คนสวย พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ! ข้าชื่อกาตอน !”

 

ในสายตาของผู้อื่น ชายผู้นี้ดูหุนหันพลันแล่น และดูจะเป็นพวกชอบโอ้อวดความทรงเสน่ห์ของตนเอง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแกร่งราวกับสร้างจากเหล็กของเขา แม้ว่าจะมีกล้ามเนื้อเป็นมัดมองเห็นได้ชัดเจน และมีหนวดเครายาวบนใบหน้า แต่ก็พอมองออกว่าเขายังอยู่ในวัยหนุ่ม ดวงตาคู่คมของเขาเป็นสีเขียวเข้มลึกล้ำงดงามราวกับมรกต มันทั้งสดใสและดูบริสุทธิ์ เมื่อจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นจะรู้สึกถึงความลึกลับที่ดูราวกับมีชีวิต ชายผู้นี้มีรอยเเผลเป็นยาวสีเเดงตั้งแต่ใต้ตาลงมาถึงข้างแก้มด้านซ้าย เห็นได้ชัดว่าเป็นเเผลที่ค่อนข้างใหม่ เเต่รอยแผลนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขาเสียโฉมมากนัก ตรงกันข้ามมันกลับช่วยเพิ่มความดุดันสมกับเป็นลูกผู้ชายให้เขา ชุดเกราะที่เขาสวมอยู่ไม่ได้สร้างจากวัสดุคุณภาพสูง และมันก็มีรอยฉีกขาดอยู่เต็มไปหมด

 

ดวงตาของซุเป็นประกาย นางจ้องมองไปยังชายหนุ่มนามกาตอนผู้นั้นแล้วอุทานน้ำเสียงตื่นเต้น “โจรป่า?”

 

“นักผจญภัย”

 

“แย่จริง” เห็นได้ชัดว่าซุผิดหวังกับคำตอบของกาตอน แต่นางก็ยังคงถามต่อไป “ทำไมเจ้าถึงได้สะกดรอยตามพวกเรา ?”

 

กาตอนยิ้ม แล้วชี้ไปที่เอเลน่า “เพราะว่าข้าชอบนาง!”

 

“อ้า ช่างเป็นคนที่หน้าไม่อายจริงๆ” ซุเหน็บแนมตรงๆ ไม่สามารถปิดบังความผิดหวังไม่ให้ออกมาทางสีหน้าได้

 

เอเลน่ายังคงนิ่งเงียบ แต่ผู้คุ้มกันหลายคนตบไปที่ชุดเกราะของตัวเองเพื่อเป็นการเตือน และบางคนก็ชักดาบออกมาแล้ว ทันทีที่ดาบถูกชักออกจากฝัก ออร่าของผู้คุ้มกันก็เปลี่ยนไป เกิดแรงกดดันหนักหน่วงเพิ่มมากขึ้นและบรรยากาศรอบตัวของพวกเขาเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน อุณหภูมิในห้องอาหารลดต่ำลงในทันที เหล่านักเดินทางคนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องเริ่มลดเสียงของตัวเองลง พวกเขาที่มีประสบการณ์การเดินทางมาอย่างโชกโชน จึงพอจะดูออกว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น เเม้ว่าผู้คุ้มกันเหล่านี้จะไม่ได้มีฝีมือเป็นเลิศในหมู่ผู้คุ้มกัน แต่พวกเขาก็มีประสบการณ์การต่อสู้มาไม่น้อย ความสามารถของพวกเขาเหนือกว่าความหนุ่มที่เห็นอยู่มาก

 

สถานการณ์ตรึงเครียดที่เกิดขึ้น  ทำให้เอเลน่าขมวดคิ้วมุ่น นางใช้ตาสีฟ้าคู่งามมองดูพวกพ้อง ในตอนนี้ดวงตาที่เคยเป็นประกายนั้น ดูราวกับกำลังจะลุกเป็นไฟ ผู้คุ้มกันทั้งหมดเก็บอาวุธทันทีเมื่อเห็นนางส่งสัญญาณ พวกเขากลับไปนั่งที่ แต่ก็ยังจับจ้องไปที่กาตอนไม่วางตา หากมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นพวกเขาก็พร้อมที่จะใช้ดาบเเทงคนโอหังผู้นั้นทันที

 

เอเลน่าหันไปมองกาตอนดวงตายังคงมีแววขุ่นเคืองเล็กๆ นางพูดขึ้นเสียงเรียบ  “ข้าไม่ชอบการยึดติดที่ไร้ความหมาย เจ้าจะไม่ได้อะไรจากข้าหรอก”

 

กาตอนหัวเราะ “ข้าชอบเจ้า และเจ้าก็จะตกหลุมรักข้า นี่คือคำพยากรณ์”

 

“ถ้าอย่างงั้นเจ้าชอบข้าก็เพราะคำพยากรณ์งั้นเหรอ ?”  เอเลน่ายังคงแสดงท่าทีเรียบเฉยเช่นเดิม นางไม่สนใจจะเอ่ยถามเลยด้วยซ้ำว่าคำพยากรณ์นี้มาจากผู้ใด

 

“มันไม่ใช่คำพยากรณ์ที่เป็นทางการ ข้าชอบเจ้า ตั้งแต่เห็นเจ้าครั้งแรก เรื่องนี้มันง่ายนิดเดียว “

 

“มันเป็นคำพยากรณ์ของใคร?”

 

“ของข้าเอง”

 

เอเลน่าถอนหายใจออกมา ก่อนหน้านี้นางมีความสงสัยเกี่ยวกับชายที่อยู่ตรงหน้าเต็มไปหมด แต่ไม่นานนักนางก็ได้ข้อสรุปแล้วว่าเขาก็เเค่พวกอันธพาลธรรมดา แต่ทว่าด้วยเเววตาที่ดูแสนซื่อของเขาก็ยังชวนให้เกิดความกังขา และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้นางยังไม่ยอมให้ผู้คุ้มกันของนางจัดการกับเขา เเต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ความอดทนของนางเริ่มหมดลงไปจากความไร้เหตุผลของเขาแล้ว

 

ทว่าซุกลับเริ่มจะตื่นเต้นขึ้นมาอีกแล้ว นางพูดเเทรกขึ้นมา “โอเค เจ้าชอบเอเลน่า งั้นเจ้าก็ต้องพิสูจน์มัน! ทำไมเจ้าไม่ซื้อเครื่องดืมให้เราสักหน่อยล่ะ ?”

 

กาตอนหยิบถุงเงินออกมา และก่อนที่เอเลน่าจะปฎิเสธได้ทัน เขาก็เทเหรียญในถุงลงบนโต๊ะ เขาชี้ไปที่ทุกคนในคาราวานขนสินค้าและตะโกน “เฮ้ เถ้าแก่! วันนี้ข้าจะเป็นเจ้ามือให้พวกเขาเอง เสริฟเหล้าองุ่นให้ทุกคนในนี้ด้วย !”

 

เขาเทเหรียญออกมาจำนวนมาก แต่เกือบทั้งหมดเป็นเหรียญทองแดง มีเหรียญเงินอยู่เพียงไม่กี่เหรียญ ไม่ต้องพูดถึงเหรียญทอง ซึ่งนั่นมันยังไม่เพียงพอแม้เเต่จะซื้อเหล้าองุ่น 1 แก้ว กาตอนเอามือจับหัวของตัวเองอย่างเขินอาย “เอ่อ คือ.. ข้าเพิ่งจะเริ่มเป็นนักผจญภัย ข้ายังไม่มี….”

 

และนั่นก็ทำให้คนอื่นๆทั้งห้องอาหารส่งเสียงหัวเราะออกมา การผจญภัยของพวกเขามักจะต้องเจอกับภาวะตึงเครียดและอันตราย น้อยครั้งนักที่พวกเขาจะได้พบเจอกับสถานการณ์ที่น่าขำเช่นนี้

 

แต่เหล่าผู้คุ้มกันกลับมีท่าทีตรงกันข้าม สีหน้าของพวกเขาดูบูดบึ้งยิ่งกว่าเดิม  ซุเริ่มจะสนใจกาตอนมากขึ้น “ข้าเด็กกว่าเอเลน่าอีก และข้าก็หุ่นดีกว่าด้วย ทำไมเจ้าถึงไม่ชอบข้าบ้าง ?”  ซุมั่นใจว่า ตัวนางดูมีชีวิตชีวา เเละเต็มเปี่ยมไปด้วยความสดใสมากกว่า และนางก็ยังสูงกว่าเอเลน่าถึงครึ่งหัว และการที่นางฝึกซ้อมการต่อสู้มามากก็ทำให้รูปร่างของนางดูดีกว่าเอเลน่า และควรจะน่าดึงดูดสำหรับพวกหนุ่มๆมากกว่าด้วย

 

กาตอนลูบท้ายทอยของตัวเองแล้วตอบ “เอ่อ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมข้าถึงชอบนาง ตั้งเเต่ที่ข้าเห็นนางครั้งแรกข้าก็ชอบนางแล้ว “

 

ซุดูจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบลงง่ายๆ “งั้นก็ลองพูดถึงตัวเองหน่อย อะไรที่ทำให้เจ้าคู่ควรกับเอเลน่า ?”

 

“ข้าเป็นเชื้อพระวงศ์!” กาตอนตอบอย่างนึกขึ้นได้ ขณะเดียวกันก็คลำหาบางอย่างในกระเป๋า สิ่งที่เขาล้วงออกมาเป็นตราสัญลักษณ์ ดูโบราณเก่าแก่ เเม้ว่าลวดลายของมันจะจางไปมากแล้วแต่ก็ยังเป็นที่จดจำได้ดี สถานะทางสังคมถือสิ่งที่สำคัญตราบใดที่ยังอยู่ในนัวเเลนด์ เพราะว่าสิทธิพิเศษส่วนมากจะถูกมอบให้กับเหล่าขุนนางหรือชนชั้นสูง

 

“แล้วเจ้ามาจากปราสาทของที่ไหน? ที่นั่นมีคนอยู่มากน้อยแค่ไหน” สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องเเสดงถึงอำนาจเเละอิทธิพลของคนในชนชั้นสูง

 

กาตอนหน้าเเดงขึ้นเล็กน้อย เขาพูดออกมาว่า “มันเป็นปราสาทที่ได้รับเป็นมรดก เอ่อ… มันถูกขายไปตั้งเเต่สามสี่รุ่นก่อนหน้านี้แล้ว ไม่มีมรดกอะไรหลงเหลือมาถึงข้าหรอก” นับว่าเขาเลือกใช้คำพูดที่ฉลาด เเต่กระนั้น นี่ก็เท่ากับว่าเขายอมรับว่าตระกูลของเขาสูญเสียอำนาจไปนานแล้ว และสูญเสียเเม้กระทั่งดินเเดนของตน เขาเป็นคนที่ไร้มรดกจากตระกูล ขุนนางที่ไม่มีเเม้เเต่ดินเเดนของตัวเอง

 

“แล้วมีอย่างอื่นไหม?”

