0 Views

สิบวันต่อมา ซาลีนยังคงท่องคาถาอย่างต่อเนื่อง แต่ทำไม่สำเร็จเลยสักครั้ง ไม่ว่าเขาจะท่องคาถาหรือใช้มือทำท่าได้ดีเพียงใด เขาก็ร่ายเวทย์ระดับ 0 ไม่ได้

 

ในตอนนั้นเจสันมาพบเขาเพียงหนึ่งครั้ง ช่วงเวลาที่เหลือเขาเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้องทดลอง ที่เกิดจากการเปลี่ยนห้องรับรองห้องใหญ่ เขาไม่ได้กินอะไรเลย และทดลองเวทย์ต่อไปอย่างต่อเนื่องในบ้าน

 

ซาลีนกังวลเล็กน้อยแต่มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะกังวลในขณะที่เรียนเวทมนตร์ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ฝึกต่อไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด เมื่อถึงวันที่ 30 เขาก็ใช้เวทย์นี้ได้อย่างชำนาญ

 

เขารีบวิ่งไปที่ห้องทดลองของเจสันด้วยความตื่นเต้น เจสันเห็นความตื่นเต้นบนใบหน้าซาลีนและพูดว่า

“เจ้าใช้เวลาถึง 30 วันในการเรียนรู้เวทย์ระดับ 0 นั่นหมายถึงเจ้าไม่มีความถนัดในด้านนี้เลย ข้าแนะนำว่าเจ้าควรจะล้มเลิกซะ หรือไม่ก็เป็นผู้ฝึกไปตลอดชีวิต”

 

ซาลีนอึ้งไปชั่วขณะ “ท่านอาจารย์….”

 

“ไม่เชื่อข้างั้นเหรอ? มาลองดูกันเถอะ” เจสันนำลูกบอลคริสตัลออกมาวางไว้บนโต๊ะ และพูดว่า

“เจ้าลองร่ายคาถาดูสิ”

ซาลีนรีบร่ายคาถาตามคำสั่ง แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงกับลูกบอลคริสตัลเลย

 

เจสันเก็บลูกบอลคริสตัลและพูดว่า

“นี่มันแย่กว่าที่ข้าคิดไว้ซะอีก เจ้ามีพลังจิตที่ดี แต่ความเข้ากันได้กับธาตุของเจ้าน้อยเกินไป ตามผลการทดลองนี้ เจ้าจะเป็นได้แค่จอมเวทย์ระดับ 1 ในตอนที่เจ้าอายุ 100 ปี ซาลีน ถ้าเจ้าอยากได้ ข้าจะให้เงินเจ้า เจ้าจะเจอศูนย์ตีดาบไปเมืองของอาณาจักรซิกคินย่า  เจ้าน่าจะเรียนรู้การตีดาบได้ดีในอายุเท่านี้”

 

ซาลีนรู้สึกเหมือนโดนสาดด้วยน้ำเย็น ถ้ามันไม่มีโอกาสเลย เขาอาจจะรับข้อเสนอของเจสัน ยังไงก็ตามการฝึกมา 30 วัน ทำให้เขาหมกมุ่นอยู่กับเวทมนตร์ เมื่อเขาสำเร็จเวทย์ระดับ 0 ทำให้เขารู้สึกโล่งใจมากที่เขาสามารถควบคุมมันได้

 

เป็นนักดาบงั้นเหรอ? เหมือนกับผู้คุ้มกันติดอาวุธของเมืองซีลอน ที่ลาดตระเวนตามถนนทุกวันและยืนกั้นประตูเมืองเพื่อเก็บภาษี หรือทหารรับจ้างที่จะไร้ประโยชน์เมื่ออายุ 30 และหาภรรยาไม่ได้?

 

“ท่านอาจารย์ มันไม่มีทางอื่นแล้วเหรอครับ?” ซาลีนถามขณะที่ติดอยู่กับความคิดข้างในของตนเอง

 

“ใช่ว่าจะไม่มีทาง แต่ข้าทำไม่ได้ นี่ไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ด้วยเงินหรอกนะ เจ้าของใช้จอมเวทย์ระดับ 9 ที่อยากจะช่วยเจ้าในการปรับร่างกายของเจ้าใหม่ ต่อให้ทำได้อย่างนั้นแล้ว อนาคตของเจ้าก็จะไปถึงได้แค่จอมเวทย์ระดับ 4 ที่ด้อยค่า” เจสันตอบอย่างไม่มั่นใจ

 

“ท่านอาจารย์ ข้าอยากจะลอง ข้าขอเป็นผู้ฝึกเวทย์ที่มีอายุร้อยปีดีกว่าต้องไปเป็นนักดาบ สอนวิธีทำสมาธิให้ข้าทีเถอะ”

ซาลีนกัดฟันพูด เขาไม่ชอบนักดาบ ไม่มีนักดาบคนไหนในเมืองซีลอนที่ใช้ชีวิตได้ปกติ นอกจากนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เอาเงินของเจสันไปเรียนวิชาดาบ การที่โดนล่อลวงมาตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นทำให้เขาท้อแท้กับโลกใบนี้

 

“ถ้าเจ้ายืนยันเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร แต่หลังจากที่เจ้าทำสมาธิได้อย่างดีแล้ว เจ้าห้ามล้มเลิกจนกว่าเจ้าจะได้กลายเป็นจอมเวทย์ เจ้าเข้าใจหรือไม่?”

