0 Views

บทที่ 48 บททดสอบ

เมื่อนั่วนั่วตื่นมาในเช้าวันถัดไป สิ่งแรกที่เธอเห็นคือ ใบหน้าหล่อเหลาขั้นเทพของบอสใหญ่เซียว และก็มีฟองสบู่สีชมพูฝุดขึ้นมารอบๆ ศีรษะของเธอ

เมื่อคืน…..ที่จริง…….สองคนนอนบนเตียงเดียวกัน   o (≧ v ≦) o ……

ขณะที่เธอมองบอสใหญ่เซียวหลับไหลราวกับเด็กทารก นั่วนั่วแอบกรี๊ดอยู่ในใจ ถลีงตาใส่เขา เธอด่าเขาในใจ บอสใหญ่เซียวหน้าด้านไปแล้ว เขาถือโอกาสที่ฉันอาการไม่ปกติปีนขึ้นเตียงฉัน!

หลังจากที่ความคิดขึ้นผุดขึ้นมาในสมอง นั่วนั่วก็จำได้ว่า ที่จริง……. เมื่อคืนคนที่ใส่ชุดนอนยั่วยวนเขาก็คือตัวเธอเอง หลังจากนั้นคนที่ร้องไห้อ้อนวอนไม่ให้บอสใหญ่เซียวไปก็คือเธอ สุดท้ายพวกเขาหลับไปพร้อมเสื้อผ้าครบถ้วน แต่คนที่ขยับตัวซุกเข้าไปในอ้อมแขนของอีกคน…ก็คือเธออยู่ดี

> _ <

เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยรู้สึกเขินสุดๆ ระหว่างที่เธอกำลังลังเลว่าจะนอนต่อหรือลุกดี การขยับไปมาของเธอทำให้คนที่นอนอยู่ข้างๆ ตื่น พอเธอเห็นบอสใหญ่เซียวลืมตาขึ้น ใบหน้าของนั่วนั่วก็แดงระเรื่อ และเธอก็ก้มหน้าลงทันที ตอนที่สองคนนอนบนเตียงเดียวกันเป็นครั้งแรก พอตื่นแล้วพวกเขาพูดอะไรกันนะ…

ในนิยายมันเขียนว่ายังไง

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ที่รัก” ไม่ ไม่ใช่ ดาษดื่นเกินไป

“ตื่นแล้วเหรอคะ” งี่เง่าชะมัด ลืมตาแบบนี้ จะไม่ตื่นได้ยังไง

นั่วนั่วมองไปไกล ชันคอตั้ง และตกลงสู่ห้วงภวังค์ทันที หลังจากเวลาผ่านไปพักใหญ่ เธอก็คลี่ยิ้มนิ่งก่อนถาม “เมื่อคืนหลับสบายไหมคะ”

เหตุการณ์แบบนี้ บอสใหญ่เซียวควรจะตอบว่า “ดี” หรือไม่ก็พยักหน้า และสองคนก็จะลุกจากเตียง อาบน้ำ กินข้าวเช้าตามปกติ…….. นั่ววาดภาพฉากเรียบร้อยในความคิด ดังนั้นเธอจึงมองบอสใหญ่เซียวอย่างคาดหวัง แต่คำตอบนั้นกลับทำให้เธออึ้ง

สองคำที่แสนเย็นชาหลุดออกมาจากปากเซียวอี้แบบไม่ต้องคิด “ไม่ดี”

นั่วนั่ว: “……”

“ถ้าเธอยังดุ๊กดิ๊กไปมาแบบนั้น มันจะแย่กว่าเดิมอีก”

“……” นั่วนั่วพูดไม่ออก น้ำตาใกล้จะไหลออกมา

ถึงแม้เธอยังเป็นสาวซิง นั่วนั่วเข้าใจดีว่า เป็นเรื่องปกติที่สิ่งมีชีวิตเพศผู้นั้นใช้ร่างกายส่วนล่างคิด บอสใหญ่เซียวนอนเตียงเดียวกับเธอเมื่อคืน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เลย…เอ่อ..อืม…อะแฮ่ม…ต้องทนไม่ค่อยสบายนัก นอกจากนี้เพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อ เจ้ากระต่ายน้อยจึงสับสนว้าวุ่นจนกอดหมอนข้างใบยักษ์นาม”เซียวอี”ทั้งคืน เธอซุกเข้าในอ้อมกอดเขาใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ รับไออุ่นและกำลังใจจากเขา จึงทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่บอสใหญ่เซียวคงจะรู้สึกเศร้ามากแน่ๆ