 

“ข้าเป็นวอร์วิเออร์ระดับ 3  ที่กำลังตามหาเส้นทางของตัวเอง”  กาตอนกล่าวอย่างวางท่า พร้อมกับเบ่งกล้ามบนแขนและหน้าอกอวดสายตาหญิงสาวทั้งสอง แต่น่าเศร้า ที่นั่นไม่ได้เป็นสิ่งพิสูจน์ความสามารถของเขาเเต่อย่างใด แน่นอนว่าความสามารถของวอร์วิเออร์ไม่ไหด้วัดกันที่กล้ามเนื้อ
*วอร์วิเออร์(Warrior) = นักรบ

 

ซุบุ้ยปาก นางเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อย “วอร์วิเออร์ระดับ 3 มันก็พบเห็นได้ทั่วไปไม่ใช่เหรอ ?”

 

“ข้าแตกต่างจากวอร์วิเออร์ระดับ 3 ทั่วๆไป! ข้าเป็นอัจฉริยะ และร่างกายของข้าก็สามารถจารึกรูนลงไปได้! ดูนี่!” กาตอนยื่นเเขนออกมาข้างหน้าแล้วถอดเกราะตรงเเขนออกไป เผยให้เห็นรอยสักสีฉูดฉาดรูปวัวกระทิงบนต้นเเขนของเขา และนั่นไม่ได้เป็นเพียงรอยสักธรรมดา แต่มันคือรูนที่มีพลังเวทย์ เป็นเสมือนสัญลักษณ์เวทย์ขนาดเล็กที่ฝังลงไปบนเเขนของเขาเพื่อเพิ่มความเเข็งเเกร่ง

 

รูนที่จารึกลงไปนั้นจะส่งผลต่อพลังของเเต่ละบุคคลได้อย่างมหาศาล  รูนถือเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก แต่มูลค่าของมันก็ขึ้นอยู่กับพลังและระดับความหายากในแต่ละชิ้นด้วย ทุกคนสามารถจารึกรูนไว้บนร่างกายของพวกเขาได้ แต่มันยากมากที่จะหาผู้ที่สามารถผสานพลังเข้ากับรูนได้อย่างลงตัวจริงๆ

 

“มันก็แค่บูลสเตร็งค์เอง ไม่เห็นจะมีอะไรน่าอวดเลย มีอะไรที่ดีกว่านี้ไหม?” ด้วยความรู้ที่มี ซุเพียงเเค่มองดูรูนของกาตอน นางก็รู้ได้ถึงพลังของมัน บูลสเตร็งค์สามารถเพิ่มพลังทางกายภาพให้กับผู้ใช้ได้ แต่ประสิทธิภาพของมันก็ถือว่าอยู่ในระดับทั่วไป ไม่มีความพิเศษที่ชวนตื่นตะลึง ทว่าเอเลน่ากลับจ้องมองลายสักบนเเขนของกาตอนไม่วางตา นางขมวดคิ้วเหมือนกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

 

กาตอนใส่เกราะกลับไปบนเเขนของตัวเองพร้อมกับพูดขึ้น “ตอนนี้ข้ายังไม่มีเงินมากพอจะซื้อรูนดีๆ แต่ถ้าหากข้าค้นพบสมบัติหรือไม่ก็ฆ่ามอนสเตอร์ระดับสูงได้ ข้าก็จะมีเงินมากมาย ร่างกายของข้า สามารถรองรับพลังของรูนได้ถึง 4 พร้อมๆกัน”

 

“ต้องแบบนี้สิถึงจะดูเข้าท่าหน่อย!” ซุดูจะพอใจมากขึ้น พรสวรรค์ของเเต่ละคนจะวัดได้จากระดับของคลาสและจำนวนรูนที่สามารถรองรับได้ คนส่วนมากจะรับพลังของรูนได้ครั้งละ 1 รูนเท่านั้น ดังนั้นคนที่สามารถรับพลังของรูนได้ถึง 4 รูนพร้อมกันอย่างกาตอนนั้นถือว่าไม่ธรรมดา มันจะทำให้เขามีพลังและความสามารถเหนือกว่ามนุษย์ทั่วๆไปในระดับเดียวกัน

 

ในตอนนี้บรรยากาศรอบห้องอาหารผ่อนคลายลงไปแล้ว และดูเหมือนว่าจะไม่มีเรื่องขัดแย้งเกิดขึ้นแล้ว นักผจญภัยคนอื่นๆในห้องอาหารจึงเลิกให้ความสนใจกับการสนทนาของกลุ่มผู้คุ้มกันและชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่อีก เสียงดนตรีของวงดนตรีพเนจร เริ่มจะดังก้องไปทั่วห้องอาหารอีกครั้ง จังหวะของกลองบวกรวมกับฤทธิ์ของสุรา ทำให้ทุกคนในห้องอาการนั้นยิ่งสนุกครึกครื้น ไม่นานนักซุ ก็เมาหลับพับไปพร้อมกับกาตอน พวกเขาเเลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเเต่ละคนในการผจญภัยที่ผ่านมา พวกเขาคุยกันขณะที่ดื่มเหล้าไปด้วย กาตอนพบว่าจริงๆเเล้วนี่เป็นครั้งเเรกที่ซุต้องเดินทางออกจากบ้านมาไกลขนาดนี้ ส่วนเรื่องราวที่น่าสนใจของกาตอนก็ทำให้ซุรู้สึกหลงใหลในตัวเขามากขึ้นเรื่อยๆ

 

เวลาผ่านไป บรรยากาศระหว่างอาหารมื้อค่ำก็ยังคงเป็นไปด้วยดี มีเเต่ความคึกคักสนุกสนาน สถานการณ์คุกรุ่นที่เหมือนกับจะมีเรื่องชกต่อยกันก่อนหน้านี้ไม่เกิดขึ้นอีกเลย ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ทุกคนเเยกย้ายกันไปนอนหลับพักผ่อน ซึ่งก็เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว ดูจากรอยยิ้มที่แสนพึงพอใจของเจ้าของโรงแรมก็บ่งบอกได้ว่าลูกค้าในวันนี้ เลือกดื่มเครื่องดื่มราคาเเพงเข้าไปไม่น้อย ซุเดินโซเซ จนเอเลน่าต้องลากตัวนางกลับ

 

เช้าวันรุ่งขึ้น เหล่านักเดินทางก็ออกเดินทางไปตามเส้นทางของพวกเขาต่อ ขณะที่กลุ่มผู้คุ้มกันก็จัดเตรียมคาราวานขนส่งสินค้าของพวกเขาให้พร้อมสำหรับการออกเดินทางต่อไปเช่นกัน ก่อนหน้าที่จะเตรียมตัวออกจากโรงเเรมนั้น ผู้คุ้มกันหลายคนก็ต้องประหลาดใจเมื่อตื่นขึ้นมาพบว่ากาตอนตื่นก่อนหน้าพวกเขานานแล้ว เขาสวมเสื้อคลุมและกำลังล้างคอกม้าอยู่ ซึ่งนั่นเป็นงานที่มีเเต่คนรับใช้เท่านั้นที่ทำ

 

“กาตอนเจ้ากำลังทำอะไร?” ซุทักทายด้วยคำถาม เสียงดัง

 

“ข้าไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าอาหารหรือค่าที่พัก และมันก็ช่วยไม่ได้ ที่ดูเหมือนว่าสิ่งเดียวที่ข้าทำได้มีเพียงเเค่ต้องทำงานเพื่อจ่ายเเทนเงินเท่านั้น!” เสียงของกาตอนดูสดใสเเละชัดเจน และยังคงเต็มไปด้วยความครื้นเครง แม้ว่าสถานะของเขาจะเป็นชนชั้นขุนนาง แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกอับอายที่ต้องมาทำงานของคนรับใช้เช่นนี้ เขายังคงตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง ขนของม้าที่เขาดูแลเป็นประกายเงางามเเละสะอาดสะอ้านด้วยฝีมือของเขา

 

ในตอนนั้นเองที่ซุนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อคืนนางส่งบิลค่าเครื่องดื่มของนางยื่นให้กาตอนเป็นคนไปจ่าย เมื่อนึกได้ดังนั้นนางก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง นางปล่อยให้กาตอนสนุกกับการทำงานของเขาต่อไปขณะที่ออกไปขึ้นม้าเตรียมออกเดินทาง คาราวานขนส่งสินค้าเริ่มออกเดินทางต่อ เเละเมื่อซุหันกลับไปมอง ก็เห็นร่างที่สูงใหญ่กำยำกำลังโบกมือให้พวกเขาเป็นการบอกลาจากคอกม้า

 

คาราวานขนส่งสินค้ามุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ออกจากเขตเเดนไวเคานต์แอนซิการ์ และผ่านไปในดินเเดนของเอิร์ลเวอร์น่อน ก่อนที่จะเข้าไปยังเขตอิทธิพลของเอิร์ลทูดอร์ ครึ่งเดือนผ่านไปพวกเขาเดินทางได้อย่างราบรื่นไม่มีสิ่งใดติดขัด และพวกเขาก็ยังไม่เคยพบเจอกับโจรดักปล้นเลยสักครั้ง ซึ่งนั่นทำให้ซุรู้สึกผิดหวังอยู่เล็กน้อย

 

ทว่ากาตอนยังคงเดินทางติดตามคาราวานขนส่งสินค้าของพวกเขามา หลังจากการทำงานแลกค่าที่พักและเครื่องดื่มเสร็จสิ้น เขาก็ออกติดตามคาราวานขนส่งสินค้าของเอเลน่าและซุมาในทันที เขาเดินทางร่วมกับเหล่าผู้คุ้มกัน และทำให้ซุและเอเลน่าได้สนุกสนานกับเรื่องราวการผจญภัยของที่เขาเล่าอีกครั้ง และครั้งนี้กาตอนก็เลี้ยงเครื่องดื่มทุกคนอีกเช่นกัน และสุดท้ายเขาก็ต้องทำงานรับใช้ เพื่อแลกค่าเครื่องดื่มไปอีกหลายวันก่อนที่เข้าจะติดตามขบวนสินค้าได้ทันอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นเช่นนี้หลายต่อหลายครั้ง พื้นที่ที่คาราวานขนสินค้าเดินทางผ่านเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัย ทำให้ไม่มีโอกาสที่กาตอนจะทำเงินได้เลย และทุกๆครั้งที่เขาเลี้ยงเครื่องดื่มเหล่าผู้คุ้มกันสินค้า ซุก็มักจะเเสร้งทำเป็นไม่รู้ขนาดถุงเงินของกาตอน นางดื่มอย่างเต็มที่ทุกครั้งแล้วให้กาตอนเป็นคนจ่าย

