0 Views

มันเป็นเสียงที่น่ารัก มีชีวิตชีวาและสดใส ซาลีนไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘หมูป่า’ เขาเพียงเห็นกำปั้นที่ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นในสายตาก่อนที่จะรู้สึกเจ็บปวดที่ดวงตาแล้วจึงสลบไป

 

ก่อนที่จะสลบ ซาลีนไม่ได้รู้สึกกลัว ในหัวของเขามีแต่สัญลักษณ์สีแดงสดใสอยู่เหนืออกคู่นั้น ขณะที่มันทำให้เขาตกอยู่ในภวัง เขาก็ไม่มีเวลามากพอที่จะตอบสนองและโดนหมัดเสียก่อน

 

“ตื่น ตื่น เร็วเข้า ตื่นได้แล้ว”

 

เสียงอันน่ารักดังขึ้นมาอีกครั้ง ซาลีนพยายามลืมตาขึ้นมา เขารู้สึกว่าตาซ้ายของเขามันลืมไม่ขึ้น เขาพยายามค่อยๆ ลืมมันแต่ทุกอย่างก็เบลอไปหมด มือเล็กๆ นุ่มๆ กำลังตบหน้าของเขาเพื่อปลุกให้เขาตื่น

 

“โอเคๆ ข้าตื่นแล้ว!”

 

ซาลีนพยายามดิ้นไปข้างหลัง หญิงสาวที่ตบหน้าเขาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วและจ้องมาที่ซาลีนอย่างเกรี้ยวกราด ซาลีนโล่งใจที่หญิงสาวดูเหมือนไม่ตั้งใจจะฆ่าเขา เขาเคยฆ่าคนมาก่อนและรู้ว่าเจตนาฆ่าเป็นยังไง

 

ซาลีนลุกขึ้นนั่ง แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีอันตราย เขาประเมินหญิงสาวตรงหน้าขณะที่เธอก็ทำแบบเดียวกัน

 

ทั้งคู่นั้นมีอายุพอๆ กัน เธอดูเหมือนอายุประมาณสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี ชุดที่เธอใส่นั้นทำให้ซาลีนตกใจ เธอใส่ชุดหนังสัตว์ที่ไม่ค่อยได้เย็บเข้าหากันและขนอยู่ด้านนอก หลายส่วนของชุดนั้นโทรมไปแล้ว หนังสัตว์ดูสากอย่างมาก เลือดสีม่วงเข้มที่แห้งแล้วกระจายไปทั่วร่างกายของเธอ

 

ประเด็นคือหนังสัตว์นั้นมีสองส่วน เปิดเผยให้เห็นส่วนกระบังลม ผิวขาวสว่างสดใสมากพอที่จะทำให้คนแสบตาได้ ซาลีนอยากที่จะลืมตาอีกข้างที่เจ็บแต่ความเจ็บปวดก็ทำให้เขากัดฟัน

 

รองเท้าที่เธอสวมนั้นไม่ใช่แบบซิกคินย่า พื้นรองเท้าของเธอดูเหมือนจะทำมาจากอุ้งเท้าของสัตว์อสูร! ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือเธอมีอาวุธที่หลัง มันเป็นกระบองยาวหนาอีกข้าง และอีกข้างบาง มันยาวเท่าตัวของเธอ

 

กระบอกนั่นมีส่วนที่มีเงาแบบโลหะ แต่ซาลีนคุ้นๆ ว่ามันเป็นกระดูกของสัตว์อสูรระดับสูง มันดูหนักอย่างมาก เขาโชคดีที่เธอใช้หมัดกับเขาแทนกระบอง ซาลีนคิดกับตัวเอง

 

หญิงสาวนั้นน่ารักมาก เธอมีคิ้วสีเข้ม ผิวขาวดุจหิมะ และดวงตาสีฟ้า เธอสูงเท่าซาลีน ร่างกายของเธอดูดีและเป็นธรรมชาติ ดูเหมือนว่าเธอจะลืมไปแล้วว่าซาลีนได้เห็นร่างกายที่เปลือยเปล่าของเธอ และไม่ได้แสดงท่าทีเขินอายออกมา

 

“ข้าชื่อซาลีน เมตาทริน เจ้าล่ะ ?”