 

“ข้ายังยืนยันคำเดิม”

 

“วิธีทำสมาธิของข้านั้นมีค่ามหาศาล แม่แต่คนในราชวงศ์ฉิน หากเจ้าเปิดเผยมันให้ใคร ข้าจะเป็นคนปลิดชีวิตเจ้า เจ้าเข้าใจหรือไม่?” เจสันบอกอย่างใจเย็น ซาลีนรู้สึกกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ เขารู้ว่าอาจารย์ของเขานั้นไม่ได้พูดเล่น หากเขาฝืนคำสั่งล่ะก็….

 

“เราจะเริ่มตรงไหนก่อนดีล่ะ?” เจสันพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกลังเลเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขามีลูกศิษย์ ในอดีตเขาเคยเป็นผู้ฝึกระดับ 2 ที่มีความรู้พื้นฐานดีมากตอนที่อาจารย์สอนวิธีทำสมาธิแก่เขา แต่ซาลีนนั้นดูเหมือนจะไม่รู้อะไรมาก่อนเลย

 

“วิธีการทำสมาธินั้นจะประกอบด้วยพื้นฐานของความสามารถในการทำสมาธิ การดูดซับธาตุ การสะกดจิต และการสะท้อนเสียงวิญญาณ จอมเวทย์ทั่วไปนั้นศึกษาเพียงแค่ความสามารถในการทำสมาธิ แต่วิธีการแบบเต็มๆนั้นจะเรียนได้จากปรมาจารย์เวทย์เท่านั้น บรรดาหนังสือนั้นให้ความรู้ธรรมดาๆเท่านั้น การเรียนรู้ด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ทำให้ใครเป็นจอมเวทย์ได้…”

 

เจสันค่อยๆสอนซาลีนและบอกทุกสิ่งที่เขารู้ให้ ซาลีนใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเพื่อจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เจสันพูด เจสันทึ่งในความหัวไวของซาลีนแต่ก็รู้สึกเสียดายในเวลาเดียวกัน เขาเป็นเด็กฉลาดแต่เขาเข้ากันกับธาตุได้น้อยมาก

 

“เอาล่ะ ข้าได้บอกเจ้าทุกอย่างเกี่ยวกับการทำสมาธิแล้ว เจ้าฉลาดมาก จงไปอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องข้างบน และทำสมาธิอย่างน้อยวันละครั้งจะเป็นผลดีกับเจ้า อย่าลืมเตรียมอาหารให้ข้าสัปดาห์ละครั้งด้วยล่ะ และเข้าไปในเมืองถ้าขนมปังกำลังจะหมด ข้าจะให้เหรียญทองกับเจ้า หลังจากที่เจ้าทำสมาธิได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้วข้าจะให้งานกับเจ้า”

 

“ครับ ท่านอาจารย์” ซาลีนโค้งคำนับและออกจากห้อง เขายังเด็กและไม่รู้ว่าเขาเลือกทางที่ยากลำบากเป็นพิเศษ เขาเพียงรู้สึกยินดีที่ประตูแห่งโลกใบใหม่ได้เปิดออกให้เขาเท่านั้น  สิ่งที่เขาไม่รู้คือราคาที่เขาต้องจ่ายเมื่อเข้าไปยังประตูบ้านนี้

 

ซาลีนเข้าไปยังห้องแรกที่เต็มไปด้วยหนังสือและเริ่มที่จะเรียนรู้มันทันที ชั้นหนังสือชั้นแรกเป็นหมวดวิชาภาษา ซาลีนที่ไม่รู้หนังสือนั้นทำได้แค่ก้าวข้ามผ่านมันไป เวทมนตร์การอ่านนั้นทำให้เขาเรียนรู้คำศัพท์ได้ด้วยตนเอง แต่ปัญหาคือหลังจากใช้มันแล้วเขาจะต้องรอครึ่งชั่วโมงเพื่อที่จะใช้มันอีกครั้ง

 