 

“นี่เป็นการลงโทษ ที่เขามาพันติดเจ้า!” ซุหัวเราะขณะพูดกับเอเลน่า ทำให้เมจสาวไม่มีทางเลือกนอกจากต้องส่ายหน้าอย่างเงียบๆ

 

คาราวานขนส่งสินค้ายังคงเดินทางกันต่อไป พวกเขาจะหยุดพักในทุกครั้งที่เสบียงอาหารเเละน้ำหมด ทำให้เสบียงของพวกเขาถูกเติมอยู่เสมอ กาตอนจะปรากฎตัวขึ้นเป็นครั้งคราว และในทุกครั้งที่เขาปรากฎตัวก็จะได้ยินเสียงควบม้าของเขาดังราวกับเสียงฟ้าร้อง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่สดใสดังก้องไปทั่วเสมอ เหล่าผู้คุ้มกันรู้ดีว่ากาตอนเป็นคนทำงานใช้หนี้เเทนพวกเขา ทำให้บางคืนที่กาตอนไม่ปรากฎตัว พวกเขายังเเอบรู้สึกคิดถึงเสียด้วยซ้ำ

 

เวลาผ่านไปกว่า 2 เดือน และกาตอนก็เลี้ยงเหล้าคนในคาราวานขนสินค้าไปถึง 6 ครั้งแล้ว พวกเขารู้ว่ากาตอนต้องทำงานอย่างหนักทุกวัน จนทำให้เเม้เเต่ผู้คุ้มกันที่ไม่ชอบหน้าเขาก็ยังเริ่มใจอ่อน ไม่อยากจะให้เขาต้องจ่ายค่าเครื่องดื่มให้อีก มีเพียงซุเท่านั้นที่ไม่สนใจและยังสนุกกับการทิ้งบิลให้ไว้กาตอนจัดการส่วนของนาง

 

ตลอด 2 เดือนมานี้ กาตอนเเละเอเลน่าพูดคุยกันไม่ถึง 20 ประโยค แต่เเววตาเเห่งความกระตือรือร้นของเขาก็เริ่มจะงดงามในสายตาของนางแล้ว ในตอนนี้การเดินทางยังคงเงียบสงบเป็นปกติ

 

จนกระทั่งพวกเขาเดินทางเข้ามาสู่ดินเเดนของเอิร์ลไคล์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสหพันธ์ศักดิ์สิทธิ์  ‘สหพันธ์ศักดิ์สิทธิ์’ คือกองกำลังหรือกลุ่มอำนาจที่น่าเกรงขามมากที่สุดของทวีปนัวเเลนด์ เป็นความร่วมมือกันของตระกูลขุนนางเเละชนชั้นสูงต่างๆหลากหลายระดับไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างจากอาณาจักรทั่วไปที่จะมักจะมีความร่วมมือกันเช่นนี้เพียงเเค่สมาชิกในราชวงศ์เท่านั้น

 

ดินเเดนแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองในตำนานของทวีปนี้ราว 3,000 กิโลเมตร — ‘เมืองหลวงแห่งสหพันธ์ศักดิ์สิทธิ์เฟาสต์’ คาราวานขนสินค้าเดินทางไปตามถนนสายเล็กของนัววูดอร์  ผ่านเขตเเดนที่เป็นของเอิร์ลไคล์ และที่แห่งนี้คือที่ที่พวกเขาหยุดพักเพื่อค้างคืน

 

เเต่เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าใกล้ตัวเมืองของนัววูดอร์  พวกเขาก็เห็นกลุ่มไรเดอร์ประมาณ 10 คนที่เดินทางห้อมล้อมเมจคนหนึ่งไว้ คณะเดินทางแปลกประหลาดนั้นออกมาจากซอยเล็กๆแห่งหนึ่ง ผู้คนที่เข้าออกซอยเล็กๆแห่งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นนักเดินทางหรือไม่ก็พ่อค้า และพ่อค้าที่ปกติจะใช้เส้นทางนี้เป็นประจำ เมื่อเห็นขบวนของไรเดอร์และเมจผู้นั้น ก็รีบหลีกทางให้ในทันที โดยปกติแล้วไรเดอร์จะค่อนข้างมีฝีมือ พวกเขามักจะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว และหมุนตัวหลบผู้ที่ขวางทางเพื่อรักษาความเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกเขา
*ไรเดอร์(Rider) = นักรบบนหลังม้า

 

เมจที่อยู่บนหลังม้ามีสีหน้าประหลาดใจเมื่อเดินทางผ่านคาราวานขนสินค้า เขามองไปที่ซุและเอเลน่า คนผู้นี้เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอม เนื้อตัวของเขาส่องเเสงสีเขียวคล้ำออกมา คล้ายกับว่าได้รับพิษบางอย่างจากการทดลองในห้องทดลองซึ่งตกค้างในผิวหนังของเขา  แม้ว่าดวงตาของเขาจะมืดมน แต่วิธีการจ้องมองที่น่าหวาดกลัวของเขาก็สามารถทำให้ผู้ที่ถูกจ้องมองหวาดกลัวจนตัวสั่นขึ้นมาได้ เสื้อคลุมของเขาดูหรูหราและตัดเย็บอย่างประณีตบรรจง และมีลวดลายที่สลับซับซ้อน นั่นคืออุปกรณ์เสริมที่สามารถช่วยให้ใช้รูนเวทมนตร์ได้ และนี่เป็นสิ่งที่มีเพียงเเค่เมจระดับ 9 หรือสูงกว่าเท่านั้นถึงจะสามารถครอบครองได้

 

ไม่นานนักกลุ่มของเมจระดับ 9 ผู้นั้นก็ขี่ม้าผ่านไปจนถึงถนนสายหลัก แต่ดวงตาที่มืดมนของเขาก็ยังคงจ้องมาที่กลุ่มของผู้คุ้มกันในคาราวานขนสินค้าไม่วางตา ด้วยความรู้สึกบางอย่าง ทำให้บรรยากาศดูมืดมนตามไปด้วย ในที่สุดพวกเขาก็ไปถึงโรงแรมเดียวกันกับที่เป็นจุดหมายสำหรับการค้างแรมของเหล่าผู้คุ้มกันคาราวานสินค้า และทันทีที่เอเลน่าเห็นผู้คุ้มกันของนางหยุดและลงจากหลังม้าเตรียมจะเข้าไปในโรงแรม นางก็พูดขึ้นมาอย่างรีบร้อน

 

 “รีบเดินทางออกจากที่่เถอะ!”

 

“หะ …แต่กาตอนจะตามมาสมทบกับพวกเราที่นี่นะ”

 

“ออกเดินทางเดี๋ยวนี้ !” เอเลน่าย้ำอีกครั้ง และครั้งนี้ซุก็ไม่มีข้อโต้เเย้ง นางกลับขึ้นไปบนหลังม้าอย่างเงียบๆ เอเลน่ามักจะไม่ชอบพูดมาก เมื่อนางย้ำถึงสองครั้งก็เเสดงว่ามีความจำเป็นอย่างแท้จริง และทุกคนย่อมต้องเชื่อฟังนาง

 

เวลานี้ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ถนนที่อยู่ใกล้ที่สุด อยู่ไกลออกไปจากที่นี่ถึง 10 กิโลเมตร ถ้าหากพวกเขาออกไปจากนัววูดอร์ในตอนนี้ พวกเขาจะต้องตั้งเต็นท์กลางป่าเขา แต่ซุก็ไม่กล้าค้านการตัดสินใจของเอเลน่า นางส่งสัญญาณให้เหล่าผู้คุ้มกันออกเดินทางกันต่อ ทุกคนกลับขึ้นหลังม้าอีกครั้ง และคาราวานขนสินค้าของพวกเขาก็ออกเดินทางต่อไป ทันทีที่พวกเขาออกจากเขตนัววูดอร์ พวกเขาก็เริ่มเร่งความเร็วในการเดินทางทันที และถึงกับเลือกที่จะทิ้งพวกม้าที่ลากขบวนสินค้าได้ช้าเกินไปไว้ตามถนนที่พวกเขาผ่านไป แม้กระนั้นพวกเขาก็ยังเดินทางไปได้ไม่ถึง 20 กิโลเมตร ก็ต้องเกิดอาการตื่นตระหนกอย่างหนัก เมื่อได้ยินเสียงควบม้าดังกึกก้้องกำลังเร่งฝีเท้าตามหลังมา

 

เอเลน่าชี้ไปที่เนินเขาที่อยู่ด้านข้างของถนนและพูดด้วยเสียงเบา

 

 “เปลี่ยนทิศทาง เตรียมการป้องกัน!”

 

เหล่าผู้คุ้มกันทิ้งขบวนสินค้าทั้งหมดและควบม้าไปที่เนินเขาอย่างเต็มฝีเท้าเมื่อไปถึงพวกเขาก็ชักอาวุธออกมาเตรียมพร้อมทันที และมากกว่าครึ่่งเอาธนูที่เป็นอาวุธหลักของพวกเขาออกมา นี่ไม่น่าจะเป็นกองกำลังของทหารรับจ้างธรรมดา!

