0 Views

บทที่ 31 อาหารแห่งรัก

เซียวอี้ ฉันเกลียดคุณ

การสารภาพอย่างจริงใจของบอสใหญ่เซียวทำให้ความรู้สึกระหว่างทั้งคู่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นั่วนั่วไม่ใช่สาวน้อยเอาแต่ใจ เธอเข้าใจว่าบอสใหญ่เซียวดูแลเธอดีมาก การเดทคืนนั้นทำให้เธออยากตอบแทนความรู้สึกดีๆที่เขามอบให้เช่นกัน วันถัดไป เป็นโอกาสของเธอที่จะเปล่งประกายเช่นกัน

วันถัดมาบอสใหญ่เซียวเข้าบริษัทแต่เช้าเพื่อทำโอที ตามแผนปกตินั่วนั่วคงจะนอนกลิ้งสบายๆ แต่เธอกลับตื่นแต่เช้า เข้าครัว เห็นพ่อเธอส่งสายตาแปลกๆ ก่อนแม่เธอจะตะโกนลั่น “ครัวบ้านเราไม่มีประกันนะ”

นั่วนั่วคิดว่าที่แม่เธอเคยพูดนั้นเป็นความจริงอย่างยิ่ง “การจับหัวใจชายหนุ่มไว้ คุณต้องจับกระเพาะของเขาไว้ให้ได้ก่อน” ไม่ว่าความน่าเชื่อถือของประโยคนี้จะเป็นอย่างไร แต่นั่วนั่วเองก็คิดว่า ถ้าคุณอยากดูแลคนคนหนึ่ง และคุณมั่นใจว่าคุณอยากอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต คุณต้องมีลักษณะของแม่บ้านแม่เรือนบ้าง

หลังจากบอกตัวเองให้สู้ๆ ซูนั่วนอนคิดทั้งคืนและตัดสินใจว่า “ฉันอยากทำอาหารให้บอสใหญ่เซียว”

นั่วนั่วยืนอยู่ในห้องรับแขก ศักดิ์ศรีแตกเป็นเสี่ยงๆ ความทะเยอทะยานถูกเหยียบย่ำไม่เหลือ ห้องรับแขกเหมือนถูกแช่แข็งไปสามวินาที หลังจากนั้นพ่อเธอจิบน้ำชาไปอ่านหนังสือพิมพ์ไป และแม่เธอดูแข่งยิมนาสติกบนทีวีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นั่วนั่วรู้สึกหดหู่มาก เธอพูดย้ำ “แม่คะ พ่อคะ ได้ยินหนูไหม หนูอยากเรียนทำอาหาร” ถึงแม้ท่าทางของเธอจะเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แต่อารมณ์นี่เหลือแค่สามคะแนนเท่านั้น “อย่าทำเป็นไม่ได้ยินสิคะ แม่คะ สอนหนูหน่อย วันนี้หนูอยากทำข้าวกลางวันให้เขา”

นั่วนั่วเกาะต้นขาแม่อ้อนวอนด้วยน้ำตา แต่แม่เธอยังยืนกรานปฏิเสธ “ลูกเอ้ย โตป่านนี้แล้ว ลูกรู้หรือเปล่าว่าห้องครัวบ้านเราน่ะหน้าตาเป็นแบบไหนกัน เกลืออยู่ตรงไหน แล้วผงชูรสอยู่ตรงไหน”

พ่อเธอถอนหายใจและพยักหน้า “ใช่แล้ว นั่วนั่ว นิสัยลูกน่ะลมเพลมพัด เดี๋ยวลูกก็อยากเรียนกีตาร์ แล้วก็เปลี่ยนไปอยากเรียนวาดรูป พ่อเองก็ตามใจซื้อให้หมดทุกอย่าง ดูกีตาร์ที่ฝุ่นจับจนเป็นสีเทาในห้องนอนลูกนั่นสิ แล้วยังเปียโนไฟฟ้าที่ไม่เคยเปิดอีกน่ะ ตอนนี้ลูกโตป่านนี้แล้ว ยังทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง

นั่วนั่วรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง เธอร้องไห้พยายามรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง “หนูจะไม่ยอมแพ้แน่ๆ หนูจะเรียนทำอาหารเพราะบอสใหญ่เซียว หนูจะพยายามอย่างหนักและไม่ยอมแพ้เพื่อความรักของหนูแน่ๆ

เธอใช้ไพ่ไม้ตาย “บอสใหญ่เซียว” ทั้งพ่อและแม่หมดทางสู้ ยอมประกบเธอเดินเข้าห้องครัวและสอนลูกสาวทำอาหาร เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยใช้เวลาทั้งเช้า เพื่อทำอาหารจานแรก ถึงแม้มันจะดูไม่น่ากินเลย แต่มันเป็นข้าวกลางวันที่เต็มไปด้วยสารอาหารและรสอร่อยจากความรัก เธอยิ้มร่าเริงเหมือนเด็กๆขณะที่ตักอาหารใส่กล่องเพื่อเอาไปให้บอสใหญ่ที่บริษัท

ทั้งแม่และพ่อที่เห็นลูกสาวคนเดียวกระโดดร่าเริงจากไป พวกเขามองหน้ากันก่อนมองอาหารแห่งรักที่เธอเหลือไว้ก่อนกระซิบคุยกันลับๆ

ปะป๋าซู: เธอคิดว่าอาหารนี้ไม่มีปัญหาแน่นะ?

มะหม้าซู: มั่นใจได้เลย ถึงแม้รสชาติจะไม่อร่อยเลิศ แต่สุกแน่ๆ

ปะป๋าซู: ถึงจะสุกก็เถอะ เซียวอี้กินไปแล้ว รับรองความมั่นใจในการทำอาหารของนั่วนั่วกระจายแน่ๆ

มะหม้าซู: “ไม่ต้องห่วงหรอก เซียวอี้มีเหตุผลจะตาย ถึงแม้จะแย่แค่ไหน เขาต้องปลอบนั่วนั่วจนมีความสุขได้แน่ๆ“

ปะป๋าซู: งั้นก็ดี แล้วที่นั่วนั่วเหลือไว้ให้เราสองคนนี่ล่ะ ทำไงดี

มะหม้าซู: โยนทิ้งไปเถอะ!

หลังจากการคิดเล็กน้อย พ่อแม่ที่ไม่สงสารอาหารแห่งรักของลูกสาวแม้แต่น้อย เทที่เหลือทิ้งถังขยะอย่างไม่ลังเล และจูงมือกันไปกินไก่แช่เหล้าแทน อีกด้านหนึ่ง นั่วนั่วถือกล่องข้าวอยู่บนรถเมล์ ฝันหวานถึงสีหน้าแปลกใจและดีใจที่เธอทำอาหารมาให้เขา

อ๊ายยย บอสใหญ่เซียว ท้องฉันร้องเลยอ่ะ

นั่วนั่วมีความสุขกับการเดินทางไปส่งมื้อแห่งความรักนี้อย่างยิ่ง แต่เธอไม่เคยจะคิดฝัน ไม่แต่สักวินาทีว่าเธอคำนวนพลาด

บอสใหญ่เซียวไม่ใช่คนเดียวที่อยู่ทำโอทีที่บริษัท

ที่ชั้นสิบเจ็ด นั่วนั่วที่ตกตะลึง เห็นรุ่นพี่จากแผนกวางแผนจำนวนมาก บอสเฟยหลงที่ตาไวสังเกตุเห็นเธอ

“เฮ้ นั่วนั่วน้อย มาทำอะไรน่ะ”