อ้อ เธอเคยได้ยินมาว่า ตอนเช้าผู้ชายมักจะ——

พอเธอนึกขึ้นได้ ก็มีอะไรพุ่งเข้ามาในความคิด เธอตัวแข็ง ก่อนรีบกระโดดออกจากเตียง ไม่รอปฏิกิริยาตอบโต้จากบอสใหญ่เซียว ทิ้งประโยคเรียบๆไว้ “ฉันจะไปอาบน้ำ” ก่อนหนีเข้าห้องน้ำไป

พอเขาได้ยินเสียงประตูห้องน้ำกระแทกปิด เซียวอี้ลุกขึ้นนั่งบนเตียง คลี่ยิ้มขบขันแกมเหน็บแหนม นั่วนั่ว เธอขี้อายจริงๆ

หลังจากเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยแต่งตัวเรียบร้อย เธอเดินออกจากห้องน้ำและเห็นบอสใหญ่เซียวยุ่งอยู่ในห้องครัว นั่วนั่วเอียงคอ เห็นบอสใหญ่เซียวยืนบังแสง รูปร่างขั้นเทพของเขาหมกมุ่นอยู่กับการทำงานหน้าเตา ก่อนถามอย่างสงสัย “บอสใหญ่เซียว คุณกำลังทำอะไรเหรอคะ”

“อืม” เซียวอี้เกาคาง เผยแววตาฉลาดเจ้าเล่ห์ที่มักจะเห็นเฉพาะเวลาวางแผนงานสำคัญๆของบริษัทเท่านั้น เขาตอบอย่างจริงจังด้วยสองคำ “ต้มโจ๊ก”

เมื่อได้ยิน เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยก็ตื่นเต้นมาก บอสใหญ่เซียวต้มโจ๊กเป็นด้วยเหรอ พอเธอดูใกล้ๆ โจ๊กนั้นกำลังเดือดปุดๆอย่างเริงร่าบนเตา ดวงตานั่วนั่วทดประกายสดใสราวกับดวงดาว จ้องมองบอสใหญ่ผู้มากสามารถอย่างชื่นชม เธอได้แต่ยิ้มหวานให้เขา หลังจากเกิดเรื่องกับพ่อเมื่อคืน แม้แต่น้ำสักหยดเธอก็ไม่ได้จิบ เพราะเธอกังวลเกินไป พอตื่นเธอเลยหิวสุดๆ ไปเลย

เธอยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอจะแก้ปัญหาเรื่องความหิวโหยอย่างไร แต่บอสใหญ่เซียวกลับลุกขึ้นมาต้มโจ๊กให้ บอสใหญ่เซียวนั้นเชื่อฟังขึ้นเรื่อยๆ เธอไม่ต้องแม้แต่ยกนิ้วขึ้นมา บอสใหญ่เซียวก็กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นหมาป่าเชื่องๆ ตัวหนึ่งแล้ว

นั่วนั่วเต็มไปด้วยความสุข กำลังจะเอ่ยปากชื่นชมเขา เมื่อเธอได้ยินเซียวอี้ถามเสียงเรียบ “นั่วนั่ว เธอรู้วิธีต้มโจ๊กไหม”

-_-|||

มีอีกาบินผ่านหัวเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยไป บอสใหญ่คุณนี่…….น่ากลัวเกินไปแล้ว ทำไมคุณถึงมีสีหน้ามั่นใจสุดๆ ถ้าคุณไม่รู้วิธีต้มโจ๊กกันล่ะ?!!

บอสใหญ่เซียวมองฟองสีขาวที่กำลังผุดออกมาด้วยสีหน้ากังวล พยายามปรับไฟ ก่อนขมวดคิ้ว “แปลกจริงๆ ตอนเซียวจวินต้มโจ๊ก ทำไมไม่มีฟองขาวๆแบบนี้เลยล่ะ”

นั่วนั่วหงุดหงิด คุณเคยกินแต่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป จะไปเห็นฟองขาวเดือดปุดๆได้ยังไงล่ะ เธอคว้าทัพพีพลางตะโกน “ฉันเอง”

หลังจากที่เธอพูดด้วยความมั่นใจ เธอกุมทัพพีแน่น ก่อนพูดอย่างสิ้นหวัง “ทำไงดีคะ บอสใหญ่เซียว ฉันทำอาหารไม่เป็นเหมือนกัน”