 

เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากกระทบพื้นดังกึกก้อง คนพวกนั้นกำลังเข้ามาใกล้พวกเขาจากถนนสายหลัก ม้าศึกที่สวมชุดเกราะสีดำพุ่งออกมาจากหมอกควัน ไรเดอร์ถืออาวุธหนักไว้ในมือ แต่ละคนถือดาบเหล็กที่มีความยาวกว่า 2 เมตร  มีไรเดอร์เกือบ 50 คนที่เป็นคนของเอิร์ลไคล์เอง และที่เหลือก็เป็นกองกำลังจากแหล่งอื่นๆของเขา

 

ที่ขนาบอยู่ทั้งสองข้างของไรเดอร์คือ ‘ทหารเกราะเบา’ นับ 100 คน ตรงกลางมีเมจคนหนึ่ง ในตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำพอดี เขายังคงสวมเสื้อคลุมที่ดูงดงามและหรูหรา แต่ตอนนี้เขามีไม้เท้าที่มีขนาดยาวกว่า 3 เมตรในมือ บริเวณส่วนปลายของมันฝังคริสตัลขนาดใหญ่เอาไว้ แสงจากคริสตัลเมื่อมารวมกันกับลวดลายแปลกประหลาดและสลับซับซ้อนบนเสื้อคลุมของเขา ก็ทำให้พวกมันส่องเเสงลึกลับขึ้นมาในความมืด

 

สีหน้าของเหล่าผู้คุ้มกันเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นกองทัพไรเดอร์ที่กำลังตรงเข้ามา คนในคาราวานขนสินค้าเชี่ยวชาญในการต่อสู้เป็นอย่างดี และแม้แต่คนขับรถม้าก็ยังเป็นถึงวอริเออร์ระดับ 2 แต่พวกเขามีเพียงเเค่อาวุธเบาและมีจำนวนไม่ถึง 50 คน ธนูธรรมดาสามารถสร้างความเสียให้กองทัพม้าได้จำกัด  และในกลุ่มของผู้ที่บุกเข้ามายังมีเมจระดับสูงอีกด้วย! เมื่อนักเวทย์ผู้นั้นเลิกการซ่อนเร้นออร่าของตัวเอง คนในคาราวานสินค้าก็รับรู้ถึงเค้าลางของความหายนะในทันที —-เกรทเมจ ระดับ 12 ! แม้แต่ขุนนางระดับสูงอย่างเอิร์ลไคล์ก็ยังต้องปฎิบัติกับกองทหารม้าระดับนี้อย่างอ่อนน้อม ดังนั้นก็ชัดเจนว่าผู้สั่งการกองทัพทหารม้าเหล่านี้น่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าขึ้นไป

 

ทุกคนที่ซ่อนตัวอยู่บนเนินเขาเตรียมพร้อมต่อสู้ ความหวังของพวกเขาก็คือขอให้ตนเองอย่าได้เป็นเป้าหมายของไรเดอร์และกองทัพทหารม้านี้ แต่แล้วความหวังของพวกเขาก็ต้องมืดมัว!

 

เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นบนถนนนัววูดอร์อีกครั้ง กาตอนอยู่บนหลังม้าศึกสีดำ เขากำลังควบม้าทะยานผ่านถนนเพื่อไปหยุดที่หน้าประตูของโรงเเรมที่ใหญ่ที่สุดในเมือง แต่เขากลับไม่พบคาราวานขนสินค้าที่คุ้นเคยอยู่บริเวณนั้นเลย และในคอกม้าก็ว่างเปล่า!

 

กาตอนขมวดคิ้ว บังคับม้าศึกสีดำให้หมุนไปรอบๆ เสียงกีบเท้าของมันกระทบกับพื้นดังลั่นไปทั่ว กาตอนรีบควบม้าทะยานออกไปตามถนนอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ทั้งม้าและคนหายลับไปในความมืด

 

ในตอนนี้บนเนินเขาแห่งหนึ่ง ข้างถนนสายหลักที่ไกลออกมาจากนัววูดอร์ราวๆ 20 กิโลเมตร มีสภาพราวกับกลายเป็นกองเลือดขนาดใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว ศพของม้าและมนุษย์ที่อาบย้อมไปด้วยเลือดกองซ้อนกัน แม้กระนั้นเสียงของกีบเท้าม้าที่กระทบกับพื้นก็ยังดังขึ้นไม่หยุด เหล่าไรเดอร์ต่อสู้อย่างดุเดือดที่ตีนของเนินเขา ขณะเดียวกันพวกเขาก็เตรียมจะรุกเข้าไปอีกครั้ง

 

เเนวป้องกันของเหล่าผู้คุ้มกันและคนอื่นๆในคาราวารขนสินค้ายังไม่ถูกทำลายง่ายๆ แม้ว่าพวกเขาจะสูญเสียพวกพ้องไปแล้วถึง 9 คน แต่ก็ยังเหลืออีก 41 คน อย่างไรก็ตามการต่อสู้ก็ดูจะทวีความรุนแรงและน่ากลัวยิ่งขึ้น การรุกครั้งแรกสร้างความเสียหายให้กับเเนวป้องกันที่เนินเขา  แต่กระนั้นธนูของผู้คุ้มกันก็ไม่ธรรมดา ธนูเพียงดอกเดียวก็สามารถเจาะทะลวงชุดเกราะและทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงได้ ทหารเกราะเบากว่า 20 คนของศัตรูถูกยิงร่วงลงไปชุดเกราะเบาแทบจะไร้ความหมายเมื่อเจอกับลูกธนูที่คมกริบในระดับนี้

 

ซุหอบหายใจอย่างหนัก มือทั้งสองข้างจับดาบไว้แน่น ขณะที่ใช้มันชี้ไปข้างหน้า ตัวของนางโอนเอนเล็กน้อย นางพยายามตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะรับมือตลอดเวลา สายตาของนางจับจ้องไปที่เมจของอีกฝ่ายที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรอย่างมั่นคง

 

ดาบยาวของซุเรืองเเสงออกมา ปลดปล่อยพลังเวทย์ที่เข้มข้น เห็นได้ชัดว่าดาบนี้คือดาบเวทย์มนต์ที่ทรงพลัง แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมาก แต่เด็กสาวผู้นี้ก็เป็นนักดาบที่มีพรสวรรค์ สามารถโจมตีได้อย่างรุนแรง เเม้เเต่ไรเดอร์ก็อาจจะถูกฟันจนขาดเป็นสองท่อนได้ในทันที ถ้าถูกฟันลงไปตรงๆ และความเสียหายของฝ่ายศัตรูกว่าครึ่งหนึ่งก็เกิดจากนางเพียงคนเดียว

 

ไฟ สายฟ้า พายุและการระเบิดกระจัดกระจายไปทั่วสนามรบ เอเลน่าอยู่ระหว่างต่อสู้อย่างเข้มข้นกับเกรทเมจ นางพยายามจะใช้เวทย์ป้องกันพลังของฝ่ายตรงข้ามที่ใช้การโจมตีเพียงเเค่ระดับ 6 โจมตีมา แต่ถึงอย่างนั้น เอเลน่าก็ยังพบว่าพลังของนางมีความแตกต่างจากพลังของศัตรูอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าของนางซีดลงทันที หน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ

 

คาราวารสินค้านี้ถือว่าแปลกประหลาด และไม่ธรรมดา พวกเขามีระดับที่ต่ำกว่าอีกฝ่ายอย่างชัดเจน แต่อาวุธของพวกเขาและทักษะการต่อสู้กลับเหนือกว่าทหารของอีกฝ่าย ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาสามารถต้านทานการโจมตีที่เเข็งเเกร่งของศัตรูได้นานเป็นเวลานาน

 

ซุพยายามจะเก็บพลังงานของนางไว้ ในดวงตาสดใสในตอนนี้สาดรังสีรุนแรงของจิตสังหารและเจตนาที่จะโจมตีชัดเจน เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ทหารคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเกรทเมจ ตามหลักแล้วนางไม่น่าจะสามารถทำร้ายเขาได้ เนื่องจากไรเดอร์กว่า 40 คนคอยขัดขวางอยู่และระยะห่างที่ไกลถึง 100 เมตร แต่ทว่าเกรทเมจ ก็ยังรู้สึกถึงความน่าหวาดหวั่นเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอันตรายที่นางส่งออกมา

 

เขารีบหันไปมองในทันที และก็พบว่าในหมู่นักรบระยะใกล้หลายคนมีเด็กสาวคนหนึ่ง กำลังง้างธนูงดงามที่ถูกสร้างอย่างดีขึ้น มันเป็นธนูสั้นมีขนาดเล็ก ไม่ต่างจากของเล่นของเด็ก เเต่มันกลับปลดปล่อยออร่าที่ดูอันตรายออกมา

 

นักเวทย์คนนั้นยิ้มให้ซุ รอยยิ้มของเขาทำให้นางถึงกับตัวสั่น แต่มือของนางก็ยังจับธนูอย่างมั่นคง นางกำลังจะใช้สกิลและทำการเล็งอย่างแม่นยำ ลูกธนูที่มีความซับซ้อนถูกยิงออกไปราวกับสายฟ้าพุ่งตรงไปที่หน้าผากของเมจ เส้นทางการเคลื่อนที่ของลูกธนูเป็นธรรมชาติ แต่รวดเร็วไร้ซึ่งร่องรอยราวกับว่ามันสามารถข้ามมิติได้ก่อนที่จะไปถึงเป้าหมาย โล่ป้องกันบนตัวเมจค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ

 

นี่คือหนึ่งในสกิลที่ทรงพลังที่สุดของอาเชอร์——— เมจิคเบรค!
*อาเชอร์(Acher) = นักธนู

 

แต่ขณะที่ลูกธนูพุ่งออกไป ซุก็ผ่อนลมหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่นั่นเป็นฉากสุดท้ายของความโล่งใจ ก่อนที่นางจะเบิกตากว้างตัวเเข็งทื่อ

 

เมจคนนั้นยังคงส่งรอยยิ้มเเปลกๆออกมา เกิดควันจากการระเบิดของเวทย์มนต์รวมตัวขึ้นที่ด้านหลังเขา กลายเป็นเงาเลือนลางในกลุ่มควันที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ เงานั้นชักดาบออกมา แล้วโผล่ร่างอยู่ข้างหน้าเมจคนนั้นในทันที ลูกธนูพุ่งเข้าปะทะกับดาบของเงานั้นและเด้งออกไปเหมือนเป็นเพียงของเล่น แล้วควันก็เริ่มสลายไป เผยให้เห็นไนท์ที่สวมชุดเกราะหนัก
*ไนท์ (Knight) = อัศวิน

 

แสงเจิดจ้าแสบตาที่ไม่อาจต้านทานได้ส่องออกมาจากรอยต่อระหว่างรอยต่อบนชุดเกราะของไนท์ และม้าศึกที่เขานั่งอยู่ก็มีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นๆที่เหลือ บนม้าไม่มีชุดเกราะหรือบังเหียน แต่มีรูนที่ซับซ้อนอยู่บนขนของมัน

 

“รูนไนท์!” ซุอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนก นี่เป็นครั้งแรงที่นางเผยความหวาดกลัวออกมาเช่นนี้

 

รูนไนท์คือนักรับชั้นเลิศในหมู่นักรบชั้นเลิศ  พลังความเเข็งเเกร่งของรูนไนท์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชุดที่พวกเขาใส่ แต่จะขึ้นอยู่กับรูนที่อยู่บนตัวม้า และจะถูกเรียกว่า เป็นรูนไนท์ได้พวกเขาจะต้องมีอย่างน้อย 5 รูนขึ้นไป

