0 Views

                                                      บทที่ 8 นัดบอดครั้งที่สอง

เธอไม่อยากเป็นเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อย แต่เธอไม่รู้จะบอกเซียวอี้อย่างไงเนี่ยสิ

นั่วนั่วกลับบ้านไปซบอกปะป๋า ก่อนจะปรึกษาปะป๋าซูเกี่ยวกับเรื่องที่ทำงาน เขาวางหนังสือพิมพ์ลงก่อนถอนหายใจเบาๆ “ลูกยังเด็ก จนไม่สามารถทนอุปสรรคเล็กๆน้อยๆแบบนี้ได้ ลูกเองเพิ่งย้ายไปชั้นสิบเจ็ดได้ไม่กี่วันเอง การเป็นพนักงานประจำน่ะมันไม่ง่ายนักหรอก จะมีอนาคตที่สดใส ลูกต้องก้าวข้ามอุปสรรคเล็กๆน้อยๆนี้ไปให้ได้”

นั่วนั่วที่คันปากอยากเล่าเรื่องหมาป่ากับกระต่ายน้อย พอฟังแล้วก็กลืนคำพูดลงคอ “แต่ชั้นบนน่ะ มีแต่ผู้ชายทั้งนั้นเลยค่ะ หนูไม่ชินเลย พ่อคะ ถ้าหนูบอกว่าหนูอยากย้ายลงมา อะไรจะเกิดขึ้นคะ?”

ปะป๋าซูพูดต่อ “การที่เจ้านายชมลูก ยอมให้ย้ายขึ้นชั้นบน โดยเป็นคำสั่งตรงมาจากแผนกบุคคลเนี่ย เป็นสัญญาณที่ดีมากนะ เจ้านายลูกน่ะต้องเห็นอะไรในตัวลูกสักอย่าง แล้วลูกจะทิ้งไพ่ทั้งๆที่มือกำลังขึ้นทำไมล่ะ ลูกจะทำลายเจตนาดีๆของเจ้านายด้วยการย้ายลงมาทำไมกัน?

ประโยคของพ่อ   “เจ้านายลูกน่ะต้องเห็นอะไรในตัวลูกสักอย่าง” ทำเอาเธอไปต่อไม่เป็น ถึงแม้ว่าความหมายที่เธอคิดอาจจะไม่เหมือนของพ่อเลยก็ตาม แต่นั่วนั่วก็อาจจะคิดมากไป ผู้ชายจากแผนกวางแผนนี้ต้องส่งอิทธิพลที่ไม่ดีต่อเธอแน่ๆ

นั่วนั่วเอานิ้วสองข้างจิ้มเข้าหากัน  “ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนอะไรได้แล้วเหรอคะพ่อ”

เมื่อได้ยินสหายเฒ่าซูหัวเราะแบบชั่วร้าย “ก็ไม่เชิงหรอก ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเกินไขว่คว้า เฉพาะคนที่มีความตั้งใจพอ สำหรับพ่อ ที่มีประสบการณ์เป็นสิบๆปี นี่เป็นเรื่องขี้ประติ๋วเท่านั้น”

นั่วนั่วที่ได้ยินน้ำเสียงขี้เล่นของพ่อ เธอก็เริ่มโจมตีด้วยการอ้อน โดยโผไปกอดขาพ่อ “สหายเฒ่าซูยอดเยี่ยมยิ่งนัก หลักแหลมกว่า จูกัดเหลียง ผู้โด่งดัง เสียอีก ได้โปรดช่วยเหลือข้าน้อยคิดหาหนทางด้วย”

ปะป๋าซูกระแอมเสียงดังอย่างพึงพอใจ “พ่อจะบอก ถ้าลูกยอมไปนัดบอด”

ทุกครั้งที่นั่วนั่วมาขอความช่วยเหลือจากสหายเฒ่าซู ปรัชญาประจำตัวของเขาคือ “หนี้ต้องตอบแทน แค้นต้องชำระ”ดังนั้นทุกครั้งที่นั่วนั่วมาปรึกษาอะไรกับพ่อ เธอต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะไปซื้อบุหรี่ หรือโดนหักเงิน

แต่นั่วนั่วไม่เคยคาดคิดว่าเงื่อนไขของพ่อคือ จะให้เธอออกไปดูตัว

เธอพูดแบบโกรธๆ “พ่อคะ คราวนี้มันมากไปแล้วนะคะ ครั้งที่แล้วที่แม่บังคับให้หนูไปนัดบอดน่ะ พ่อยังเข้าข้างหนูอยู่เลย ว่าหนูยังเด็ก ไม่ต้องรีบมีความรักหรอก แล้วจู่ๆสองวันผ่านไป พ่อก็หักหลังหนูแบบนี้เนี่ยนะ!”