……

พวกเขาคืบหน้าจนถึงขั้นจะแต่งงาน ย้ายเข้าบ้านตัวเอง เพื่ออยู่ในโลกเล็กๆสองคน แต่สองคนกลับทำอาหารไม่เป็นสักคน ไม่มีทางเลือก เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยกับบอสใหญ่เซียวได้แต่ยืนเฝ้าเตา พอทั้งสองเห็นฟองขาวๆก็ลดไฟ และพอฟองหายไปก็ปรับไฟขึ้นอีก

พวกเขาสองคนเล่นเกมนี้แบบไม่สนุกนักตอนที่เสียงมือถือบอสใหญ่เซี่ยงดังนั้น เซียวอี้เดินออกไปรับโทรศัพท์ ส่วนนั่วนั่วยังเฝ้าเตาต่อไป เสียงแผ่วๆไม่ชัดของบอสใหญ่เซียวดังมาจากห้องนั่งเล่น ครู่เล็กๆเซียวอี้กลับมา แต่เขากลับอยู่นิ่งไม่ขยับตรงประตู

นั่วนั่วหันกลับมานิดนึง ไม่สนใจสีหน้าจริงจังของบอสใหญ่เซียว เธอคนโจ๊กในหม้อต่อ “เหมือนว่าใกล้เสร็จแล้ว……..รีบเอาชามมาให้ฉันทีค่ะ ยังมีผักกาดดองอยู่ที่บ้านนิดหน่อย”

นั่วนั่วเจ๊าะแจ๊ะไปเรื่อย บอสใหญ่เซียวพูดจากด้านหลังเธอ “นั่วนั่ว โรงพยาบาลโทรมาว่าผลตรวจออกมาแล้วนะ”

ระหว่างการสนทนา หม่าม้าเซียวไม่ได้บอกผลออกมาตรงๆก่อนวางสาย ดังนั้นทั้งนั่วนั่วและบอสใหญ่เซียวจึงไม่มีอารมณ์กินข้าวเช้า และรีบไปโรงพยาบาล พอพวกเขาไปถึงออฟฟิศหม่าม้าเซียว ก็ได้ยินเสียงเธอกำลังแหวใครบางคน

พอเธอเห็นแบบนั้น เจ้ากระต่ายน้อยตัวน้อยสูดหายใจลึก และหัวใจเธอก็กระโดดขึ้นมาในลำคอ

หรือว่า……ผลมันจะแย่มาก เลย……

จินตนาการนั่วนั่วเริ่มล่องลอย เมื่อเธอรู้สึกถึงสัมผัสอบอุ่นบนมือและค่อยๆแพร่ไปทั่วร่าง ทั้งสองยิ้มให้กันและกัน เจ้ากระต่ายน้อยยิ้มก่อนพยักหน้า แม้ไม่ต้องพูดอะไร พวกเขาก็เข้าใจกันและกัน

เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยรวบรวมความกล้า ก้าวเข้าออฟฟิศ เคาะประตู ก่อนส่งเสียงทักทาย “คุณป้าเซียว”

เมื่อหม่าม้าเซียวเห็นว่าที่ลูกสะใภ้เดินเข้าห้องมา จึงจ้องนายแพทย์ที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยสายตาดุร้าย ชี้ไปที่นั่วนั่ว เอ่ย “ครอบครัวคนไข้อยู่นี่แล้ว เมื่อวานคุณทำให้พวกเขากลัวขนาดนั้น คุณต้องอธิบายกับพวกเขาให้ดีๆล่ะ”

“หมายความว่ายังไงเหรอคะ” เจ้ากระต่ายน้อยก้าวมาใกล้ๆก่อนจำได้ว่าคุณหมอที่กำลังโดนแหวอยู่นั้นคือคนเดียวกับที่มาตรวจพ่อเธอเมื่อคืน เธอทำหน้าบึ้ง “หรือว่าพ่อจะ……. ไม่เป็นไรค่ะ พูดมาเถอะ”

คุณหมอขยับแว่นขึ้น ยิ้ม ก่อนเอ่ย “ขอโทษครับ เมื่อวานพวกเราวินิจฉัยผิดพลาด…….”