ทันทีที่บอสเฟยหลงพูดจบ สายตาของพนักงานทุกคนที่ตั้งใจทำงานหันมาทางประตูและทักทายเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อย นั่วนั่วซ่อนกล่องข้าวไว้ด้านหลังทันที ก่อนยิ้มพูด “เอ่อ ฉันลืมของไว้ที่บริษัทน่ะ”

เพื่อนร่วมงานทั้งหมด ยังไม่มีใครรู้ว่าเธอตกลงคบกับบอสใหญ่เซียวแล้ว เพราะเธอกลัวปัญหาด้านการสั่งงาน แต่วันนี้บอสเฟยหลงไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ

“หือ ของที่ว่ามันสำคัญจนเธอต้องกลับมาเอาวันอาทิตย์เลยเหรอ” ชื่อเล่น “ราชาแห่งการนินทา”ของบอสเฟยหลงนั้นไม่ได้พูดเล่นๆ อันที่จริงเขาเห็นว่านั่วนั่วแอบถือกล่องข้าวตั้งแต่เธอเดินออกมาจากลิฟท์แล้ว เขาแกล้งแหย่นั่วนั่วด้วยสีหน้างงๆเท่านั้นเอง

“แล้วเธอรู้ได้ไงว่าพวกเราต้องทำโอทีวันอาทิตย์น่ะ” บอสเฟยหลงยื่นตรงหน้า เปิดโปงเธออย่างไร้น้ำใจ นั่วนั่วก้าวถอยหลังอย่างรู้สึกผิด พยายามคิดคำแก้ตัว เฟยหลงคว้ากล่องข้าวจากมือกระต่ายขาวตัวน้อยที่ไม่ทันตั้งตัว

“อ๊ะ เที่ยงพอดี เธอเอาข้าวมาให้ใครกันนะ”

บอสเฟยหลงพูดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ พนักงานที่กำลังเบื่อจากการทำโอทีมุงเข้ามาแซวเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อย

“นั่วนั่วน้อย เธอรู้ใช่ไหมว่า พวกเรากำลังหิว เลยเอาข้าวมาให้น่ะ”

“อย่าฝันเฟื่องเลยน่ะว่าพี่สะใภ้ล้างจานจะเอาข้าวมาให้นาย พี่สะใภ้ล้างจานเอาอาหารมาให้พี่จื้อหยวนต่างหาก”

พี่ชายคนหนึ่งจงใจเน้น สามคำ “พี่จื้อหยวน” นั่วนั่วที่ได้ยินขนลุก ส่ายหัวราวกับเขย่า “ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย บอสเฟยหลง ขอกล่องข้าวฉันคืนเถอะ”

บอสเฟยหลงเห็นกระต่ายขาวตัวน้อยกระโดดไปมาอย่างหงุดหงิด จึงตื่นเต้นมากขึ้นและเตรียมจะเปิดดูว่ามีอะไรข้างใน

“นั่วนั่วน้อย ไม่เห็นมีอะไรต้องอายเลย จื้อหยวนกับบอสใหญ่เซียวยังประชุมอยู่ พี่เฟยหลงคนนี้ดูแลเธออย่างดี เหมือนน้องสาวคนหนึ่ง แบ่งอาหารแห่งรักนี้ให้พี่ชายกินบ้างสิ”

=__=

นั่วนั่วอยากร้องไห้ แผนกวางแผนนั้นมีแต่ผู้ชาย แต่ตราบใดที่เธออยู่แถวนั้น พวกเขาไม่เคยหยุดแซวและนินทาเธอ ทำไมกันนะ เธอแค่อยากเอาอาหารมาส่งเท่านั้น แต่พวกเขาต้องขยายความจากจินตนาการไม่มีสิ้นสุดซ้ำๆด้วย