ปะป๋าซูยิ้มๆ “เอ๋ นัดบอดครั้งนั้นล่มไม่เป็นท่าไปเลยไม่ใช่เหรอลูก รู้ไหมว่าแม่ลูกน่ะพยายามแค่ไหนที่จะหาคู่นัดให้ลูกน่ะ แต่แม่ลูกน่ะไม่กล้าบอกลูก มีแต่มาบ่นไม่หยุดต่อหน้าพ่อเนี่ยแหละ พลังการบ่นการตื้อของแม่ลูก ลูกเองก็รู้ฤทธิ์นี่น่า พ่อเองไม่มีทางเลือกต้องยอมแม่เขาเนี่ยแหละ”

นั่วนั่วห่อปาก นัดบอดครั้งที่แล้ว หม่าม้าซูตกลงว่าจะไม่มีคนต่อไปแล้ว เงาในหัวใจของนั่วนั่วที่บอกว่า ไม่มีความน่าเชื่อถือในคำพูดของแม่ที่บอกว่าจะไม่หาคู่นัดบอดให้เธออีก

“งั้นถ้าหนูไม่ไป พ่อก็จะไม่ช่วยหนูใช่ไหมคะ”

พ่อของเธอพยักหน้าแข็งขัน

นั่วนั่วรู้สึกท้อใจ “โอเคค่ะ แล้วผู้ชายคนนี้เป็นใครคะ” พูดจบ นั่วนั่วก็วาดภาพ ชายหนุ่มเปี่ยมพรสวรรค์ สายตาเฉียบคมราวกับจะทิ่มแทง เธออดขนลุกไม่ได้

แต่ปะป๋าซูไม่ได้สังเกตุอาการลูกสาวแม้แต่น้อย เขาพูดเรียบๆ “เสี่ยวเหวินชู เป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ มาจากสกุลจาง หน้าตาอ่อนโยนบอบบาง และยังมีพรสวรรค์มาก งานอดิเรกคือการแต่งกลอน พ่อแน่ใจว่าอย่างน้อยลูกน่าจะคุยกับเขารู้เรื่อง เขาอยู่ตึกเดียวกับเรา มีงานมั่นคง เงินเดือนก็ดี…”

พ่อเธอไม่หยุดชมเขา นั่วนั่วที่คิดว่าเธอได้ยินผิดโพล่ง “ตึกเราเหรอคะ?” ทำเอาพ่อเธอสำลักเป็นการใหญ่

นั่วนั่วเบิกตากว้างก่อนถามต่อ “เสี่ยวเหวินชูคนนี้อยู่ตึกเราเหรอคะ?”

คุณซูสำลัก ด้วยเสียงหอบๆ ตอบแผ่วๆ “ใช่ เป็นเด็กดีมาก”

เมื่อได้ยิน ปะป๋าซูก็รู้ว่าโดนนั่วนั่วรู้ทันแล้ว เขากระแอมก่อนคำราม “ถ้าลูกไม่ไป พ่อก็ไม่บอกหรอก!” พูดจบก็คว้าหนังสือพิมพ์มาอ่านต่อแบบเคืองๆ

=____=

นั่วนั่วถอนหายใจ พ่อเธอนี่ไม่รับมุขเลยจริงๆ

วันเสาร์… เพื่อความสงบสุขของครอบครัว นั่วนั่วผู้แสนเชื่อฟังก็ออกไปนัดบอด

เขาเป็นคนที่พ่อเธอปลื้ม มันจะแย่ได้สักแค่ไหนกันเชียว นั่วนั่วคิด

เมื่อมาถึงสถานที่ที่ตกลงกันไว้ คนตรงหน้านั่วนั่วก็ดูใช้ได้ เสี่ยวเหวินชูสูงกว่านั่วนั่ว ผอมและผิวค่อนข้างซีด หน้าตาพอใช้ได้ แม้จะมีสิวเล็กน้อย แต่ตอนกลางคืนก็ไม่ทำให้ใครตกใจได้