 

ซาลีนไม่รู้จะพูดอะไร แต่ไม่อาจจะที่จะจ้องเธอต่อไปได้ด้วยดวงตาที่ใหญ่ข้างเล็กข้าง

 

“ข้าชื่อซิก้า บอกข้ามาตามตรง ทำไมเจ้าถึงมาแอบถ้ำมองที่นี่ ?”

 

ซิก้าชี้ไปที่หัวของซาลีนด้วยนิ้วอันเรียวยาว ดูเหมือนเธอจะจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว

 

เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

 

“ที่นี่ไม่ใช่ที่อาบน้ำ ทั้งยังเย็น ในวันที่หนาวเช่นนี้ และข้ามาซ่อนเพื่อถ้ำมองเนี่ยนะ ?”

“จริงด้วย !”

 

ซิก้าถูกชักจูงอย่างง่ายดาย เธอคิดว่าที่ซาลีนพูดมันสมเหตุสมผลและเริ่มใจเย็นลง ด้วยความรู้สึกผิดที่เห็นใบหน้าของเขากระตุก เธอดึงหยิบขวดออกมาและยื่นให้เขา

 

“นี่คืออะไร ?”

“น้ำมนตร์จากสันตะสำนักน่ะ เพื่อใช้รักษาดวงตาของเจ้า ข้าขอโทษที่ใช้แรงเยอะไป”

 

ซิก้าพูดอย่างรู้สึกผิด

 

“ไม่เป็นไร เจ้าเพียงแค่ทำไปตามสัณชาติญาณ”

 

ซาลีนพูดอย่างเข้าใจ

 

“ข้าขอโทษ ข้าอยากจะอาบน้ำแต่กลัวว่าเจ้าจะตื่นขึ้นมา…ข้าเลยต่อยเจ้าอีกรอบ…”

 

ซิก้ามองซาลีนอย่างไร้เดียงสา ซาลีนเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาแล้ว ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเขาถึงลืมตาไม่ได้

 

แต่…ช่างเถอะ เขาไม่อาจไปถ้ำมองใครได้ฟรีๆ ทุกอย่างมีราคา อย่างกรณีสายใยเวทย์ของเขา เช่นเดียวกับการได้มองสาวสวย ซาลีนปลอมใจตัวเองแล้วเปิดขวดและรินน้ำมนตร์ไปที่แผลของเขา

 

“อ๊ากก!”

 

ซาลีนร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เขาไม่เคยใช้น้ำมนตร์มาก่อนแต่เขาเคยอ่านมาว่ามันใช้รักษาแผลได้ มันอุ่นและผ่อนคลายไม่เหมือนความเจ็บปวดของการถูกไฟไหม้

 

เขาโยนขวดทิ้งไปที่พื้นและพูดอย่างโกรธเกรี้ยว

 

“เจ้าเอาอะไรมาให้ข้าเนี่ย ?!”

 

ซิก้าตกใจนิ่ง เธอหยิบขวดขึ้นมาและมองมัน และบ่นพึมพำกับตัวเอง

 

“มันดูเหมือนจะใช่นี่ เดี๋ยวนะ ขอข้าดูก่อน”

 

หากมีกำแพงอยู่ใกล้ๆ ซาลีนคงจะโขกหัวกับมันไปแล้ว สมองของหญิงสาวคนนี้ต้องผิดปกติแน่ๆ ของในขวดนั้นใช้รักษาได้อย่างแน่นอน เขาแอบทดลองมันก่อนจะใช้ จึงบ่นซิก้าไม่ได้

 

ซิก้าถอดกระเป๋าหนังจากเอวและค้นดูข้างใน และพูดด้วยความแน่วแน่

 

“นี่เป็นน้ำมนตร์จากสันตะสำนักแน่นอน ข้าซื้อมันมาในราคาห้าเหรียญเงิน”

 

ซาลีนมีข้อสงสัยขณะที่ตาของเขาเจ็บมากขึ้น แม้ห้าเหรียญเงินจะซื้อได้แค่สินค้าระดับต่ำ แต่มันก็ควรมีคุณสมบัติในการรักษาและไม่ควรเพิ่มความเจ็บปวดแบบนี้

