0 Views

บทที่ 46 ผิดแผน

แผนการของเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง

ด้วยข้อมูลจากปากเฟยหลง ขายความลับบอสตัวเองเพื่ออนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม นั่วนั่วจึงได้รับข้อมูลที่น่าเชื่ถือ เพราะว่าเสี่ยวเสี่ยวนั้นสนิทสนมกับบอสใหญ่เซียวเป็นอย่างมาก ไม่แค่เพื่อนร่วมงานที่รู้จักเขา แม้แต่พ่อแม่ของบอสใหญ่เซียวยังคุ้นเคยกับรุ่นน้องคนนี้ด้วยซ้ำ อันที่จริง เสี่ยวเสี่ยวนั้นซาบซึ้งบุญคุณของบอสใหญ่เซียวเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าตอนที่ “หวงเหยียน” นั้นกำลังลำบาก เซียวอี้ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย ดังนั้นเขาจึงแวะไปที่บ้านเซียวบ่อยๆพร้อมของขวัญเล็กๆน้อยๆและคุ้นเคยกับทุกคนในครอบครัวเซียวเป็นอย่างยิ่ง

นั่วนั่วกะว่าจะรอถึงวันที่สองครอบครัวพบปะกัน และเธอก็จะเอ่ยถึงบอสเสี่ยวเสี่ยว แล้วพ่อแม่เซียวอี้ก็จะต้องอุทานแน่นอนว่า “นั่นมันรุ่นน้องของเซียวอี้ไม่ใช่เหรอ” ตอนนั้น เธอก็จะแสร้งทำเป็นเจ็บปวดจากการถูกหลอกลวง บีบน้ำตา และโวยวายเล็กหน่อย อิอิ ถ้ามีทั้งพ่อและแม่อยู่ด้วย เธอก็ไม่ต้องห่วงว่าเธอไม่ใช่คู่มือของบอสใหญ่เซียวผู้แสนเจ้าเล่ห์คนนี้แล้ว

ฮิ ฮิ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ~

พักนี้พอเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยคิดว่าจะแก้แค้นอย่างไร ก็มีความสุขอย่างยิ่ง แต่ก็มีคำกล่าวแต่โบราณนานมาว่า : ชีวิต ถ้าทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่วางแผนไว้ จะเรียกว่าชีวิตได้อีกหรือ แผนการของพระเจ้านั้นเหนือชั้นกว่าแผนการของมนุษย์มากนัก นั่วนั่วที่คิดว่าแผนการอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่เธอก็ไม่คิดว่า ชีวิตจะพลิกผันได้ขนาดนี้……………

เรื่องราวนั้นเริ่มจากคืนแรกที่พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายได้พบกัน คืนที่สำคัญแบบนี้ ทั้งสองฝ่ายเข้าใจเป็นอย่างดี จึงเตรียมการพร้อมสรรพ เรียกตัวลูกๆมาปรึกษาหารือเรื่องวันพรุ่งนี้ เกี่ยวกับเรื่อง การพบ “ว่าที่” ไม่ว่าจะเรื่องเสื้อผ้า หรือของขวัญ หัวข้อต่างๆที่จะพูดคุยกัน ถูกซักซ้อมเตรียมการเป็นอย่างดียิ่ง

เจ้ากระต่ายขาวตัวนั้นทานอาหารเย็นพร้อมครอบครัวตามปกติ ถึงแม้ว่าอาหารนั้นธรรมดาๆ แต่ทั้งครอบครัวนั้นร่าเริงอย่างยิ่ง นั่วนั่วเริงร่าเพราะพรุ่งนี้ เธอจะจัดการกับบอสใหญ่เซียวให้อยู่กับร่องกับรอย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อแม่สองฝ่าย เขาจะไม่กล้าทำอะไรแปลกๆเป็นแน่ พ่อแม่เธอก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าลูกสาวที่เลี้ยงดูมาเป็นเวลามากกว่ายี่สิบปีจะขายออกเสียที

>O<

ระหว่างที่นั่วนั่วกินข้าวนั่นเอง มือถือก็ดังขึ้น เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยเหลือบมองว่าใครโทรมา ทำหน้าเบ้ ก่อนเดินไปที่ระเบียง ขณะที่พ่อแม่เธอกำลังเลือกชุดแบบอึกทึกครึกโครม เธอเอ่ยด้วยเสียงต่ำเบาหวิว “คุณโทรมาทำไม”