ทั้งสองนั่งอยู่ในร้านน้ำชาชื่อ East La Tea House พวกเขาคุยกันเรื่องตึกที่อยู่ หนังสือขายดี จนไปถึงหนังใหม่ๆ แม้ว่านั่วนั่วจะไม่รู้สึกถึงรักแรกพบ แต่ก็สามารถปล่อยตัวตามสบายเมื่ออยู่กับเขา สายตาพ่อมองคนไม่ผิดจริงๆ ถ้าเสี่ยวเหวินชูอยากจะคุยกับเธอต่อจริงๆ เธอก็ไม่รังเกียจหรอก

นั่วนั่วกำลังชั่งใจว่าจะแลกเบอร์โทรศัพท์กันดีหรือไม่ เหตุการณ์ก็กลับตาลปัตรทันทีที่เสี่ยวเหวินชูเหลือบไปเห็นสร้อยพระที่สลักจากหยกบนคอนั่วนั่ว เขาตื่นเต้น “คุณ คุณนับถือพุทธศาสนาด้วยหรือ”

“เอ๋” นั่วนั่วแตะองค์พระหยกบนคอ ปีที่แล้วแม่เธอไปไหว้พระที่วัดใหญ่ และบูชาท่านมาให้เธอสวม ถึงแม้ว่านั่วนั่วจะไม่ได้เป็นพุทธศาสนิกชน แต่ก็ไม่โหดร้ายพอที่จะปฏิเสธความหวังดีของแม่ จึงหยิบมาสวมบ่อยๆ

สำหรับนัดบอดครั้งนี้ นั่วนั่วซื้อกระโปรงพลีทสีขาวมาใหม่โดยเฉพาะ ตรงเอวตกแต่งด้วยริบบิ้นสีดำที่ผูกด้วยเงื่อนผีเสื้อเผยให้เห็นขาเรียวสวย แต่ก่อนออกจากบ้าน เมื่อส่องกระจก เธอรู้สึกเหมือนคอโล่งๆ แต่ไม่มีสร้อยวิบวับๆ ดังนั้นจึงหยิบจี้หยกมาสวมแบบไม่คิดอะไร แต่เสี่ยวเหวินชูกลับตาแหลมสังเกตุเห็นเสียนี่

นั่วนั่วไม่ทันตอบอะไร เสี่ยวเหวินชูพูดด้วยเสียงภูมิใจ “ผมไม่เชื่อเลยจริงๆว่า จะพบคนที่มีความเชื่อแบบเดียวกัน ตอนนี้ไม่ค่อยมีคนที่นับถือพุทธศาสนาแล้ว ผมเกลียดคนที่มักจะว่าผมตอนที่ผมบอกเขาว่าผมนับถือพุทธศานาว่างมงายไม่เข้าท่า ยังไม่แก่เลยแท้ๆ พวกเขาไม่เข้าใจอะไรสักนิด ความงมงาย กับความเชื่อ เป็นคนละเรื่องเลยชัดๆ!”

นั่วนั่วเหงื่อตก พยายามยิ้ม ก่อนบอกตัวเอง “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร การเชื่อในพระพุทธเจ้าเป็นความเชื่อที่ยอมรับได้”

เสี่ยวเหวินชูที่เห็นเธอหัวเราะกับตัวเอง ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่จะปล่อยมือ “ในเมื่อพวกเราเป็นพุทธศาสนิกชนกับทั้งคู่ ผมก็ไม่อ้อมค้อมละนะ อันที่จริง ผมกำลังค้นหาเนื้อคู่เมื่อชาติก่อนอยู่”

นั่วนั่วที่กำลังจิบชาอยู่เกือบพ่นออกมา

เนื้อคู่เมื่อชาติก่อน?

เสี่ยวเหวินชูทอดสายตาออกนอกหน้าต่าง ก่อนรู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที “ผมบอกคุณตรงๆ ผมสามารถเห็นบางอย่างที่คุณไม่เห็น ความทรงจำเมื่อชาติก่อนยังไม่ถูกลบจนหมด ชาติก่อนผมเป็นเจ้าชายต่างชาติ”

นั่วนั่วที่เข้าใจเรื่องกรรมของศาสนาพุทธดี เธอรู้สึกเห็นใจกับความทุกข์ของผู้อื่น แต่ การระลึกชาติได้ คืออะไรกัน… แล้วก็เจ้าชายต่างชาติเนี่ยนะ….