 

เขาไม่เข้าใจเหตุผลของมัน ซาลีนตระหนักถึงความโง่เขลาของตัวเองทันที เขาเอาขวดน้ำโลหะออกมาจากเอว เงยหน้าขึ้นและรินของเหลวไปที่แผลของเขา ดวงตาของเขารู้สึกดีขึ้นอย่างมาก มันเป็นน้ำรักษาที่เขาได้ทำมาด้วยตัวเอง

 

น้ำรักษานั้นเป็นของเหลวที่สร้างด้วยเวทย์ระดับ 1 มันใช้รักษาแผลได้อย่างดี มันใช้เวลานานกว่าเทียบกับเวทย์ที่ให้ผลคล้ายๆ กัน แต่มันไม่มีผลข้างเคียง

 

ซาลีนมีเวทมนตร์เป็นร้อยบทอยู่ในหัวของเขาแต่สามารถเรียนรู้ได้ไม่กี่สิบอย่างเท่านั้นในตอนนี้ ผลของน้ำรักษานั้นดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้เป็นกับทีม น้ำรักษาที่ถูกสร้างจากจอมเวทย์ระดับสูงยังสามารถรักษาแผลเก่าได้อีกด้วย

 

“ป่ากันดารแบบนี้ เจ้าจะมาอาบน้ำในที่แบบนี้ทำไมกัน ?”

 

ซาลีนพูดขณะเงยหน้าให้น้ำรักษาไหลเข้าไปในดวงตาของเขาและฟื้นฟูลูกตาของเขา เขากลัวว่าเส้นเลือดในดวงตาของเขาฉีกขาด และจะมีผลกับการมองเห็นในระยะยาว

 

“ข้าก็ไม่รู้เหมือกัน ข้าตั้งใจจะไปที่เมืองโฮลเซอร์ พอเดินมา ข้าก็เข้ามาที่ภูเขานี้โดยบังเอิญ”

 

ตกลงเธอเป็นคนโง่ที่ไม่รู้เรื่องเส้นทางสินะ ซาลีนเริ่มหงุดหงิดมากขึ้น หมัดที่เขาได้รับมานั้นก็ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย เมื่อคิดว่ามันมาจากคนที่หลงทาง

 

“เจ้าจะไปที่เมืองโฮลเซอร์ทำไม ?”

 

ซาลีนสงสัยถึงการกระโดดมาที่น้ำเย็นจัดของเธอ อาจจะเป็นไปได้ว่าเธอเป็นนักดาบที่มีออร่าดาบ แม้ว่าเธอจะพกกระบองก็ตาม ดังนั้นเขาไม่ทำให้เธอโมโหจะดีกว่า

 

“มันไม่ง่ายที่จะเอาตัวรอดในภูเขา ข้าเลยคิดจะเป็นทหารรับจ้างน่ะ”

 

ซิก้าพูดพลางก้มหน้าลง

 

“เจ้าไม่ได้มาจากซิกคินย่างั้นเหรอ ?”

 

ซาลีนเพิ่งสังเกตถึงสำเนียงในการพูดของซิก้า แม้ว่าเธอจะพูดภาษาแผ่นดินใหญ่ แต่เธอก็พูดเร็วกว่าและจบประโยคอย่างรวบรัด

 

“ข้ามาจากคอเคซัส”

 

ซิก้าพูดและนั่งลงบนพื้น ทำให้ซาลีนเห็นส่วนขาของเธอที่ไม่ได้ถูกรองเท้าบัง

 

“เจ้าอยู่ระดับไหนกัน ?”