บุคคลที่อยู่ปลายสายได้ยินเจ้ากระต่ายน้อยพูดอย่างไม่เป็นมิตร แต่ก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “นั่วนั่ว ฉันอยากคุยกับเธอ——”

ใช่แล้ว คนที่อยู่ปลายสายนั้น ไม่ใช่ใครนอกจากหรานชิงเหอ ตั้งแต่เริ่มทำงานที่ 《หวงเหยียน》 มาเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน นั่วนั่วที่ต้องการดึงความสนใจของบอสใหญ่เซียว เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยจึงยอมไปทานมื้อกลางวันกับ จี้ผินหนาน หรานชิงเหอสองครั้ง เวลาอยู่ที่ทำงาน ถ้าเธอเจอจี้ผินหนาน เธอก็แกล้งหัวเราะคิกคักราวกับสาวรุ่นที่พึ่งมีความรัก เพื่อหลอกทุกคนว่าพวกเขาสองคนนั้นมีอะไรกันอยู่

แต่ขณะเดียวกัน การที่นั่วนั่วทำแบบนี้ก็สร้างความหวังให้หรานชิงเหอเช่นกัน ดังนั้นคืนหนึ่งที่เขามาส่งเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยที่บ้าน เขาจึงรวบรวมความกล้าสารภาพรัก แต่นั่วนั่วปฏิเสธิทันควันแบบไม่ไว้หน้า โดยเอ่ยเรียบๆ “ฉันมีคู่หมั้นแล้วค่ะ”

แต่หรานชิงเหอไม่เชื่อว่านั่วนั่วจะใช้ข้ออ้างงี่เง่าแบบนั้น

หรานชิงเหอที่ปลายสายพูดด้วยเสียงหนักทุ้มต่ำ “นั่วนั่ว ฉันรู้ว่าเธอยังโกรธฉันอยู่ สามปีก่อน……ฉันไม่มีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นจริงๆนะ พวกเราเลิกกันแล้ว เธอเป็นคนที่ตามตื้อฉันขอคืนดี ฉันปฏิเสธิเธอไป แต่ใครจะรู้ล่ะว่าผู้หญิงคนนั้นจะแค้นฉันจนมาตามหาเธอน่ะ…….”

เสียงหรานชิงเหอเริ่มสะอึกสะอื้น งึมงำๆ “ฉันมีเธอคนเดียวนะ สามปีมานี้ ฉันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ หวังจะมีสักวันที่เธอและฉันจะได้พบกันอีกครั้ง……..”

เมื่อเธอได้ยิน เจ้ากระต่ายน้อยแทบจะอ้วกอาหารเย็นออกมา นั่วนั่วกลอกตา อยากวางสายเต็มที ก็ได้ ก็ได้ เธอยอมรับว่า เธอหลงเสน่ห์ ใบหน้าหล่อๆของหรานชิงเหอ จริงๆเมื่อสามปีก่อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอหลงรักเขาหัวปักหัวปำจนเป็นตัวโง่งมหรอกนะ

เมื่อผู้หญิงคนนั้นมาหาเธอ เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยก็ไม่ได้ตัดขาดหรานชิงเหอทันที แต่กลับไปหาเพื่อนสนิทเขาเพื่อสอบถามเรื่องราว เมื่อเพื่อนสนิทเขาเห็นดวงตาแดงก่ำของเจ้ากระต่ายน้อย จึงใจอ่อนยวบ เล่าให้เจ้ากระต่ายน้อยฟังจนหมดเปลือก

จริงๆแล้ว หรานชิงเหอนั้นคบกับผู้หญิงคนนั้นมาหกปีแล้ว แต่ระหว่างหกปีนั้น หรานชิงเหอจอมเจ้าชู้ก็ไม่วางมือ ลับหลังแฟนสาว ก็ไล่ตามจีบผู้หญิงมากมายนับไม่ถ้วน จนจำไม่หวาดไม่ไหว ฮวาฮวา ลู่ลู่ นาน่า นั่วนั่ว ……

(ผู้แปล สมัยนี้เขานิยมเรียกแฟนกันแบบนี้เหรอ?)

