0 Views

บทที่ 7 กระต่ายน้อยท่ามกลางฝูงหมาป่า

แม่คะ หนูไม่อยากโดนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก…

เมื่อนั่วนั่วย้ายออกไปจากชั้นสาม พนักงานใหม่ทั้งหลายมองเธอด้วยสายตาอิจฉา เพราะว่าจากเด็กใหม่ทั้งหมด นั่วนั่วเป็นคนที่น่าจะไม่ผ่านการทดลองงานมากที่สุด ทุกคนรู้ว่าในอดีต ทั้งผ.อ.ฝ่ายวางแผนและเจ้านายอี้จัดการลงมีดนักเขียนหญิงไปหลายคนแล้ว ด้วยเหตุผล “ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของบริษัทได้”

ด้วยเหตุนี้ผู้จัดการแผนกวางแผนหลี่ “พ่อบ้านเฒ่า” รู้สึกว่ามันโหดไปหน่อย และแอบบ่นลับหลังว่า บอสน่ะไม่ได้รับสมัครพนักงานหรอก แต่เป็นการเลือกว่าที่ภรรยาต่างหาก

และด้วยประสิทธิภาพการทำงานของนั่วนั่วที่อยู่ในระดับงั้นๆ จากประสบการณ์เขาเองก็คิดว่าเธอคงอยู่ได้ไม่ทนในฐานะนักเขียนหญิงหรอก แต่แค่เดือนกว่าๆ บอสใหญ่เซียวก็เอ่ยวาจาสิทธิ์อนุญาตให้เธอย้ายขึ้นชั้นบนได้ ทำเอาทุกคนอึ้งกันหมด

ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ทราบข่าวเรียกประชุมด่วนเพื่ออภิปรายเรื่องนี้ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลถูกกำชับว่าให้เอ่ยว่า เป็นคำสั่งของเซียวอี้ที่ให้เลื่อนนั่วนั่วเป็นพนักงานประจำ และยิ่งไปกว่านั้นมีเรื่องซุบซิบว่า ก่อนที่นั่วนั่วจะย้ายขึ้นชั้นสิบเจ็ด เธอแอบไปพบเซียวอี้ลับๆในออฟฟิศอีกด้วย

ดังนั้นเมื่อนั่วนั่วย้ายคอมฯขึ้นไปชั้นบน เด็กใหม่ก็ได้แต่เพ้อเจ้อว่าบอสใหญ่กับสาวตัวเล็กนี้มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกัน

และการคาดเดานี้ถูกยืนยันเมื่อบ่ายวันถัดมา

วันถัดมานั่วนั่วลงมากินข้าว แต่นอกจากกล่องข้าวของตัวเองแล้ว ด้านซ้ายมือยังมีปิ่นโตเก็บความร้อนแบบสามชั้น คุณป้าโรงอาหารแซ่จางจำปิ่นโตนั้นได้ทันนี้ กวักมือเรียกนั่วนั่วไปที่หน้าต่างเล็กด้านซ้าย ก่อนตักกับข้าวหลากชนิดลงในปิ่นโตนั้น

ระหว่างมือเป็นระวิงคุณป้าโรงอาหารแซ่จางยิ้มมุมปาก “สาวน้อย ฉันไม่เคยเห็นเธอมาก่อน เป็นเด็กใหม่แผนกธุรการเหรอจ๊ะ”

นั่วนั่วขมวดคิ้ว ก่อนจะตอบ “คะ…?”

ถึงแม้ว่าบริษัทมีอาหารกลางวันให้ แต่ไม่ได้ใจกว้างกับพนักงานเท่าไร เมนูผัดๆทอดๆเป็นเมนูพิเศษสำหรับบอสใหญ่เซียวอี้คนเดียวเท่านั้น บอสใหญ่เซียวชื่นชอบการเป็นเป้าสายตาของคนอื่นๆที่มองมาอย่างอิจฉา ตามปกติแล้วเขาไม่ลงมากินข้าวที่โรงอาหาร เลขาจากแผนกธุรการนั้นจะเป็นคนนำมื้อกลางวันขึ้นไปให้เซียวอี้ที่ออฟฟิศทุกวัน