อาทิตย์ที่แล้ว กระดานสนทนาออนไลน์ของบริษัท มีกระทู้เกี่ยวกับรุ่นพี่ม่อและเธอ จนทุกคนเข้าใจผิดว่าเธอเอาข้าวกล่องมาส่งให้รุ่นพี่ม่อ  ถึงเธออยากแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ แต่เธอไม่อยากลากบอสใหญ่เซียวเข้ามาเกี่ยว ถ้าพวกนั้นเปิดกล่องข้าว เห็นมันฝรั่งเผาจนเป็นถ่าน กับหมูเส้นชุ่มเนย ชื่อเสียงเธอต้องเละตุ้มเป๊ะแน่ๆ

ท่ามกลางผู้คนที่ห้อมล้อมบอสเฟยหลง ระหว่างที่ข้าวกล่องจะถูกเปิดนั้น นั่วนั่วได้ยินเสียงเรียบๆจากด้านหลัง “ทำอะไรกันน่ะ”

เธอหันไปมอง ใบหน้าของกระต่ายน้อยเต็มไปด้วยน้ำตา เธออยากวิ่งเข้าไปซุกอ้อมแขนบอสใหญ่เซียวเหลือเกิน ผู้ช่วยชีวิตของเธอมาแล้ว บอสเฟยหลงที่เห็นเซียวอี้และม่อจื้อหยวนเดินออกมาจากห้องทำงาน ยิ้มชั่วร้ายก่อนเอ่ย “นั่วนั่วน้อยเอาข้าวกลางวันแห่งรักมาส่งให้จื้อหยวนแสนดีของเรา พวกเราเลยจะขอมีส่วนร่วมด้วย”

ถึงแม้จะเป็นการทำงานล่วงเวลา แต่บรรยากาศนั้นปลอดโปร่งกว่าทุกครั้ง เพื่อนร่วมแผนกวางแผนนั้นค่อนข้างสนิทกับเซียวอี้ เห็นว่าบอสใหญ่เซียวนั้นดูไม่จริงจังเท่าไร พวกเขาจึงเฮฮากันอีกครั้ง

“พี่จื้อหยวน…….. พี่อ่ะโชคดีโชคดี๊ นั่วนั่วน้อยช่วยพี่ล้างจานและยังทำอาหารมาให้พี่ด้วย แล้วเมื่อไรเธอจะช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นให้บ้านพี่ล่ะ”

“ใช่ๆ ต้องมีเปาเป่าน้อยสักสองตัวให้พวกเราเล่นด้วยนะ” (แซวว่าม่อจื้อหยวนกับนั่วนั่วควรจะมีลูกด้วยกัน)

…….

ม่อจื้อหยวนที่ได้ยิน เงยหน้าขึ้น ตะโกนเบาๆ “ไร้สาระน่ะ” ทุกคนเงียบกริบ พวกเขาคิดว่าอาจจะเล่นมากไปหน่อย พี่จื้อหยวนที่โกรธจัด กวักมือเรียกกระต่ายน้อย “นั่วนั่วมานี่สิ”

ด้วยแววตาอ่อนหวาน น้ำเสียงอ่อนโยน ที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนจากม่อจื้อหยวน ความสนใจของพี่จื้อหยวนนั้นตื่นขึ้น นั่วนั่วที่กำลังตระหนก รุ่นพี่ม่อเรียกเธอจริงๆน่ะเหรอ ขณะเดียวกัน ริมฝีปากของบอวใหญ่เซียวขมวดเป็นรอยยิ้มบางๆ กอดอกก่อนเหลือบตามองเธอ นั่วนั่วเข้าใจว่า สายตาแบบนั้นของบอสใหญ่เซียวหมายความว่า…

เวลาวิกฤตินี้ ถ้าเธอไม่เปิดเผยความจริง เธอต้องตายแหงแก๋ หลังจากนิ่งไปชั่วครู่ กระต่ายขาวตัวน้อยถือกล่องข้าว ก่อนพูด “พวกคุณเข้าใจผิดกันหมดแล้ว ที่จริงฉันมาส่งข้าวกลางวันให้เจ้านายต่างหาก”

เงียบฉี่……..