 

ในสนามรบ รูนไนท์เพียงคนเดียวก็สามารถทำลายทั้งกองทัพให้ย่อยยับได้อย่างง่ายดาย พวกเขาสามารถบัญชาการสถานการณ์ในสนามรบให้เป็นไปตามใจของพวกเขาได้ รูนไนท์ถือกำเนิดขึ้นเมื่อศตวรรษก่อนและกลายเป็นฝันร้ายสำหรับเผ่าพันธุ์อื่นๆในนัวแลนด์ นับตั้งแต่นั้นมารูนมาสเตอร์ที่สามารถสลักรูนได้ก็กลายเป็นคลาสที่คนต้องการมากที่สุดในทวีป แต่จำนวนของพวกเขามีเพียงหยิบมือ จะต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงมากถึงจะเป็นรูนมาสเตอร์ได้
*รูนมาสเตอร์(Rune Master)= ผู้ที่สามารถจารึกหรือสลักรูน

 

ซุเริ่มเสียขวัญจากการปรากฎตัวของรูนไนท์ แต่ก่อนที่จะได้ตอบโต้ ก็ปรากฎใบไม้สีเขียวห่อหุ่มร่างกายของนางไว้ ใบไม้นี้ปลดปล่อยพลังเวทย์มนต์ออกมาขณะที่พันธนาการร่างของซุ และไม่ว่านางจะพยายามขัดขืนอย่างไรก็ไม่สามารถหลุดออกมาได้

 

“เอเลน่า!” ซุกรีดร้อง ร่างกายของนางก็ค่อยๆโปร่งใสและเลือนหายไป ใบไม้พวกนี้เป็นเครื่องมือเวทย์ที่ทรงพลัง มันใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และเป็นเครื่องมือสำหรับส่งเป้าหมายไปในสถานที่ที่กำหนด และพลังอันแข็งแกร่งนั้น ก็ไม่สามารถต้านทานได้เลย ก่อนที่จะหายตัวไปซุทำได้เพียงแค่มองดูมานาจำนวนมากรั่วไหลออกมาจากตัวของเอเลน่า พลังของเอเลน่าถูกดูดออกไปเป็นจำนวนมากจนนางล้มลงไป
*มานา(Mana) = พลังงานสำหรับใช้เวทย์มนต์

 

เอเลน่าได้รับบาดเจ็บสาหัส ดวงตาของนางพร่ามัว การมองเห็นเลือนลาง ตอนนี้นางมองไม่เห็นผู้คุ้มกันที่เหลืออยู่เลยด้วยซ้ำ พลังเวทย์อันทรงพลังของรูนไนท์ส่งผลต่อพวกเขาเช่นเดียวกัน รูนไนท์เตรียมพร้อมที่จะเข้ามาจู่โจมอีกครั้ง เขาสามารถจัดการกับเหล่าทหารเกราะเบาได้อย่างง่ายดาย การจู่โจมครั้งนี้อาจจะสามารถกวาดล้างเหล่าผู้คุ้มกันได้เลย

 

เอเลน่าปฏิญาณไว้กับตนเองอย่างมั่นคงว่า นางจะไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองตกไปอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู กริชหยกปรากฎขึ้นมาในมือของเอเลน่า นางถือมันไว้ในมืออย่างมั่นคงและเล็งไปที่หัวใจของตัวเอง คมของกริชเป็นประกายระยิบระยับสีเงิน ด้วยรูนที่จารึกลงไปมันสามารถทำลายชีวิตและจิตวิญญาณทั้งหมดของนางให้สูญสลายไปได้ กริชนี้สามาารถเปลี่ยนให้เอเลน่ากลายเป็นเถ้าถ่านได้อย่างรวดเร็ว

 

รอบๆตัวของนางยังมีบาเรียสุดท้ายปกป้องอยู่ บาเรียนี้เกิดจากเวทย์ที่ผนึกอยู่ในเครื่องประดับที่นางสวมใส่อยู่ เมื่อรู้ว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เอเลน่าก็เตรียมจะจบชีวิตของตัวเอง นางจะไม่ยอมให้มนุษย์พวกนั้นได้อะไรไปทั้งนั้น

 

อาวุธของไรเดอร์พุ่งเข้าปะทะกับบาเรียอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น แต่ครั้งนี้ เอเลน่ากลับรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนที่เข้ามา

 

ตอนนี้กาตอนอยู่บริเวณอีกด้านของสนามรบ ร่างกายที่แข็งแกร่งและองอาจของรูนไนท์ทำให้ม่านตาของเขาหดย่อลง และมันทำให้เขาอยากจะหนีออกจากที่แห่งนี้ แต่ในตอนที่เขาเห็นบาเรียของเอเลน่ากำลังถูกทำลาย ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือก ม่านตาของเขาปรากฎแววแห่งการฆ่าฟันขึ้นมาทันที เขาคำรามอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับพุ่งเข้าปะทะกับรูนไนท์

 

‘ตอนนี้ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว’ เอเลน่ายังพอจะมีสติอยู่บ้าง นางกำกริชในมือแน่นและใช้มันเเทงลงไปที่ตำแหน่งของหัวใจ—

 

*ตุบ!* ข้อมือของเอเลน่าถูกบางอย่างปะทะอย่างรุนแรง จนทำให้กริชกระเด็นออกไปไกล คมของกริชนั้นเเทงผ่านเสื้อผ้าของนางเข้าไปแล้ว ผิวหนังของนางทะลุลงไปลึกจนเกือบถึงกระดูก มีเลือดไหลออกมาจำนวนหนึ่ง

 

แขนอันทรงพลังพันรอบร่างของเอเลน่า และยกนางขึ้นมา ด้วยสติอันเลือนลางเอเลน่ารู้สึกว่าร่างกายถูกยกขึ้น และขยับเคลื่อนไหว ราวกับว่านางกำลังอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้า กลิ่นอายที่คุ้นเคยทำให้นางสงบลง และรู้สึกผ่านคายมากขึ้น ตอนนี้การมองเห็นของนางดับมืดไปแล้ว และในที่สุดเอเลน่าก็หมดสติไป สิ่งสุดท้ายที่นางสัมผัสได้ก็คือ ร่างกายของชายที่อยู่ด้านหลังของนาง ถูกไฟเผา! แต่กระนั้นร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งดั่งเหล็ก

 

เอเลน่าไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรก่อนที่นางจะลืมตาตื่นขึ้นมา ส่งแรกที่นางเห็นก็คือแผ่นหลังเปลือยเปล่าที่เป็นสีดำจากเขม่าและรอยไหม้ มัดกล้ามที่กำยำมีแผลจำนวนมาก แม้เขาจะไม่ได้หันกลับมานางก็รู้ว่าเขาคือกาตอน

 

ในหัวของนางยังคงมึนงงอยู่ และร่างกายของนางก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง นางสงสัยอย่างมากว่าวอริเออร์ระดับ 3 สามารถพานางหนีออกมาจากสนามรบที่มีศัตรูเป็นรูนไนท์ได้อย่างไร เมื่อมองไปรอบๆเอเลน่าก็รับรู้ได้ว่าตอนนี้นางไม่ได้อยู่ในปราสาทหรือดันเจี้ยน แต่มันคือถ้ำแห่งหนึ่ง

 

เอเลน่าพยายามลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกสึกถึงความเย็นบริเวณหน้าอก นั่นเองทำให้นางได้ตระหนักว่าชุดของนางถูกทำลายไปหลายส่วน และแม้แต่ชุดที่เป็นซับในก็ยังฉีกขาด และขณะที่ยกตัวขึ้นเสื้อผ้าของนางก็ฉีกขาดเพิ่มมากขึ้น ทำให้บริเวณหน้าอกของนางเปิดเปลือยออกมา กาตอนได้ยินเสียงคนขยับจากด้านหลัง จึงรีบหันกลับมาและทันเห็นเอเลน่าในสภาพที่ท่อนบนเปลือยเปล่า

 

“เจ้า!”

 

เอเลน่าตะโกนด้วยความโกรธ นางยกมือขึ้นมา และเตรียมที่จะใช้เวทย์มนต์ แต่มานาของนางก็แทบจะไม่มีเหลือแล้ว ในตอนที่นางพยายามจะใช้เวทย์ก็ทำให้การมองเห็นของนางมืดลงไปอีกครั้ง เอเลน่าเกือบจะหมดสติไปอีกรอบ เนื่องจากต้องทนรับความเจ็บปวดบนข้อมือ ร่างกายของนางอ่อนปวกเปียกขณะที่ล้มลงไปบนพื้น

 

กาตอนรีบเข้าไปหาทันที เขาเข้าไปโอบกระชับเพื่อพยุงร่างบางเอาไว้ ขณะที่เอเลน่าก็ยังคงพยายามจะดิ้นหนีอย่างแรง แต่กาตอนก็ไม่ยอมปล่อยนางไป “ข้าเห็นพวกมันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเลิกดิ้นได้หรือยัง?!”

 

เสียงของเขามีพลังอย่างน่าประหลาด และเอเลน่าก็ค่อยๆมีสติกลับมาอย่างช้าๆ นางมองเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดของเขา และยังรับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเลือดจางๆ บนหน้าอกด้านซ้ายของกาตอนมีบาดแผลอยู่ ซึ่งอยู่ตรงกับหัวใจของเขาพอดี และการที่นางดิ้นขณะที่เขากอดเอาไว้ก็ทำให้บาดแผลของเขาเริ่มจะฉีกออก เลือดปริมาณมากไหลออกมา

 

เมื่อเห็นเอเลน่าหน้าถอดสี กาตอนก็หัวเราะเบาๆ “รูนไนท์แทงข้า แต่ก็ไม่เป็นอะไรหรอก ข้ายอมรับการโจมตีนั้นเองเพื่อที่จะหนีมาให้ได้ เห็นอย่างนี้ดาร์คมูนของข้าก็เร็วไม่แพ้ใคร”

 

เอเลน่าหยุดดิ้น นางไม่สนใจจะเช็ดเลือดบนใบหน้าของตัวเอง หน้าอกของนางก็ยังคงปรากฎออกมาให้เห็น แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจมันแล้ว เอเลน่าให้ความสนใจกับบาดแผลของกาตอน แม้ว่าจะโชคดีมากแค่ไหนก็ตาม วอริเออร์ระดับ 3 จะต้องทุกข์ทรมานขนาดไหน สำหรับการหนีจากรูนไนท์ บาดแผลตรงตำแหน่งหัวใจเขา ดูเเล้วเป็นบาดแผลที่ลึกและสาหัสมาก หัวใจของเขาจะต้องถูกแทงทะลุไปแล้วอย่างแน่นอน