ครั้งแรกที่นั่วนั่วได้ยิน นั่วนั่วนั้นขายหน้าสุดๆ

หรานชิงเหอคือจี้ผิงหนานจอมเจ้าชู้จริงๆ เหมือนกันบเขากำลังเก็บสะสมไพ่สัตว์เลี้ยงอยู่งั้นแหละ

=__=

จุดนี้เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยอดทนต่อความปวดร้าวใจ โยนซิมการ์ดทิ้งไป ลบไอดีเกมส์ และตัดขาดหรานชิงเหอโดยสิ้นเชิง เธอถึงกับไม่เล่นเกมส์ออนไลน์ไปพักใหญ่ นี่คือเหตุผลที่นั่วนั่วไม่อยากพูดถึงอดีต ทำไมเธอถึงงี่เง่าได้ขนาดนั้น โดนใบหน้าหล่อๆหรานชิงเหอหลอกเสียสนิท

หลังจากนั้นอีกหลายปี พอเธอเจอหรานชิงเหออีกครั้ง เธอจึงไม่ลังเลที่จะใช้จี้ผินหนานคนนี้ มาเป็นเหยื่อล่อในแผนบอสใหญ่เซียวของเธอแม้แต่น้อย นี่เป็นการเอาคืนที่สาสมแล้วสำหรับจอมเจ้าชู้

พอนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยจึงพูดอย่างหมดความอดทน “ผู้จัดการหรานคะ ดิฉันคิดว่าได้ตอบคุณไปอย่างชัดเจนแล้ว ถ้าคุณอยากบ้า ก็บ้าไปคนเดียวเถอะ อย่าลากดิฉันไปข้องเกี่ยว ดิฉันจะวางสายแล้ว”

“อย่านะ!” เสียงอ้อนวอนของหรานชิงเหอดังขึ้น “นั่วนั่ว มาคุยกันเป็นครั้งสุดท้ายเถอะ…… ตอนนี้ผมอยู่ข้างล่างแล้ว”

เมื่อได้ยิน ขนเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยก็ลุกซู่ ก้มหน้าชะโงกดูเล็กน้อย จริงด้วย มีรถสีเงินจอดอยู่แถวลานบ้าน เหตุการณ์แบบนี้นั่วนั่วอยากจะกระอักเลือดจริงๆ

อันที่จริง นั่วนั่วให้โอกาสหรานชิงเหอมาส่งเธอที่ล้านครั้งหนึ่ง —— งานเลี้ยงอาหารค่ำที่บริษัท เพราะว่ามีเพื่อนร่วมงานจำนวนมาก เธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับคำขอของจี้ผินหนาน หลังจากอาหารค่ำ เธอแกล้งเข้าไปนั่งรถเขาแบบอายๆ แต่เรดาร์มันเตือน เธอจึงให้เขาส่งลงที่สี่แยก ก่อนเดินกลับบ้านเอง เธอคิดง่ายๆว่า ถ้าเธอยอมให้จี้ผินหนานคนนี้รู้ที่อยู่ล่ะก็ จุดจบคงไม่สวยแน่ๆ

แต่มาคิดอีกที เธอจะระวังไปทำไม ในเมื่อเขาเป็นผู้จัดการแผนกบุคคล ไม่ใช่แค่ที่อยู่ แม้แต่หมายเลขบัตรประชาชน ถ้าเขาอยากรู้ เขาก็ดูได้ง่ายๆ เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยถอนหายใจ ว่าจะบอกเขาว่าเธอไม่อยู่บ้านดีไหม ในขณะที่เธอได้ยินเสียงร้องของแม่จากห้องทานข้าว

“ไอ๊หย๊า ตาแก่! ตาแก่! เป็นอะไรไปน่ะ อย่าทำให้ฉันกลัวสิ ฮือ……” เมื่อเธอได้ยินเสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความกังวลของแม่ นั่วนั่วรีบวิ่งกลับไปที่ห้องทานข้าว ภาพที่ปรากฏทำให้เธอกลัวจนพูดอะไรไม่ออก

จานอาหารที่ดูปกติดีอยู่เมื่อครู่ กลับมีเลือดกระจายเต็ม ปะป๋าสวี่หมดสติอยู่บนพนักเก้าอี้ มุมปากมีเลือดเล็กน้อย หม่าหม้าสวี่ดูไม่จืด กอดสามี พลางร้องไห้ราวหัวใจแตกสลาย

“พ่อคะ——” นั่วนั่วอดตะโกนไม่ได้ ที่ปลายสาย หรานชิงเหอรู้สึกว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ จึงเริ่มถามเธอ นั่วนั่วได้แต่จ้องคราบเลือดบนพื้นอย่างเหม่อลอย หัวสมองว่างเปล่า จู่ๆก็คว้าโทรศัพท์ร้องไห้ “ชิงเหอ ชิงเหอ…ขึ้นมาเร็วๆ พ่อฉันอาเจียนเป็นเลือด เป็นลมไปแล้ว…..”