ด้วยเหตุนี้ มันจึงใช้เวลา 1 เดือนเต็มๆในการที่จะเรียนรู้ภาษาจากแผ่นดินเกิดซึ่งเป็นภาษาที่เขาใช้พูด เขาต้องการที่จะข้ามไปอ่านหนังสือเล่มถัดไป แต่เขาสังเกตว่ามันมีหนังสือเวทย์หลายประเภท นอกจากนั้นมันยังไม่ได้เขียนด้วยภาษาปกติทั้งหมด มันมีอย่างน้อย 20 ภาษาในหนังสือบนชั้น ซาลีนไม่มีทางเลือกนอกจากอ่านหนังสือภาษาก่อนที่จะไปอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ

 

จอมเวทย์นั้นเกิดจากการเรียนรู้ ถ้าไม่มีเวทมนตร์การอ่าน นั่นคือเป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกฝนเวทย์ได้อย่างเต็มที่

 

โชคดีที่ซาลีนทำสมาธิได้อย่างดีภายในหนึ่งเดือน เร็วกว่าคราวก่อน ตอนนี้เขาสามารถใช้เวทย์การอ่านได้ 2 ครั้ง และกลับมาใช้ได้ใหม่ใน 10 นาที

 

ผู้ฝึกเวทย์ที่มีธาตุนั้นมีจำนวนน้อยมาก ซาลีนนั้นยิ่งด้อยกว่าคนอื่นๆ ถึงแมจะเป็นแบบนั้นเขาก็พอใจ ที่ห้องใหญ่แต่ละห้องนั้นมีชั้นหนังสือขนาดใหญ่ที่มีหนังสือทั้งหมดรวมกว่าหมื่นเล่ม มันเป็นจำนวนมากเกินพอที่เขาจะอ่าน!

 

เขาไม่กังวลเกี่ยวกับการก้าวหน้าของเขาต่อไปแล้ว แต่เขาต้องการที่จะได้ข้อมูลที่มากขึ้น ซาลีนเรียนรู้ตามลำดับต่อไปอย่างอดทน หนังสือภาษาที่มีมากกว่าพันเล่ม – ภาษาปกติ , ภาษาไมเออร์ , ภาษาเวทย์ , ภาษาฉิน , ภาษาซิกคินย่า , ภาษาตังกุลาซี  … ซาลีนเรียนแม้กระทั่งภาษาคอเคซัสที่เป็นพื้นที่ที่มีเพียงนักบวชเท่านั้น ซาลีนในตอนนี้หมกมุ่นอยู่กับการเรียนภาษา มันใช้เวลาครึ่งปีในการเรียนรู้ภาษาในหนึ่งสือกว่าพันเล่ม

 

ถึงจะเป็นการออกตัวที่ช้าในการเริ่มต้น แต่เมื่อเขาเริ่มคุ้นเคยกับคำศัพท์มากขึ้น ความเร็วในการเรียนรู้ก็เพิ่มขึ้น

 

ในตอนที่เขาอ่านหนังสือเล่มสุดท้าย เขาใช้เวทย์การอ่านได้ 3 ครั้ง เป็นสัญญาณที่บอกว่าเขาได้เป็นผู้ฝึกระดับ 2 แล้ว ซาลีนไม่ได้รู้สึกถึงมันเพราะพลังจิตของเขานั้นแข็งแกร่งมาก เขาเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยจากการควบคุมเวทย์ของเขาเท่านั้น เนื่องจากมันเป็นแค่เวทย์ระดับ 0 ภาระจากการใช้งานของมันจึงน้อยมาก แต่ความจริงแล้วธาตุที่อยู่ในร่างกายของเขานั้นเทียบได้กับผู้ฝึกระดับ 1 เท่านั้น

 

ความเร็วระดับนี้ไม่เพียงแค่หายากเท่านั้น แต่มันไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉลี่ยแล้วคนที่ก้าวช้าระดับนี้ต้องโดนไล่ออกไปนานแล้ว ซาลีนนั้นมีหลักการในการทำสมาธิที่ดี และเขาใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งปีในการเรียนรู้ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้มีแรงเหลือพอจะทำอะไรเกี่ยวกับธาตุของเขา เจสันนั้นก็ไม่ได้สนับสนุนให้เขาเรียนเวทมนตร์

 

เนื้อหาต่อไปคือการเรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์ที่มีหนังสืออยู่ในชั้นหนังสือมากกว่าพันเล่ม นับแต่ที่เขาได้ก้าวเข้ามาสู่โลกของเวทมนตร์นั้น เขาไม่รู้ว่าเขาจะต้องเรียนไปอีกมากเท่าไหร่ แต่เขาเชื่อว่าการพยายามอย่างหนังนั้นจะตอบแทนเขา

 