 

“นี่เจ้า—” เอเลน่าพูดออกมาแล้วหยุดชะงัก นางมองเขาด้วยแววตาค้นคว้า กาตอนเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่นางพยายามจะพูด เขาจับมือของนางมาวางบนหน้าอกของเขา เอเลน่ารู้สึกได้ถึงความแข็งเเกร่งและชีพจรที่ยังคงมั่นคงหนักแน่นผ่านกล้ามเนื้อหน้าอกนั้น

 

“ข้ามีหัวใจ 2 ดวง และร่างกายข้าก็ยังสามารถฟื้นฟูได้รวดเร็วเหมือนอสูร ข้าคิดว่าข้าน่าจะไม่เป็นอะไร” เขายังคงหัวเราะอย่างสดใส เอเลน่าเริ่มสงบลง ในตอนนี้นางรู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัย เมื่อกาตอนโน้มตัวลงมาจูบ นางก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด

 

เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว กาตอนและเอเลน่านั่งอยู่ข้างกองไฟเล็กๆ กองไฟนั้นช่วยขับไล่ความเย็นออกไปจากถ้ำที่เย็นชื้น กระต่ายป่าถูกย่างทำเป็นบาร์บีคิวอยู่ในกองไฟ เอเลน่ารู้สึกถึงความอยากอาหารเล็กๆ ขณะที่กำลังนั่งกอดเข่าอยู่ นางซบใบหน้าลงกับเข่าสองข้าง ในสถานการณ์แบบนั้น, นางกลับผลักกาตอนออกไป หากเป็นผู้ชายคนอื่นคงจะโกรธนางไปแล้ว แต่เขาก็ยังทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและหันมาทำอาหารเย็นสำหรับพวกเขาทั้งสองคนแทน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสุขและความรักที่ดูซื่อบริสุทธิ์ และนางก็ไม่เห็นสัญญาณของความเกลียดชังหรือไม่พอใจจากเขาเลย

 

“เจ้าชอบข้าเหรอ?”

 

“แน่นอน!”

 

“ทำไม?”

 

“ไม่มีเหตุผล”

 

เอเลน่าพยายามครุ่นคิดก่อนที่จะพูดอีกครั้ง “พวกเรายังไม่ค่อยจะรู้จักกัน เจ้าก็ไม่เข้าใจข้าและข้าก็ไม่รู้อดีตของเจ้าด้วย เจ้าไม่คิดบ้างเหรอว่าทำไมพวกข้าถึงถูกเอิร์ลไคล์โจมตี ? เจ้าก็น่าจะเดาได้ว่าพวกข้าต้องมีความลับ”

 

“ไม่เห็นจะเป็นปัญหา ข้าคืออาเครอน เมื่อพวกเราชอบใคร ก็คือชอบคนนั้น ไม่มีเหตุผล ไม่ต้องมีอะไรทั้งนั้น” กาตอนพูดอย่างไม่ใส่ใจ

 

“ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม?”

 

“แน่นอน”

 

“แล้วถ้าข้าอยากให้เจ้าตายล่ะ?”

 

“ได้แน่นอน ถ้าเจ้าต้องการ” กาตอนยิ้ม

 

เอเลน่าไม่พูดอะไรอีก นางเริ่มกลับมาเงียบอีกครั้ง นางไม่เคยเชื่อในคำพูดของผู้ชายอยู่แล้ว พวกเขาทั้งคู่ต่างก็ไม่เข้าใจกันและกัน จริงๆเเล้วพวกเขาเเทบจะไม่เคยได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ แม้แต่ซุก็ยังคุ้นเคยกับเขามากกว่า แต่เขากลับมาบอกว่าสามารถตายเพื่อพิสูจน์ความรักที่มีต่อนางได้?

 

มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะให้สัญญาออกไปอย่างง่ายๆ แต่พวกเขาไม่เคยเตรียมพร้อมที่จะรักษาคำสัญญาเหล่านั้น เวลานี้เอเลน่ายังเห็นเลือดสีเเดงสดไหลออกมาจากบาดเเผลของกาตอนไม่หยุด และนางก็อ่อนล้ามากด้วย

 

ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ชั่วขณะ แต่ราวกับว่าใช้เวลาแสนยาวนาน ก่อนที่เอเลน่าจะพูดขึ้นมา “ทุกๆคนในครอบครัวหรือตระกูลของเจ้า พวกเขาดูเหมือนจะ—”

 

“โง่ใช่ไหม?” กาตอนถามพร้อมกับหัวเราะ แล้วพูดต่อ “บางทีอาจจะใช่ พวกเรามันโง่และเซ่อด้วย เป็นมาตั้งเเต่พวกเรายังเล็กๆแล้ว แต่มันก็ดีแล้ว เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือพวกเราไม่รู้ว่าจะทุ่มเททำเรื่องโง่ๆไปเพื่อใครต่างหาก”

 

“คำพูดของเจ้า ข้าไม่คิดว่ามันถูกต้อง แต่นามสกุลของเจ้า อาเครอน ค่อนข้างแปลกอยู่ เจ้าบอกชื่อเต็มให้ข้าฟังได้ไหม?”

 

“กาตอน ไอเซห์ ซาทานิสโตเรีย อาเครอน”  เอเลน่าเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ

 

ดวงตาของกาตอนยังคงเป็นเหมือนกับอัญมณีที่บริสทุธิ์และงดงามสมบูรณ์แบบเหมือนเมื่อครั้งแรกที่เจอกันในบาร์เหล้า แต่ตอนนี้ สิ่งที่แตกต่างออกไปคือหัวใจของเอเลน่าไม่ได้สงบอีกต่อไปแล้ว ชื่อของเขายาวและค่อนข้างจะออกเสียงได้ยาก แต่นางก็จำได้ดีว่าชื่อแบบนี้เป็นธรรมเนียมของพวกปีศาจ ‘หรือว่าชายผู้นี้มีสายเลือดของปีศาจอยู่ในตัว ? ‘ แค่ชื่อของเขาอย่างเดียวก็พอจะทำให้มั่นใจได้แล้ว แม้พลังของเขาที่สัมผัสได้ดูจะไม่ได้สมชื่อ แต่ดูเเล้วก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่

 

เอเลน่าเงียบไปสักพัก และในที่สุดก็พูดขึ้น “ครอบครัวของเจ้า เคยบอกไหมว่าไม่ให้พูดชื่อออกไปแบบนั้น?”

 

“เจ้าหมายถึงชื่อจริงของข้าใช่ไหม?” กาตอนเอามือจับที่คางอย่างครุ่นคิด “แม่ของข้าเคยบอกว่าถ้าข้าโตเป็นผู้ใหญ่อย่าบอกชื่อจริงกับใคร ถ้าต้องบอกจริงๆ ให้บอกกับคนคนเดียวเท่านั้น คนที่จะมอบชีวิตให้”

 

‘อย่างนั้นแสดงว่าเขารู้เรื่องทั้งหมด’ เอเลน่านิ่งเงียบ รู้สึกอับจนในคำพูด แม้ชายคนนี้่หรือทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเขาจะดูบ้าบอไร้สาระ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจของเขา มันก็เหมือนที่กาตอนพูด คำพูดของเขาถือเป็นสัญญาที่เหมือนกับมอบชีวิตให้นาง การที่บอกชื่อจริงกับนางก็เท่ากับว่ามอบชีวิตตัวเองมาอยู่ในมือของนาง … ‘จริงๆแล้วคนคนนี้โง่ขนาดนั้นกันแน่?’

 

“แล้วต่อจากนี้ เจ้าจะทำยังไงต่อไป? ยังจะผจญภัยอยู่ไหม? “

 

“แน่นอนว่าไม่! ข้าจะสร้างกองทัพของตัวเองและสู้รบกับเผ่าอื่นๆขยายดินเเดนออกไปและสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา! ” กาตอนพูดอย่างยิ่งใหญ่ ราวกับว่าเขาคือแม่ทัพที่มีทหารอยู่ในมือนับพันนับหมื่นแล้ว

 

เอเลน่านั่งอยู่เงียบๆและยังมองดูกองไฟต่อไป สีหน้าที่ดูมืดมนช่างตรงกันข้ามกับความสว่างไสวของเปลวไฟ และนั่นก็ยิ่งขับให้ใบหน้าอมทุกข์ของนางมองเห็นได้อย่างชัดเจน ตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ลมที่พัดลอยมาจากอีกด้านของท้องฟ้า หอบเอาเมฆลอยมาปิดบังดวงจันทร์ทั้งสามไปอย่างเงียบๆ

 

เอเลน่าลุกขึ้นมา “ข้าจะไปแล้ว”

 

กาตอนประหลาดใจ “ไป? ไปไหน?”

 

“ที่ที่ข้าควรจะไป” เอเลน่าออกวิ่งเต็มฝีเท้า นางมุ่งหน้าออกไปจากถ้ำ และนางไม่ได้ชะลอฝีเท้าลง หยุด หรือหันหลังกลับมามองอีกเลย

 

“ครั้งหน้าพวกเรา—”

 

“จะไม่มี ‘ครั้งหน้า’!” เอเลน่าตะโกนขณะที่ร่างบางลับหายไปในยามค่ำคืน แต่เสียงของนางก็ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในถ้ำ

 

กาตอนได้แต่ยืนอึ้งและไม่ได้ไล่ตามนางไป เขาเพิ่งจะอกหัก และไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีพลังมากพอที่จะไล่ตามเมจระดับ 6  อยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นผู้หญิงคนนี้ก็มีพลังลึกลับที่เมจธรรมดาๆไม่มี

 

กาตอนทรุดนั่งลงไปราวกับยอมรับต่อความพ่ายแพ่ เขาดึงผมของตัวเอง นิ่งเงียบอยู่นานก่อนที่จะหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ก็ได้ ยังไงอาเครอน ก็เป็นพวกบ้าดีเดือดอยู่แล้ว ‘ลุยอย่างบ้าระห่ำหรือไม่ก็ตายอย่าเงียบๆ…’ เคยมีไอ้บ้าคนไหนพูดประโยคนี้นะ?”