ที่โรงพยาบาล นั่วนั่วขดตัวอยู่บนเก้าอี้ ก้มหน้าซบเข่า ตัวสั่นระริก

ความคิดว่างเปล่า….. ไร้สิ่งใด……

เวลาแบบนี้ นั่วนั่วรู้แล้วว่า เธออ่อนแอ ตัวเล็กขนาดไหน พอเจอสถานการณ์ที่คนในครอบครัวอาจป่วยหนัก เธอก็ทนไม่ไหว เมื่อชั่วโมงก่อน หรานชิงเหอช่วยพาพ่อที่หมดสติของเธอมาที่โรงพยาบาล มาที่แผนกฉุกเฉิน โดนรับไว้เป็นผู้ป่วยใน และถูกตรวจอาการ ผล CT สแกนนั้นบอกว่ามีเงาขนาดใหญ่ ครอบคลุมบริเวณปอดพ่อของเธอ ประมาณ 30% คุณหมอสงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งปอด และขั้นตอนถัดไปคือการรอผลแลบ และรอให้คนไข้ได้สติ

พ่อเธอนั้นไม่มีงานอดิเรกอะไรเป็นพิเศษ แต่ติดบุหรี่ ดังนั้นแม่เธอจึงทะเลาะกับพ่อเรื่องนี้มาตั้งแต่เธอเกิด แม้จะทะเลาะกันมามากกว่า 20 ปี แต่พ่อเธอก็ไม่ยอมเลิกสูบ ดังนั้นครอบครัวจึงเคยชินไปเสียแล้ว เพราะว่าวันชาติใกล้เข้ามาทุกที พ่อเธอจึงงานยุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ และยังบ่นว่าแน่นหน้าอกบ่อยๆด้วย

ตอนแรกนั่วนั่วและแม่นึกว่าเป็นแค่หวัดธรรมดา  แต่วันนี้พ่อเธดสดชื่นเป็นพิเศษเลยดื่มเหล้าไปสองแก้ว อาเจียนเป็นเลือดและหมดสติไป จนทำให้ทุกคนเป็นห่วง พอมาถึงโรงพยาบาล คำว่า ”มะเร็ง” นั้นทำให้แม่เธอเวียนหัว ไม่ทันรอให้คู่ชีวิตฟื้นแม่เธอก็เครียดจนเป็นลมไปอีกคน

เหตุการณ์นั้นสับสนวุ่นวาย เธอกับชิงเหอจัดการหาห้องพักให้แม่เธอด้วย หลังจากนั้นเธอออกมารอฟังข่าวที่ทางเดิน มันควรจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข แต่คืนนี้กลับเป็นเรื่องเศร้าไปเสียนี่ เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยที่ถูกประคบประหงมอย่างดี ไม่เคยลำบาก จึงรู้สึกทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งลงกอดขาตัวเองด้วยดวงตาแดงก่ำ

ถ้าผลตรวจของพ่อออกมาว่าเป็น……… แม่เธอจึงทำอย่างไรล่ะ เธอควรจะทำอย่างไร? เธอไม่เคยคิดว่าพ่อแม่จะจากเธอไป อย่างน้อยเธอก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเร็วอย่างนี้เลย มะเร็ง คำคำนี้ฟังดูห่างไกลและไม่คุ้นหู ถ้าพ่อเธอเป็นจริงๆ ภายในระยะเวลาแสนสั้นที่เขามี เขาจะทรมานหรือเปล่า

 

แม่เธอนั้นหัวแข็งแต่ใจอ่อน [1] ถึงแม้จะชอบทะเลาะกับพ่อมาหลายสิบปี แต่ทุกคนก็เห็นว่าทั้งสองก็มีแค่กันและกันมาตลอด เมื่อก่อน แม่เธอมักจะพูดเล่นกับพ่อว่า ถ้า…ถ้าหากถึงวันนั้น เธอต้องไปก่อน พ่อเธอถึงจะได้รับอนุญาตให้ตามไป เพราะเธอไม่อยากจะเจ็บปวดเพราะการจากไป