ป้าจางที่สังเกตุเห็นว่าเลขาเปลี่ยนหน้าค่าตาเลยซักไซ้เป็นการใหญ่ จนนั่วนั่วอดถอนใจใหญ่ไม่ได้ ทำไมเธอต้องพูดมากเกินไปด้วยนะ

>__<

 

เมื่อวานเซียวอี้บอกนั่วนั่วว่า “ถ้าเธอชอบล้างจานขนาดนั้น งั้นจากวันนี้ไปเธอก็ไปทำมื้อกลางวันมาให้ฉันด้วย ไม่มีเงินเดือนเพิ่มให้หรอกนะ” นั่วนั่วตะลึง ทำเป็นแปลกใจ ก่อนที่จะแหย่หนวดเสือ “เจ้านาย คุณทานข้าวด้วยเหรอ?”

ใครที่มาได้ยินนั่วนั่วที่กำลังดุบอสใหญ่แบบนี้ คงไม่เชื่อหูตัวเองเป็นแน่ เซียวอี้หมุนเก้าอี้ก่อนยิ้มเจ้าเล่ห์ “เมื่อเธอไม่รู้ว่าฉันกินข้าวได้ ฉันจะให้โอกาสเธอเรียนรู้ว่าทุกวันฉันกินอะไรบ้าง…”

และแล้ว…

วิ้ง…

นั่วนั่วกดลิฟท์ไปชั้นสิบเจ็ดรู้สึกพ่ายแพ้

เธอไม่น่าไปท้าทายอำนาจมืดเลยจริงๆ โดนย้ายมาชั้นสิบเจ็ดที่มันไม่ดีอย่างที่เห็น ยกตัวอย่างเช่น การที่ต้องเอามื้อกลางวันมาส่งให้เซียวอี้ การพูดคุยกับรุ่นพี่ม่อ แค่นี้เธอก็โดนนินทาจะแย่แล้ว เธอพึ่งเริ่มสนิทกับสาวๆชั้นสามเอง การย้ายขึ้นมาในบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคยเนี่ยหมายถึงต้องเริ่มทุกอย่างใหม่ และเธอยังเป็นผู้หญิงคนเดียวบนชั้นสิบเจ็ดอีกด้วย…

นั่วนั่วคิดแล้วก็ แทบจะสำลักจากการหายใจไม่ออกเลยที่เดียว

นอกจากการย้ายมาที่ชั้นสิบเจ็ดแล้ว นั่วนั่วยังเคยอยากย้ายมาที่สำนักงานใหญ่ของแผนกวางแผน แต่หลังจากการสัมผัสแผนกวางแผนที่แท้จริงแล้ว เหมือนความฝันของเธอนั้นแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆอย่างสิ้นเชิง เธอน่าจะรู้ การย้ายขึ้นมาในแผนกนี้ ไม่ใช่ดอกไม้งามท่ามกลางหมู่ภมรที่รุมล้อม แต่กลับเป็นกระต่ายขาวตัวน้อยที่หลงทางอยู่ในถ้ำหมาป่าต่างหาก

ผู้ชายคือสัตว์ที่ใช้ร่างกายท่อนล่างในการคิด ดังนั้นเมื่อหมาป่ารวมตัวเป็นฝูง ก็มักจะทำตัวงี่เง่าไร้สาระไม่จริงจังไปวันๆ เช่น เมื่อนั่วนั่วและเพื่อนร่วมงานคุยกันเรื่องพล็อตเกมใหม่ นั่วนั่วพูดแบบจริงจังว่า “ฉันคิดว่า ตัวละครเอกทั้งสองสามารถเป็นเพื่อนรักวัยเยาว์ ก่อนจะเริ่มรักกัน…”

พอนั่วนั่วพูดจบ สายตากำกวมของทุกคนมองมาที่เธอก่อนที่ จื้อหยาจะพูด “ก่อนที่จะเริ่มรักกัน? อ่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”

{{{(> _ <)}}}

อันที่จริง Owl wing ในฐานะบริษัทผลิตเกมส์ นั้นมีบรรยากาศในการทำงานที่ผ่อนคลายมาก และหนุ่มๆแผนกวางแผนมักจะล้อเล่นไปเรื่อยเปื่อยมากกว่าทำงานจริงจัง แต่สาวน้อยนั่วนั่วเริ่มเวียนหัวกับมุขตลกใต้สะดือของเพื่อนร่วมงานเสียแล้ว

ปัญหาแรก: ทำไมรุ่นพี่ต้องเล่าแต่มุกใต้สะดือด้วย?