 

เสียงหัวเราะของเขาดังสะท้อนไปไกลในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ กองไฟยังคงลุกโชนสว่างไสวอยู่ กระต่ายป่าถูกย่างนานไปจนไหม้เกรียมไปหมด

 

……

 

เวลาไม่เคยหยุดเดินและไม่เคยถอยหลังกลับ และแล้ว 5 ปีก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ป่าเอฟเวอร์ไนท์ สูญเสียความสงบในฤดูใบไม้ผลิที่ 6 ขณะที่มนุษย์นำกองทัพบุกลึกเข้าไปทุกตารางนิ้วของป่า ความสวยงามและความสงบเงียบของผืนป่าถูกทำลายด้วยพลังที่ป่าเถื่อนและเวทย์มนต์ที่โหดร้าย เปลวไฟกลืนกินไปทุกหย่อมหญ้า และต้นไม้จำนวนมากก็ถูกเผา ตัดโค่น จนเสมือนเหลือแต่ดินที่แห้งแล้ง สัตว์มายาทั้งหมดถูกไล่ให้ย้ายถิ่นฐานไป แม้แต่เผ่าพันธุ์สัตว์มายาที่แข็งเเกร่งที่สุดก็ยังไม่สามารถรับมือกับมนุษย์พวกนี้ได้

 

ป่าเอฟเวอร์ไนท์ เป็นดินแดนที่เป็นถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมของเหล่าเอลฟ์ซิลเวอร์มูน ราชวงศ์แห่งเอลฟ์ปกป้องผืนป่าแห่งนี้ ที่ซึ่งพวกเขาเรียกว่าบ้านมารุ่นสู่รุ่น และพวกเขาจะทำทุกวิถีทางที่จะสามารถปกป้องถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอลฟ์ก็คือมนุษย์ มนุษย์โจมตีพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพื่อตอบสนองความโลภของตัวเอง

 

แต่การบุกมาในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆในอดีต  ผู้บัญชาการแห่งกองทัพมนุษย์คราวนี้ถือว่าเป็นอัจฉริยะที่สุดในประวัติศาสตร์ เขานำกองกำลังที่ประกอบไปด้วยรูนไนท์ 50 คนที่สามารถทำลายข้อได้เปรียบของพวกอาเชอร์ที่มีประสบการณ์สูงของเหล่าเอลฟ์ได้ ความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งสองฝ่ายต่างต้องสูญเสียกองทัพที่แข็งเเกร่งที่สุดไปกองเเล้วกองเล่า มีราชาของเอลฟ์มากกว่า 12 พระองค์ที่ตายในสนามรบ และแม้ว่าจะยอมสละชีวิตของทหารจำนวนมากก็ไม่สามารถป้องกันการรุกรานในครั้งนี้ได้ อาวุธปะทะกันขณะที่ไฟลุกไหม้ ความรุนแรงกระจายอยู่ทั่วผืนป่าเอฟเวอร์ไนท์  ในครั้งนี้มนุษย์สามารถบุกเข้าถึงปราสาทซิลเวอร์มูนได้สำเร็จ

 

ไม่มีทางแก้ไขใดใดอีกแล้วสำหรับปัญหานี้ กลุ่มต่างๆของเอลฟ์ซิลเวอร์มูน เข้าร่วมกองทัพและสู้ตายสุดชีวิต แต่อนิจจาเผ่าพันธุ์เอลฟ์ก็ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ หลังจากสืบทอดบังลังก์ติดต่อกันมายาวนานถึง 1,300 ปี ในที่สุดเผ่าพันธุ์เอลฟ์แห่งป่าเอฟเวอร์ไนท์ ก็ล่มสลาย

 

ในขณะนี้เหลือเพียงเอลฟ์กลุ่มเล็กๆที่หลบหนีซ่อนตัวอยู่ในป่าเอฟเวอร์ไนท์  พวกเขาสามารถแฝงตัวกับต้นไม้ราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเขาวิ่งได้รวดเร็วหลงเหลือไว้เพียงเงาให้เห็นเท่านั้น แม้จนถึงขณะนี้เสียงม้าศึกและเสียงร้องจากการเข่นฆ่าในสงครามก็ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เปลวไฟถูกจุดเผาต้นไม้โบราณเพื่อสร้างเส้นทางหลบหนีสำหรับแนวหน้าของพวกเขา เอลฟ์ทุกตนต่างมีใบหน้าที่หวาดกลัว สภาพป่าในตอนนี้ไม่ใช่ป่าที่พวกเขาคุ้นเคยอีกแล้ว กลุ่มไนท์กระโดดออกมาเพื่อสกัดกั้นพวกเขาเป็นครั้งคราว แต่เหล่าเอลฟ์ก็ยังมุ่งหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ

 

ต้นไม้โลกที่อยู่ในระยะไกลถูกเผาไหม้ในเปลวเพลิงนรก ปลายยอดของเปลวไฟแห่งความตายลามเลียไปทั่วแผ่นดิน และแสงจากเพลิงก็ย้อมท้องฟ้าจนเป็นสีแดงไปครึ่งหนึ่ง เอลฟ์หลายตนยืนล้อมเพื่อปกป้องชาแมนของพวกเขาสุดชีวิต พวกเขาจะเปลี่ยนรูปแบบการยืนป้องกันก็ต่อเมื่อศัตรูบุกเข้ามาโจมตี  พวกเขายอมสละชีวิตเพื่อปกป้องนายหญิงของพวกเขา เอลฟ์วอริเออร์ที่ทรงพลังล้มตายไปคนแล้วคนเล่า ขณะที่รูนไนท์ก็ยังคงโจมตีต่อไป

 

ชาแมนสาวกอดหนังสือสีทองของนางไว้แน่น นี่คือ ‘หนังสือโบราณแห่งอลูเซีย’ ไอเท็มที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเอลฟ์ซิลเวอร์มูน ในขณะที่วิ่งหนีนางวิ่งได้เร็วไม่ต่างจากพวกทหาร  ดังนั้นแค่เห็นเพียงแวบเดียวก็พอจะบอกได้แล้วว่านางคือเมจ หลังจากถูกรุกไล่มาเรื่อยๆ ในที่สุดนางก็เหลือวอริเออร์คอยคุ้มครองอยู่ข้างกายนางเพียงแค่ 2 คน

 

และในที่สุดเส้นทางเดินข้างหน้าของพวกเขาก็เปิดออก ทะเลสาบที่แสนสงบปรากฎออกมาให้เห็น  ที่นี่เปรียบดั่งไข่มุกแห่งป่าป่าเอฟเวอร์ไนท์  —-ทะเลสาบเครสเคนท์  ทว่าพวกเขาก็พบกับไนท์ผู้หนึ่ง กำลังนั่งบนหลังม้าเงียบๆอยู่ข้างทะเลสาบ ไนท์ผู้นั้นกำลังอยู่ในตำแหน่งที่ขวางทางพวกเขาอยู่!

 

ออร่าที่หนักแน่นปกคลุมอยู่ทั่วในบรรยากาศ รบกวนความสันติสุขและความเงียบสงบของป่า หากมองลงไปในน้ำ จะเห็นว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดใต้ผืนน้ำนั้นหยุดกิจกรรมต่างๆของพวกมัน และรีบซ่อนตัวอยู่ที่ก้นทะเลสาบ

 

แม้จะมีไนท์เพียงแค่คนเดียวที่ขวางพวกเขาอยู่ แต่ความสูงและรูปร่างอันกำยำของเขาก็ทำให้เขาดูราวกับภูเขาที่ยิ่งใหญ่ขวางอยู่ตรงหน้า แม้แต่ม้าศึกสีดำที่เขาขี่ก็ดูมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ชุดเกราะนั้นดูหนาและหนัก เพียงแค่รูปลักษณ์ที่ปรากฎก็สามารถข่มขวัญคนทั่วไปให้หวาดกลัวจนตัวสั่นได้อย่างง่ายดาย เขานั่งนิ่งเฉย ดูราวกับไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใด เขาถือดาบไว้ในมือข้างหนึ่งซึ่งมีขนาดยาวกว่าเมตร และมันยังคงเปื้อนไปด้วยเลือดสดๆของ—เหล่าเอลฟ์ซิลเวอร์มูน

 

ชาแมนหญิงหยุดนิ่ง ขณะที่วอริเออร์ทั้งสองของนางพุ่งเข้าไปโจมตีไนท์ที่นั่งอยู่บนหลังม้าสีดำ แม้จะรู้ดีว่าการต่อสู้นี้ ทางข้างหน้ามีเพียงหุบเหวแห่งความตายรออยู่ แต่พวกเขาก็ไม่หยุด—ทั้งหมดที่พวกเขาต้องทำก็คือเอาดาบเเทงเข้าไปที่หน้าอกของไนท์ให้ได้ เอล์ฟผู้เป็นวอริเออร์ทั้งสองเพิกเฉยต่อทุกสิ่งพุ่งตัวไปยังเป้าหมายที่อยู่ข้างหน้า แต่ทว่าก็มีเสียงหัวเราะอันชั่วร้ายดังออกมาจากภายในหมวกเหล็กของไนท์ ขณะที่เขาตวัดดาบอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า

 

ไนท์ลงจากหลังม้า เลือดสดๆหยดลงมาจากปลายดาบของเขา เขาเดินตรงไปที่ชาแมนและหัวเราะ “ชาแมนแสนสวยและสง่างามแห่งดวงจันทร์ เจ้าคือบุคคลสำคัญของราชวงศ์เอลฟ์ เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้ากับหนังสือศักดิ์สิทธิ์หนีไปได้ง่ายๆเหรอ? รางวัลของข้าจะถูกหักไปครึ่งหนึ่งถ้าหากข้าทำแบบนั้น! นี่เป็นครั้งแรกของข้าที่ได้บัญชาการกองทัพที่ใหญ่และทรงพลังขนาดนี้ ข้าเลยต้องพยายามไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น!”

 

ขณะที่เขาพูด ร่างที่ไร้วิญญาณของเอลฟ์ทั้งสอง ก็ล้มลงไปบนพื้น แม้แต่ผู้คุ้มกันระดับสูงของราชวงศ์ซิลเวอร์มูน ก็ยังไม่สามารถหลบดาบของไนท์ผู้นี้ได้ แต่ทว่า ชาแมนสาวผู้นั้นตัวสั่นเล็กน้อย นางแผดเสียงออกไปด้วยความโกรธเคือง เพียงคำพูดเดียวแต่เสมือนเจือไปด้วยคำถาม

 

“กาตอน?!”

 

ร่างกายของไนท์แข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน เขาถอดหมวกของเขาออกเพื่อเปิดเผยใบหน้าของตัวเอง เขาคือกาตอนจริงๆ 5 ปีผ่านไปใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาก ดูเป็นผู้ใหญ่และดูเด็ดเดี่ยวมากขึ้น ในตอนนั้นเขาคือนักผจญภัยที่อยากจะเป็นแม่ทัพของกองทัพทีมีทหารนับพันชีวิต ในที่สุดเขาก็ทำได้สำเร็จ เขาประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และตอนนี้สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคงจะมีเพียงดวงตาทั้งสองข้างของเขาที่ดูใสและบริสุทธิ์เหมือนกับเมื่อ 5 ปีก่อนไม่มีผิด

 

กาตอนจ้องมองไปที่ชาแมนหญิง แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันที พร้อมกับอุทานออกมาเสียงดังด้วยความดีใจ “เอเลน่า!”