ที่จริง เงาบนปอดปะป๋าสวี่กับมะเร็งนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย ก่อนหน้านี้ ปะป๋าสวี่เดินทางไปติดต่อธุรกิจ ก่อนล้มป่วยเพราะความร้อน และยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เงาบนปอดนั้นคือเสมหะจำนวนมาก เมื่อคืนพ่อเธอนั้นมีความสุขมาก จึงดื่มมากเกินไปหน่อย จึงทำให้อาเจียนเป็นเลือด หลังจากตรวจสอบรายงานอย่างละเอียด ทั้งศจ.เซียวและหม่าม้าเซียวสรุปออกมาได้แบบเดียวกัน:

สูบบุหรี่ให้น้อยลง ให้น้ำเกลือสักสองวัน เขาก็กลับมากระโดดโลดเต้นได้แล้ว

เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยฟังคำอธิบายอย่างอดทน ก่อนพูดด้วยดวงตาสดใส “หมายความว่า คุณพ่อไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”

ถึงแม้นั่วนั่วกำลังถามคุณหมอเจ้าของไข้ แต่สายตาสดใสนั้นจ้องไปที่หม่าม้าเซียว พอเธอเห็นหม่าม้าเซียวพยักหน้า นั่วนั่วรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ยิ้มกว้างจรดใบหู สวมกอดบอสใหญ่เซียวอย่างแรง ก่อนวิ่งไปที่ห้องคนไข้ทันที

ด้านนอกห้องคนไกล นั่วนั่วได้ยินเสียงแหวของแม่เธอจากไกลไกล “ฉันบอกกี่รอบแล้วฮึ ตาเฒ่า ให้สูบบุหรี่น้อยๆลงหน่อย แต่คุณน่ะไม่ยอมฟัง แล้วดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องเข้าโรงพยาบาล ฮึ ฉันตกใจแทบตายไม่พอ ยังรบกวนงานของเด็กๆสองคนนี้ ยังไม่พอ ยังทำให้ “ว่าที่”ของพวกเราเป็นห่วงอีกต่างหาก!”

เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อย ยืนฟังอยู่ตรงประตู มุมปากยกขึ้น ถ้าแม่มีแรงดุพ่อแบบนี้ ทุกอย่างก็เป็นปกติดีแล้วล่ะ

“ไม่เป็นไร การดูแลคนไข้เป็นหน้าที่ของหมออย่างพวกเราอยู่แล้ว  เป็นความผิดพลาดของนักเรียนฉันเองที่วินิจฉัยผิดพลาด ทำให้พวกเธอเป็นห่วงไปหมด!” พอได้ยินนั่วนั่วก็เข้าใจว่าปะป๋าเซียวนั้นอยู่ข้างใน และรีบเข้าไปทักทายพ่อแม่ทันที ก่อนยืนอยู่ด้านหน้าปะป๋าเซียวอย่างนับถือ กระดิกหางไปมา “ลุงเซียวคะ สบายดีไหมคะ”

ศจ.เซียวที่เพิ่งตรวจปะป๋าสวี่เสร็จ จับมือนั่วนั่วก่อนยิ้ม “สบายใจได้แล้วนะ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว”

พอเธอได้ยิน เจ้ากระต่ายน้อยตัวน้อยก็เข้าใจว่าปะป๋าเซียวกำลังล้อเธออยู่ ใบหน้าเล็กๆนั้นจึงแดงขึ้น โชคดีที่บอสใหญ่เซียวนั้นมาได้จังหวะ เขาเปลี่ยนเรื่อง “อาการคุณลุงสวี่ดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ”

ปะป๋าสวี่ที่ก้มหน้าก้มตาตลอดตอนกำลังโดนดุ เงยหน้าขึ้นมาตอนเขาได้ยิน ก่อนประกาศอะไรที่ทำให้ทุกคนตกใจ “ฉันอยากคุยกับเซียวอี้ตามลำพัง”

“ทำไมคะ” นั่วนั่วกับแม่งง “คุยอะไรกัน”

ตอนนี้หม่าม้าเซียวเองก็เข้ามาในห้องคนไข้แล้ว วันนี้เหล่า “ว่าที่” ที่วางแผนจะนัดพบกันอย่างเป็นทางการมารวมตัวกันอยู่ในห้องคนไข้ในโรงพยาบาล ทุกคนสงสัยว่า…….เมื่อคืนการที่ปะป๋าสวี่อาเจียนเป็นเลือดทำให้เขาเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตที่แสนสั้น จึงถือโอกาสเพื่อพูดคุยกับบอสใหญ่เซียวเพื่อส่งมอบเธออย่างเป็นทางการหรือเปล่า

หม่าม้าสวี่เองก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ จิ้มสามี ก่อนตำหนิ “ทำไมคุณถึงทำตัวแปลกๆน่ะ ทำไมต้องคุยกันตามลำพังด้วยล่ะ”