และปัญหามันลึกกว่านั้น นอกจากทำให้เธอรู้สึกอึดอัดแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการใช้ห้องน้ำอีก

วันหนึ่งหลังจากที่สมาชิกทีมเฟยหลงใช้ห้องน้ำเสร็จ เดินออกมาโวยวาย “เชี่ยเอ้ย มีใครทำมีดบาดเหรอไง ในถังขยะแมร่งมีกระดาษเปื้อนเลือดด้วย แม่มรึง…”

พูดไปแล้ว เบนก็นึกขึ้นได้เมื่อมองไปที่มุมเล็กๆของออฟฟิศก่อนหุบปาก เฟยหลงที่ได้ยินลูกน้องทำตัวงี่เง่า เดินออกมาจากในออฟฟิศ “ตะโกนทำไมฟะ ไม่มีอะไรทำเหรอไง”

เมื่อหัวหน้าเข้ามาควบคุมสถานการณ์ รีบถอยไปนั่งที่ เฟยหลงคิดหนัก ยิ้มแห้งๆเดินไปเดินมาหลังนั่วนั่ว ก่อนจะกระแอม “นั่วนั่ว เธอเองก็เพิ่งมา พวกนี้มันก็ยังไม่ชินหลายๆอย่าง หวังว่าเธอคงไม่คิดมากนะ” พูดจบ ตาเฒ่าก็รีบหนีไป ทิ้งนั่วนั่วให้หน้าแดง ฟ้า ก่อนซีดขาวอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์คนเดียว

ปัญหาที่สอง: แม่จ๋า เวลาที่ “เพื่อน” หนูมา หนูไม่อยากให้ชาวบ้านรู้กันทั้งออฟฟิศน๊า แง

>____ <

นั่วนั่วคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่เธอขึ้นมาทำงานข้างบนแล้วอดร้องไห้ไม่ได้ เธอวิญญาณหลุดไปตรงหน้าบอสใหญ่เซียวอยู่พักใหญ่

เซียวอี้เห็นนั่วนั่วที่ยืนนิ่งหลังจากวางกล่องข้าวแล้ว นิ้วเรียวสวยบนแป้นพิมพ์ก็หยุดรัว “ไม่ไปเหรอไง อยากจะกินข้าวกับฉันเหรอ?”

นั่วนั่วขมวดคิ้ว อ้าปากค้างก่อนลังเล “เจ้านาย มีบางอย่างที่ฉันอยากถามค่ะ”

“พูดมา”

“คือว่า” นั่วนั่วพยายามเรียงประโยค กัดฟันก่อนเอ่ยต่อ “ฉันยังไม่ผ่านช่วงทดลองงานไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงให้ฉันขึ้นมาชั้นสิบเจ็ดล่ะ”

เซียวอี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ฉันบอกไปแล้วนี่ บรรยากาศมีชีวิตชีวา”

นั่วนั่วถอนหายใจ เธอเข้าใจเซียวอี้แล้ว การที่เอากระต่ายน้อยหนึ่งตัวมาวางไว้ในรังหมาป่า ก็เหมือนการขนย้ายปลาซาร์ดีน ที่ต้องเอาฉลามมาใส่ไว้ในถังปลาเพื่อกระตุ้นความแข็งแรงของปลาซาร์ดีนไม่ให้ตายระหว่างทางนั่นแหละ

ทฤษฏีปลาซาร์ดีน นั่วนั่วรู้ว่าบริษัทเก่าของเธอก็ใช้กลวิธีนี้ แต่เธอไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งบอสจะใช้ทฤษฏีนี้กับเธอ เฮ้อ เธอต้องตื่นตัวแบบสุดๆตลอดเวลาสินะ

เหตุผลที่เธออยู่บนชั้นสิบเจ็ดนี้คือ “อาหาร” ก่อนจะกินเหยื่อ หมาป่าจอมโหดมักจะเล่นกับเหยื่อก่อนเสมอ เพื่อแสดงทักษะการล่า

นั่วนั่วร้องไห้เงียบๆ แม่จ๋า หนูไม่อยากถูกกินจนไม่เหลือกระทั่งกระดูก