……

เงียบ

……

และมีแต่ความเงียบงัน

……

แค่เสี้ยววินาที นอกจากคนสองคนแล้ว ทุกคนเหมือนถูกแช่แข็งอยู่กับที่ แต่รอยยิ้มบอสใหญ่เซียวนั้นสดใสขึ้น ไม่เลวเลย นี่คือบทเรียนสอนพวกนั้นว่า เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยนั้นเป็นสมบัติส่วนตัวของใคร

บอสใหญ่เซียวและนั่วนั่วทิ้งพวกตาขาวที่แข็งทื่อ และเดินเข้าห้องทำงานอย่างหวานแหวว

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะน่าตกใจและน่าอายมาก นั่วนั่วก็ลืมทุกอย่างไปอย่างรวดเร็ว เธอผิดหวังเล็กน้อยที่บอสใหญ่เซียวไม่แสดงอาการตื่นเต้นดีใจที่เธอมาส่งอาหารกลางวันให้เขาเป็นการส่วนตัวเลย เขาเข้ามาในออฟฟิศ จ้องจอคอมพิวเตอร์และเริ่มทำงานอีกครั้ง

นั่วนั่วที่ถือกล่องข้าวแห่งรักรู้สึกหงุดหงิด บอสใหญ่เซียวควรจะชมเธอสักคำ เธอมาส่งมื้อกลางวันถึงแม้ฝนจะยังตก นั่วนั่วรู้สึกสับสน เธอต้องให้กำลังใจและหลอกตัวเองไปพร้อมกัน ไม่เป็นไร รอจนกว่าบอสใหญ่เซียวจะชิมอาหาร และเขาจะเข้าใจความตั้งใจของเธอเอง

ด้วยความคิดนี้ นั่วนั่ววางกล่องข้าวตรงหน้าบอสใหญ่เซียว คีบเนื้อเส้นด้วยตะเกียบ ใส่ปากเขา “ลองทานดูสักนิดสิ”

บอสใหญ่เซียวที่ไม่ละสายตาจากจอสักนิด อ้าปาก

เขาเคี้ยวช้าๆ นั่วนั่วจ้องปากเขา สายตาเขาสะดุด ความรู้สึกตื่นเต้นนี้ เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน แม้กระทั่งยามสอบเข้ามหาวิทยาลัย

แต่นี่คือครั้งแรกที่เธอทำอาหารให้คนที่เธอรัก เธอสังเกตุเห็นนิ้วเรียวที่รัวบนคีย์บอร์ดหยุด สีหน้าที่ผสมปนเปหลังจากรับรสชาติห้าอย่างในคำเดียว เธออดไม่ได้ที่จะถาม

“เป็นยังไงบ้าง อร่อยไหมคะ”

บอสใหญ่เซียวนั้นเป็นคนที่ไม่แสดงความรู้สึกง่ายๆ ดังนั้นเธอไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่พยักหน้าเล็กน้อยเธอก็พอใจแล้ว

ที่เธอได้คือ ความเงียบของบอสใหญ่เซียว เขาหลับตาจนกระทั่งกลืนอะไรลงคอ ก่อนพูดแบบคนเป็นไมเกรน “นั่วนั่ว ใครสอนเธอทำจานนี้น่ะ”

“แม่ฉันสิคะ”

แล้วแม่เธอบอกหรือเปล่า ว่าทำอาหารให้อร่อยน่ะ เธอต้องชิมมันด้วย

“……”

คำพูดสละสลวยประโยคนี้ซ่อนความหมายลึกล้ำ “จานนี้ กินแทบไม่ลง… ถ้าเธอไม่เชื่อก็ลองกินดูสิ”

/(ㄒoㄒ)/

……

เซียวอี้ ฉันเกลียดคุณที่สุด

คุณแกล้งทำว่ามันอร่อยสักนิดไม่ได้เลยเหรอไง นั่นจะฆ่าคุณเหรอ ฮือออ