ถึงแม้เจอแบบนี้ไป ปะป๋าสวี่ก็นอนหลับตานิ่งบนเตียง ไม่พูดอะไรอีก

ศจ.เซียวทั้งสองเหลือบมองกันและกัน ก่อนตัดสินใจให้ พ่อตาในอนาคตได้ใช้เวลาส่วนตัวกับว่าที่ลูกเขยก่อนเดินออกจากห้องคนไข้ไป ลูกสาวแสนมีค่าแบบนี้ การส่งมอบเธอให้คนอื่นนั้นหลังจากดูแลประคบประหงมมานาน การอยากคุยกับว่าที่ลูกเขยนั้นเป็นเรื่องปกติมาก

หม่าม้าสวี่ไม่ค่อยมีความสุขนัก หลังจากตกใจอย่างแรงเมื่อวาน เธอคิดหาวิธีจัดการสามีให้อยู่กับร่องกับรอย และเขายังมาทำตัวลึกลับอะไรแบบนี้อีก ไล่ทุกคนออกไปเพื่อคุยกับลูกเขยเนี่ยนะ ถึงแม้เขาอยากคุยกับว่าที่ลูกเขยจริงๆ จะน่าจะรวมเธอเข้าไปด้วยสิ เขาอยากคุยอะไรกับเซียวอี้กันแค่สองคนน่ะ เพราะว่าอาเจียนเป็นเลือดเมื่อวาน ตาแก่คิดว่าชีวิตนั้นแสนสั้น เลยจะยกเงินเก็บทั้งหมดให้ลูกเขยหรือเปล่า

หม่าม้าสวี่กำลังจะพูดอะไร ตอนที่เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยดึงแม่ไปข้างๆก่อนส่ายศีรษะ “ไปข้างนอกกันเถอะค่ะ” หลังจากพูด นั่วนั่วก็ส่งสายตามีความหมายให้กับบอสใหญ่เซียวและเดินออกไปพร้อมแม่

เซียวอี้ยืนอยู่ที่เดิม กลืนน้ำลายอย่างตื่นเต้น

ปะป๋าสวี่อยากคุยอะไรกับเขากันนะ อยากให้เขาดูแลนั่วนั่วอย่างดีไปตลอดชีวิต หรืออยากให้เขาจัดงานแบบหรูหราอลังการให้นั่วนั่ว ลังเลๆ

ปะป๋าสวี่ไอก่อนเรียกเซียวอี้ “เซียวอี้ มานี่สิ”

เซียวอี้พยายามทำใจให้สงบ นั่งลงข้างๆปะป๋าสวี่ พยายามจะเริ่มการสนทนา เมื่อเขาเห็นปะป๋าสวี่หันไปหันมาด้วยท่าทางลับๆล่อๆ หลังจากเขามั่นใจว่าไม่มีคนแอบดูหรือแอบฟัง เขากระซิบข้างหูลูกเขยในอนาคต “ตอนนี้…….ฉันจะให้โอกาสนายพิสูจน์ตัวเอง”

เซียวอี้หน้าบึ้ง ตั้งใจฟังประโยคถัดไปของปะป๋าสวี่

“ถ้านายทำตามเรื่องที่ฉันขอได้ ฉันจะอวยพรให้การแต่งงานของนายกับนั่วนั่ว”

สมองบอสใหญ่เซียวนั้นมีภาพการปีนภูเขาสูงชัน บุกป่าฝ่านรก[1]
หรือการกำจัดปีศาจร้ายเพื่อช่วยเหลือเจ้าหญิง และเงื่อนไขยากๆมากมายเพื่อแต่งงานกับเจ้าหญิง แต่ก็พยักหน้าอย่างนับถือ ก่อนแสดงความตั้งใจ “คุณลุงครับ พูดมาได้เลย”

เมื่อปะป๋าสวี่ได้ยิน เขาพยักหน้าอย่างพอใจ ลดเสียงลงก่อนเอ่ย “เดินออกไปนอกประตูโรงพยาบาล เลี้ยวซ้าย ตรงแผงขายบุหรี่ ซื้อมาให้ฉันซองหนึ่ง เร็วๆล่ะ”

“……”

เวลานี้ แม้จะเป็นบอสใหญ่เซียวที่เผชิญเรื่องราวมามากมายแต่ยังคงสีหน้าท่าทางสงบนิ่งได้ ยังต้องอดหน้าเขียวไม่ได้

[1]上刀山,下油锅   ทำอะไรด้วยเงื่อนไขยากๆ แม้จะเจออุปสรรคมากมายแต่ก็ไปถึงเป้าหมายสูงสุด