ไม่มีการระบุปีที่เวทมนตร์ได้ถือกำเนิดขึ้น แต่หลายคนเชื่อว่ามันมาจากดินแดนไมเออร์มากกว่าสามหมื่นปีก่อนประวัติศาสตร์ มันไม่ใช่แค่หมื่นปีก่อน ในยุคราชวงศ์ที่สองนั้นได้มีการจำแนกออกเป็น 6 ส่วน แต่ละส่วนนั้นถูกตั้งชื่อว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ แสงสว่าง และความมืด จากนั้นปฏิทินของแผ่นดินไมเออร์ก็ถูกปรับปรุง หนึ่งปีนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 12 เดือน แต่ละเดือนมี 30 วัน 6 วันคือหนึ่งสัปดาห์ ในวันที่ 6 ของแต่ละสัปดาห์กำหนดให้เป็นวันความมืด และเป็นวันที่ทำการแลกเปลี่ยน แม้ว่าในยุคเทพีแห่งไมเออร์ , เทพีธรรมชาติล่มสลายไป และยุคสันตะสำนักจะเกิดขึ้น การกำหนดวันเหล่านี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง

 

ปฏิทินของสันตะสำนักนั้นมีความซับซ้อนมาก มันคิดว่าควรจะมี 7 วันในหนึ่งสัปดาห์ หลังจากร้อยปีของการใช้งาน ก็มีแต่ในสันตะสำนักเท่านั้นที่ใช้ปฏิทินนี้ แล้วเขาก็เลิกใช้มัน

 

ไม่ใช่ว่าผู้ฝึกเวทย์จะถูกจำกัดให้ใช้ได้แต่เวทย์ระดับ 0 ก่อนที่จะเป็นจอมเวทย์ระดับ 1 หลังจากที่ไปถึงระดับ 6 ผู้ฝึกเวทย์จะใช้เวทย์ระดับ 1 ได้ นี่เป็นที่รู้กันว่าเป็นสูตรการเร่งความเร็วในการฝึกเวทย์ แต่ด้วยวิธีเร่งความเร็วนี้ ไม่ค่อยมีจอมเวทย์คนไหนประสบความสำเร็จ

 

อย่างไรก็ตามหลังจากที่จอมเวทย์เร่งความเร็วขึ้นมา พวกเขาจะอ่อนแอลงและเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะฟื้นฟูได้ด้วยตนเอง มันขึ้นอยู่กับการทำสมาธิที่จะนำฟื้นฟูบทเวทย์กลับมาได้

บทเวทย์เป็นหัวใจหลักของเวทมนตร์ หากไม่มีมันผู้ฝึกเวทย์จะเป็นจอมเวทย์ไม่ได้ การเกิดบทเวทย์นั้นต้องการพลังจิตและการเข้ากันกับธาตุอย่างแข็งแกร่ง ความเข้ากับธาตุของซาลีนนั่นน้อยอย่างถึงขีดสุด เจสันจึงบอกเขาว่าเขาต้องอายุถึงร้อยปีกว่าจะได้เป็นจอมเวทย์

 

ด้วยความเร็วในการก้าวหน้าของซาลีนขณะนี้ เขาไม่ได้กล่าวเกินจริงเลย

 

ในเรื่องของบทเวทย์นั้นมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือหลายเล่ม ที่ซาลีนเข้าใจก็คือมันเป็นพื้นฐานของพลังธาตุ ผู้ฝึกเวทย์ที่จะฝึกได้อย่างต่อเนื่องจะต้องสะสมพลังธาตุไว้ในร่างกาย ปริมาณของพลังธาตุก็จะส่งผลถึงคุณภาพของเวทย์ นี่เป็นกระบวนการที่บทเวทย์จะถูกสร้างขึ้นมา เหมือนกับการที่ผู้ฝึกเวทย์จะได้กลายเป็นจอมเวทย์ที่แท้จริง

 

ภายในครึ่งปีอาหารในครัวก็หมดและก็ถึงเวลาของซาลีนที่จะต้องเข้าไปในเมืองเพื่อซื้ออาหาร เขาไปที่ห้องทดลองของเจสันและบอกว่าเขาจะไปในเมือง

 

“การฝึกของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

“ข้าฝึกสามทักษะการอ่านได้” ซาลีนเน้นคำว่า ‘สาม’ เพื่อหวังว่ามันจะดึงดูดความสนใจของอาจารย์ได้

“ดีมาก ทำต่อไป” เจสันไม่พูดอะไรมากและให้ซาลีน 5 เหรียญทองเหมือนอย่างเคย ความก้าวหน้าของซาลีนนั้นเร็วกว่าที่เขาคาดไว้ เจสันรู้ว่ามันเป็นเพราะพลังจิตที่แข็งแกร่งของซาลีน แต่คิดว่าซาลีนเป็นแค่ผู้ฝึกเวทย์ระดับ 1 มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะใช้เวทย์ระดับ 0 มันไม่ได้ช่วยซาลีนในการก่อบทเวทย์ใดๆ