แต่ตอนนี้——

ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่ใช่แม่เธอจะป่วยอีกคนหรอกนะ

หัวใจนั่วนั่วสับสนวุ่นวายไปพักใหญ่ เธอคิดอะไรไม่ออกตอนที่รู้สึกสับสนแบบนี้ เธอพยายามใช้เหตุผล แต่ก็ทำไม่ได้ เจ้ากระต่ายขาวที่หวาดกลัวและวิตกสุดๆ รู้สึกถึงมืออุ่นๆบนศีรษะ

เธอเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าหล่อเหลาสดใสตรงหน้า

มือใหญ่ๆที่กุมสองแก้มของเธอนั้นอบอุ่นและแข็งแรง เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยที่เก็บมันไว้ไม่ไหว ปล่อยโฮ น้ำตารินไหลผ่านมือหนา “ฉะฉันจะไม่ร้องไห้……..พ่อจะต้องโอเค…….. ทุกอย่างจะไม่เป็นอะไร……แม่ฉันต้องฟื้นเร็วๆนี้แน่…….”

หรานชิงเหอพยักหน้า ฉวยโอกาส รวบนั่วนั่วที่กำลังร้องไห้เข้าสู่อ้อมแขน “นั่วนั่วคนดี อย่าร้องไห้เลย ต้องเข้มแข็งไว้นะ พอคุณลุงตื่น พวกเราต้องเก็บความจริงไว้ก่อน ให้อาการเขาดีขึ้นก่อน ถ้าเธอร้องไห้แบบนี้ ทั้งตาทั้งจมูกแดงแบบนี้ คุณลุงจะรู้ความจริงเอานะ”

เมื่อได้ยิน นั่วนั่วพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เธอยิ้มทั้งน้ำตา “ใช่ ใช่แล้ว ฉันอยากยิ้ม ฉันต้องยิ้ม….”

นั่วนั่วพยายามจะยิ้ม แต่มันกลับฝืนเป็นอย่างมาก เพราะว่าดวงตาที่หรี่ลง และน้ำตาที่ไหลพรากอีกครั้ง มือใหญ่ของหรานชิงเหอลูบหน้านั่วนั่วเบาๆ เอ่ยอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไร อย่าร้องไห้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอยังมีฉันนะ”

เมื่อเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยได้ยิน เธอก็ตกใจ ทันใดนั้นเองเธอได้ยินเสียงใครสักคนกำลังเรียกชื่อเธอ พอเธอหันไป ก็เห็นคุณหมอในชุดกาว์นสีขาวรีบวิ่งมาทางเธอ เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยเช็ดน้ำตา จ้อง คนคนนี้คือ…. แม่ของเซียวอี้นี่นา?

ตอนนี้ นั่วนั่วเริ่มสงบสติลงได้ จึงนึกออกว่า นี่มัน ที่ทำงานของพ่อแม่เซียวอี้่นิน่า อ๋า……..พวกเขารู้เรื่องแล้วเลยรีบมางั้นเหรอ นั่วนั่วยืนขึ้นก่อนตะโกนเสียงแหบ “คุณป้าเซียว” แต่พูดคำต่อไปไม่ออก ก่อนดวงตาจะแดงก่ำอีกครั้ง

หม่าหม้าเซียวก้าวออกมากอดนั่วนั่ว ลูบหัว ก่อนปลอบเบาๆ “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร ป้าอยู่นี่แล้ว”

นั่วนั่วยิ้มและพยักหน้า เธอไม่ทันพูดอะไรเมื่อหม่าหม้าเซียวเอ่ย “พอฉันได้ยินคุณหมอเวรว่าเกิดอะไรกับเธอ ฉันก็รีบมากับเซียวอี้เลย เด็กดี ไม่ต้องกลัวแล้วนะ”

นั่วนั่วกระพริบตา หันไปข้างๆเหมือนหุ่นยนต์ ข้างหลังหม่าหม้าเซียวไม่ไกลนักคือบอสใหญ่เซียว ดวงตาทรงอำนาจ ริมฝีปากสั่นระริก เหมือนกับมีความหนักอึ้งที่อธิบายไม่ถูกอยู่

เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยกัดริมฝีปากล่าง ร้องเสียงดัง “อี้”