เสี่ยวเหวินชูที่เหมือนจะหลุดไปอยู่ในโลกแห่ง “พุทธศาสนา” เสียแล้ว ไม่สังเกตุเห็นเหงื่อเย็นๆบนหน้านั่วนั่ว เริ่มพึมพำ “ผมหยิ่งเกินไป เพื่อชาติบ้านเมืองแล้วกษัตริย์ได้สังหารคนมากมายจึงต้องรับทุกข์ทั้งชีวิต สวรรค์ที่รักความยุติธรรมอย่างยิ่งจึงทำให้ผมจดจำอดีตชาติได้ เฒ่าจันทราไม่ได้ตัดด้ายแดงระหว่างเราทิ้ง ดังนั้นชาตินี้ผมฝันถึงเงาเลือนลางอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นหน้าเธอ แต่ผมรู้ว่าเธอเป็นสนมของผมเมื่อชาติก่อน

“……”

นั่วนั่วพูดอะไรไม่ออก มึนตึ๊บ

อันที่จริงเธออยากจะขัดเสี่ยวเหวินชูว่า เฒ่าจันทรารับจ็อบพิเศษเดินทางไปทวีปตะวันตกตั้งแต่เมื่อไร ถึงไปผูกด้ายแดงให้เสี่ยวเหวินชูกับสนมได้ หรือว่า กามเทพหยุดงานเนื่องจากพระเจ้าจ่ายเงินเดือนให้น้อยเกินไป พระเจ้าเลยต้องจ้างผู้ช่วยมาจากต่างประเทศกันน่ะ

นั่วนั่วที่ได้แต่ชื่นชมความเพ้อฝันของตัวเองเมื่อเสี่ยวเหวินชูพูดต่อ “อันที่จริง การมาเดทครั้งนี้ ผมก็ลองพยากรณ์ดู เพราะผมก็หวังว่าคุณจะเป็นเนื้อคู่ภพก่อนของผม แต่ผมก็รู้ทันทีที่พบคุณว่า…ไม่ใช่ เพราะคุณซูดีกับผมมาก ผมเลยไม่ได้ออกไปทันที ในเมื่อพวกเราเป็นพุทธศาสนิกชนทั้งคู่ ผมบอกคุณแบบนี้ คุณคงเข้าใจผมนะ”

“ฉันไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ” นั่วนั่วหัวเราะแฮะๆ ส่ายหัวช้าๆ โชคดีจริงๆที่เธอไม่ใช่เจ้าหญิงของเขา ถ้าเขาเกิดพิจารณาเธอขึ้นมาจริงๆ เธอคงแย่แหงมๆ

เมื่อได้ยิน เสี่ยวเหวินชูก็สงบลง และเริ่มเล่าเรื่องจากพระไตรปิฏกส่วนต่างๆ และยังอ้างถึงพระพุทธรูปหยกบ่อยครั้งอีกด้วย นั่วนั่วที่คิดว่ามันแปลกมาก แต่เมื่อเห็นเสี่ยวเหวินชูที่กำลังอิน รู้สึกเขินเกินที่จะขัด

หลังจากผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง เสี่ยวเหวินชูก็หยุด นั่วนั่วที่ดีใจสุดๆ อยากจะยืนขึ้นแล้วบอกลาทันที แต่ด้วยศักดิ์ศรีของผู้เฒ่าซู นั่วนั่วต้องทำตัวเรียบร้อยเป็นกุลสตรี ผลคือเสี่ยวเหวินชูกลืนน้ำลายแล้วเอ่ย

“เมื่อคุณกับผมชะตาต้องกัน แต่ในชาตินี้เราไม่ถูกลิขิตมาให้เป็นสามีภรรยากัน เมื่อหลายวันก่อนผมรู้สึกเบื่อ จึงย้อนอดีตกลับไปเล่น นักบวชระดับสูงของประเทศผมบอกว่า ผมถูกลิขิตให้พบศิษย์น้องที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นคุณนี่แหละ”

นั่วนั่วได้แต่อ้าปากค้าง ศิษย์น้องที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ? เขาเบื่อเลยย้อนอดีตกลับไปเล่น?

พระเจ้า…

นั่วนั่วไม่รู้จะพูดอะไร “ต้าเกอ/พี่ใหญ่” พูดด้วยเสียงตื่นเต้น ก่อนตบไหล่นั่วนั่ว “ไปกันเถอะ พี่จะพาเธอไปพบอาจารย์”

>__<

สหายเฒ่าซู นี่มันคู่นัดแบบไหนกันเนี่ย…