 

ผู้ที่ยืนอยู่ต่อหน้ากาตอนคือชาแมนแสนสวยแห่งเทพธิดาจันทรา ไม่ใช่คนทื่ดูเหมือนกับเมจของมนุษย์เมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว แต่กาตอนก็ยังจำดวงตาของนางได้ ผู้ที่เคยเป็นเพียงวอริเออร์ระดับ 3 อย่างเขา รู้จักเวทย์แปลงกายลับของเอลฟ์ซิลเวอร์มูนดี

 

ความดีใจของกาตอนค่อยๆจางหายไปและเปลี่ยนเป็นความขมขื่น ในที่สุดเขาก็พูดขึ้นมาอย่างช้าๆ “งั้นเจ้าก็เป็นเอลฟ์ซิลเวอร์มูนและเป็นชาแมนแห่งจันทรา เจ้าต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ไม่ผิดแน่ ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมเวทย์มนต์ของเจ้าเมื่อหลายปีก่อนถึงได้ทรงพลังนัก”

 

เขาจ้องมองเอเลน่าอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะยิ้มด้วยความดีใจ “เฮ้ คนสวย! เจ้างดงามยิ่งกว่าผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบในจินตนาการของข้าซะอีก แต่ถึงแบบนั้นข้าก็ยังชอบเจ้าในตอนที่เป็นเมจของมนุษย์มากกว่า”

 

รอบยิ้มที่คุ้นเคย …ทำให้เอเลน่ารู้สึกเหมือนกับวันเวลาเมื่อ 5 ปีก่อนย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง แต่หนังสือที่หนาและเย็นในมือของนางก็ปลุกให้นางตื่นขึ้นจากภวัง ชาแมนแห่งอลูเซียจะต้องบริสุทธิ์และไร้จุดด่างพร้อย

 

เอเลน่ากอดหนังสือศักดิ์สิทธิ์แห่งอลูเซีย นางพูดอย่างเย็นชา “กาตอน มือของเจ้าเปื้อนเลือดของเอลฟ์ซิลเวอร์มูนมากเกินไป วันนี้จะมีเพียงแค่หนึ่งเดียว หากไม่ใช่เจ้าก็เป็นข้า ที่จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป “

 

กาตอนลูบจมูกของตัวเองเบาๆและยิ้มอย่างขมขื่น “เจ้า…ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า—”  เขายังไม่ทันพูดจบ เอเลน่าก็พุ่งตรงมาหาด้วยความเร็วระดับเอฟล์วอริเออร์ หนังสือส่องเเสงสว่างเรืองรองออกมาขณะที่หน้าหนังสือถือเปิดออก

 

กาตอนหมุนดาบใหญ่ในมือของเขา ขณะที่เขามองดูเอลฟ์สาวแสนสวยกำลังพุ่งตัวเข้ามา การโจมตีที่รวดเร็วของเขาสามารถฆ่าได้แม้แต่ปีศาจ ไม่ต้องพูดถึงสิ่งมีชีวิตที่บอบบางอย่างเอลฟ์

 

ความตายกำลังจะมาเยือนนาง! แม้จะรู้เรื่องนี้ดี แต่เอเลน่าก็ไม่สนใจ ในขณะที่นางพุ่งเข้าหาเขา สิ่งเดียวที่จะอยู่ในความคิดของนางคือฉากของการเผชิญหน้ากับกาตอน

 

“แล้วถ้าข้าต้องการให้เจ้าตายล่ะ?” นางเคยถามคำถามนี้กับเขาต่อหน้ากองไฟ

 

“ได้แน่นอน ถ้าเจ้าต้องการ”

 

5 ปีผ่านไป เขาก็ไม่เปลี่ยนไปสักนิด เขาสามารถกลายเป็นแม่ทัพบัญชาการทหารนับพันได้จริงๆ แต่เหตุใดกองทัพของเขาถึงต้องเลือกมาบุกป่าเอฟเวอร์ไนท์ อันเป็นที่รักของนางด้วย….

 

มุมปากของเอเลน่ายกขึ้นในทันที ปลายดาบของกาตอนเข้าใกล้ดวงตาของนางมากเรื่อยๆ แต่นางก็ไม่หลบ ดาบสั้นเล่มหนึ่งปรากฎออกมาจากหนังสือแห่งอลูเซีย นางใช้ดาบสั้นเล็งไปที่หน้าอกของกาตอน นางยังจำได้ ในคืนนั้นนางสัมผัสได้ถึงการเต้นของหัวใจเขาด้วยมือของนางเอง และนางก็รู้ตำเเหน่งของหัวใจดวงที่ 2 ดี

 

เอเลน่ารู้ว่ากาตอนจะไม่หลบการโจมตีนี้แน่ นี่คือสกิลที่ทรงพลังที่สุดของเอลฟ์ซิลเวอร์มูน  —— สกิลลับ ‘มูนไลท์สแลช’ ในฐานะชาแมนแห่งจันทรา สกิลดาบของนางนั้น แท้จริงแล้วแข็งเเกร่งยิ่งกว่าเวทย์มนต์และคาถาศักดิ์สิทธิ์ของนางเสียอีก ไม่มีชุดเกราะใดที่จะหยุดดาบที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับพรจากอลูเซียนี้ได้ และแม้แต่ผู้ที่มีพลังเหนือมนุษย์อย่างรูนไนท์ก็ยังยากที่จะรอดชีวิต ดาบสั้นที่เฉียบคมนี้ไร้ความปราณี

 

ภาพของบาดแผลลึกบนหน้าอกของกาตอนปรากฎขึ้นในม่านดวงตาของเอเลน่า 5 ปีก่อน เขายอมเสียหัวใจหนึ่งดวงเพื่อช่วยชีวิตนาง ตอนนี้ดาบสั้นในมือนางกำลังจะเเทงไปที่หัวใจดวงที่ 2 ของเขา

 

และเอเลน่าเองก็ตั้งใจที่จะไม่หลบดาบของกาตอน นางเลือกที่จะแทงสวนไปที่หัวใจของกาตอนให้ได้ก่อนที่ดาบของเขาจะฟันเข้ามาถึงตัว นางต้องแก้แค้นให้กับเหล่าเอลฟ์ซิลเวอร์มูนจำนวนมากที่ล้มตายในกองไฟแห่งสงครามอันโหดร้าย

 

‘ให้เรา…ให้พวกเราอยู่เคียงคู่กัน อยู่เคียงคู่กันในป่าแห่งนี้…’ นี่คือสิ่งที่เอเลน่าคิด

 

มูนไลท์สแลชฟันผ่านชุดเกราะของกาตอนอย่างรุนแรง ทะลุเข้าไปในหน้าอกของเขาและเเทงเข้าไปที่หัวใจของเขา พลังที่เกี้ยวกราดที่อยู่ภายในดาบสั้นนั้นทำลายหัวใจของเขา

 

ดาบใหญ่ของกาตอนหยุดทันที มันสัมผัสกับผิวหนังของเอเลน่าเล็กน้อยเเต่ก็ไม่ได้ไปไกลกว่านั้น มือที่จับมันอยู่ยังคงหนักแน่นดั่งขุนเขา

 

กาตอนมองเอเลน่าเหมือนกับว่าเขาต้องการจะพูดอะไรบางอย่างกับนาง แต่เขาไม่สามารถส่งเสียงได้ อย่างไรก็ตามเขาก็กำลังยิ้มในขณะที่เขาล้มลงไปบนพื้นพร้อมกับอาวุธของเขา — ในอ้อมกอดของเอเลน่า เลือดของกาตอนเปื้อนตัวของนางไปครึ่งหนึ่ง —- เหมือนกับเมื่อ 5 ปีก่อน

 

“กาตอน—” เอเลน่าหมดสิ้นคำพูด โลกในสายตาของนางก่อนหน้านี้พร่ามัว ความแค้นและเลือดเดือดอยู่ในกายของนาง จนไม่สามารถควบคุมได้

 

‘พวกเรามันโง่และเซ่อด้วย เป็นมาตั้งเเต่พวกเรายังเล็กๆแล้ว แต่มันก็ดีแล้ว เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือพวกเราไม่รู้ว่าจะทุ่มเททำเรื่องโง่ๆไปเพื่อใครต่างหาก ‘ คำพูดของชายคนนี้ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดไว้ ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเอเลน่า มันคำพูดที่เขาพูดออกมาหลังจากที่เขาบอกชื่อจริงแก่นางโดยไม่มีความลังเล

 

หนังสือตกลงไปบนพื้น เอเลน่ากอดกาตอนไว้แน่น อุณหภูมิร่างกายของเขาค่อยๆลดลงในอ้อมแขนของนาง

 

“ไม่!” นางกอดเขา และกระซิบใกล้ๆ “เจ้าจะไม่ตาย!”

 

……..

 

กาตอนใช้ชีวิตทั้ง 7 วันต่อมาอยู่กับความจริงและความฝันอันหอมหวาน และในวันที่ 8 เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้น เขาก็พบว่าตอนนี้เขาอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง

 

แม้เขาจะไม่รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ แต่ทว่าเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ เขาหันมองไปรอบๆ ก็เห็นเสื้อคลุมของชาแมนที่เต็มไปด้วยเเลือดแห้งเกอะกรัง คราบเลือดยังส่งกลิ่นคาวออกมา แต่มันก็ไม่ได้ทรงพลังเท่ากับกลิ่นของผู้หญิงที่เขารัก แม้จะเบาบางแต่ก็เป็นกลิ่นที่หอมหวานสำหรับเขา

 

แม้กลิ่นจะยังอยู่ แต่เขาก็ไม่เห็นร่างที่งดงามของเอเลน่ามา 2-3 วันแล้ว ช่วงเวลาแห่งความอ่อนโยนในฤดูใบไม้ผลิและความใกล้ชิดของพวกเขาเสมือนเป็นเพียงภาพลวงตา นางจากไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้อีกแล้ว

 

และครั้งนี้ คงจะไม่มีคำว่า ‘ครั้งหน้า’ แล้วจริงๆ
.
.
.

ติดตามตอนอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ : นครแห่งบาป  <<< (เปิดขายเร็วๆนี้)