 

ซาลีนคิดว่าซิก้านั้นค่อนข้างเป็นกันเองและคนจากคอเคซัสนั้นเป็นคนง่ายๆ เขาตัดสินใจเป็นมิตรกับเธอ ในฐานะที่เป็นจอมเวทย์หน้าใหม่นั้นเขาต้องการผูกมิตรกับนักดาบที่แข็งแกร่ง

 

“ข้าไม่รู้ แต่ตอนที่สัตว์อสูรใกล้ๆ หมู่บ้านเห็นข้า มันก็จะหนีไป”

 

ซิก้าพูดด้วยความสับสน ซาลีนมองอย่างท้อแท้ เป็นธรรมดาที่นักดาบจากคอเคซัสจะไม่รู้ระดับของตน เขาโง่เองที่ถามออกไป

 

ดินแดนคอเคซัสนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับซิกคินย่า มันยังคงเป็นพื้นที่ภูเขาดั้งเดิมที่ผลิตนักดาบที่มีคุณภาพออกมา

 

ภาครัฐนั้นชอบทหารที่มาจากคอเคซัส เพราะพวกเขามีการสู้รบและทำงานเป็นทีมได้อย่างดี นักดาบผู้ชายจากคอเคซัสนั้นอย่างน้อยๆ ก็ใช้ขวานได้ เขาสามารถโจมตีได้ในรัศมีร้อยเมตร ซึ่งความรุนแรงของมันนั้นน่ากลัวกว่าการโจมตีของนักธนูอย่างมาก

 

ดินแดนคอเคซัสยังเป็นที่เดียวที่ยังคงมีนักบวชดั้งเดิมอยู่ ความสามารถในการโจมตีของนักบวชนั้นต่ำกว่าจอมเวทย์ แต่พลังการฟื้นฟูของพวกเขานั้นใกล้เคียงกับปรมาจารย์เลยทีเดียว

 

“ถึงจะไม่รู้ทางแต่เจ้าก็ออกเดินทางงั้นเหรอ ?”

 

ดวงตาของซาลีนดีขึ้นแต่ก็ยังบวมอยู่ เมื่อคิดถึงนิ้วเรียวยาวของซิก้า แต่ที่โดยไปนั้นก็หนักยิ่งกว่าถูกค้อนทุบ

 

“นั่นมันใช่เรื่องที่ต้องกลัวเหรอ ? ถึงจะหลงทางก็ไม่ได้หมายความว่าจะอดตาย มันมีสัตว์ป่ามากกว่าที่ที่ข้าจากมาซะอีก ข้าอยู่ในภูเขามาเป็นเดือน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะหน่อย”

 

ในที่สุดซาลีนก็เข้าใจว่ารูปลักษณ์กับความฉลาดนั้นไม่ได้มาด้วยกัน ซิก้าเป็นหญิงสาวจากคอเคซัสที่สับสนในสิ่งที่จะทำ และโดนหลอกได้ง่าย บางทีเขาควรจะเข้าหาเธอก่อน หากสายเกินไปสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นก็ได้

 

“ทำไมไม่ไปที่เมืองดีนกับข้าล่ะ  ? มันมีโอกาสในการทำงานมากกว่านะ”

 

ซาลีนพยายามชักจูงซิก้า จริงๆ แล้วเขาแค่รู้จากหนังสือ เขาไม่เคยทำงานในซีลอนมาก่อน

 

“ได้ แต่ข้าไม่มีเงินเลย หากจะต้องเข้าเมือง…”

 

ซาลีนท้อแท้ ไม่มีเงินแต่ยังออกมาเนี่ยนะ ทั้งที่มันต้องใช้เงินในการเข้าร่วมกับกองกำลัง แต่ไม่เป็นไร เพราะถ้าซิก้าสมัครเป็นทหารรับจ้างไม่ได้เพราะเธอไม่มีเงิน เธอจะต้องมากับเขา

 

“อาหารในเมืองมันแพง และมีกฎ ‘ห้ามกินมนุษย์’ มันจะเป็นปัญหาน่ะ”

“กินมนุษย์ !”

 

ซาลีนหวาดกลัว แม้ว่าคอเคซัสจะล้าหลังแต่เขาก็ไม่เคยได้ยินว่าพวกเขากินมนุษย์

 

“ข้าไม่ได้หมายถึงกินมนุษย์เมื่อพบเจอ อืม..ในภาษาคอเคซัสมันหมายถึงกินทุกอย่างที่ศัตรูมีน่ะ”

 

ซิก้าทำท่าทางโจมตีด้วยมือประกอบ ซาลันเข้าใจแล้ว เธอหมายถึงการปล้นนั่นเอง มันมีบันทึกไว้ว่ามีชนเผ่าที่ออกปล้นอยู่ ซาลีนไม่ได้เจอกับเรื่องพวกนั้นจึงไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัด

 

“ทำไมเจ้าไม่เป็นนักผจญภัยก่อนล่ะ ? มันจะใช้เงินน้อยกว่านะ”

 

ซาลีนอธิบายถึงความต่างของนักผจญภัยกับทหารรับจ้างให้ซิก้าฟัง ทหารรับจ้างนั้นจะต้องจ่ายค่าแรกเข้ากับกองกำลัง หากทำภารกิจล้มเหลว ความสูญเสียก็คือเงินแรกเข้าที่ถูกหักไป

 

นักผจญภัยนั้นจ่ายเพียงแค่ค่าลงทะเบียนเท่านั้น แต่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำภารกิจง่ายๆ อย่างการส่งของขวัญที่พวกเขาจะได้บ่อยและทำกำไรได้มากที่สุด

 

กฎพวกนี้ไม่ได้ถูกใช้กับจอมเวทย์  แม้จะเป็นจอมเวทย์ระดับ 1 เขาก็ไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ เพื่อเข้ากองกำลัง

 

“ซาลีน เจ้าล่ะทำอะไร ?”

 

ซิก้าถามอย่างสงสัย เพราะเธอคิดว่าซาลีนนั้นมีความรู้อย่างมาก

 

“ข้าคือจอมเวทย์”

“อ๊ะ ข้าเสียมารยาทไปซะแล้ว”

 

ซิก้าโค้งคำนับกับซาลีนที่งงงวยและอธิบาย

 

“ตอนที่ข้าจากบ้าน ผู้เฒ่าเตือนข้าว่าจอมเวทย์นั้นสูงส่งมาก เหมือนกับนักบวช”

 

เขามองไปที่ตาซาลีนที่บวมอยู่ขณะที่พูด ซิก้าเริ่มกังวล เพราะเธอเพิ่งจะโจมตีคนที่เทียบเท่านักบวชไปซะแล้ว

 

ทั้งคู่ที่เริ่มรู้สึกผิดทำให้การสนทนานั้นไหลลื่นขึ้น ซาลีนพยายามชวนซิก้าไปที่เมืองดีน ที่ห่างไกลจากทะเล มันใกล้กับชายแดนและสามารถข้ามไปยังเขตแซกซ่อนเพื่อเข้าไปแคว้นฉินได้

 

ซาลีนคำนวณมาอย่างดี เขาจะเริ่มทำภารกิจที่ชายแดนเพื่อเพิ่มระดับและความสามารถในการต่อสู้ของตน และจะได้หลีกเลี่ยงปัญหาจากเมืองซีลอน ถ้าเขาได้พัฒนาไปถึงระดับ 3 เขาก็ไม่ต้องกลัวเอิร์ล ซูฟอนโซ่ที่หวังจะเอาชีวิตเขาอีก เขาคงจะไม่มีโอกาสได้เจอกับนักดาบอีกแล้ว ใช่ไหมล่ะ ?

 

แม้ความเป็นไปได้จะมีน้อย เขาก็จะหนีไปยังแคว้นฉินได้ ที่ซึ่งเอิร์ลไร้อำนาจ ในแคว้นฉินนั้นมีนักดาบนับไม่ถ้วนและจอมเวทย์อยู่เต็มไปหมด

 

ว่ากันว่าเมืองทุกเมืองในแคว้นฉินนั้นมีคอหอยเวทย์ คิดจากข้อมูลนี้หมายความว่าจะต้องมีจอมเวทย์ระดับ 6 นับร้อยคน แม้ว่าตัวเลขจะน้อยถ้าเทียบกับคนเป็นพันล้านของแคว้นฉิน เพราะอัตราส่วนจอมเวทย์ที่แข็งแกร่งหนึ่งคนคือหนึ่งในหมื่น อย่างไรก็ตามแคว้นฉินนั้นไม่ได้พลาดที่ช่วยเหลือจอมเวทย์เหล่านี้ เพราะแม้อาณาจักรที่แข็งแกร่งทั้งสามและสันตะสำนักก็ทำอะไรไม่ได้